ตามรอยทัวร์ยุโรปตะวันออก เวียนนา






เวียนนา



วันที่ 19เมษายน 2553



พวกเราออกเดินทางไปยังพระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace) วันนี้มีไกด์ชาวออสเตรีย พาชมพระราชวังด้วย






เกาะกลางถนนในกรุงเวียนนาปลูกดอกทิวลิปเรียงรายเตมไปหมด




ออสเตรีย เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่สุดแสนโรแมนติกเมืองหนึ่งของโลก เป็นเมืองแห่งดนตรีคลาสสิก อมตะซึ่งนักแต่งเพลงคลาสสิกไม่ว่าจะเป็น บีโธเฟ่น โมสาร์ท, ชูเบอร์ก, บราห์ม หรือ โยฮัน สเตราส์และอื่นๆอีกมากมาย มีเมืองหลวงชื่อกรุงเวียนนามีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ถึงสองแห่ง คือเขตเมืองเก่าใจกลางกรุงเวียนนา ปี ค.ศ. 2001และพระราชวังเชินบรุนน์ ปี ค.ศ. 1996

พระราชวังเชินบรุนน์ ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ในอดีตเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก มาตั้งแต่สมัยคริสศตวรรษที่ 13 - 20 โดยจักรพรรดิโยเซฟที่ 1 มีพระราชดำริให้สร้างพระราชวังที่โอ่อ่าหรูหรา โดยใช้พระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศสเป็นต้นแบบ

ในสมัยพระนางมาเรียเทเรซ่า ซึ่งมีการปรับปรุงทั้งภายในและภายนอก เครื่องตกแต่งพระราชวัง และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ให้เป็นแบบรอคโคโคทั้งหมด โดยมีสถาปนิคชื่อดัง คือนิโคลาส คาส เป็นผุ้ออกแบบส่วนสวนดอกไม้ผู้ออกแบบ คือ เฟอร์ดินานด์แห่งโฮเฮนแบร์ก พระองค์ทรงปรับปรุง ก่อสร้าง และ ต่อเติมเชินบรุนขึ้นมากมายทั้งความอลังการ ความสวยงาม และ ความยิ่งใหญ่แบบที่ได้เห็นในปัจจุบันล้วนเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ทั้งสิ้น นอกจากนี้พระนางมารี อองตัวเนต พระราชินีแห่งฝรั่งเศส ก็ยังเคยใช้พระชนม์ชีพในวัยเยาว์ในพระราชวังแห่งนี้อีกด้วย รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ก็เคยมาประทับพักอยู่ ณ พระราชวังแห่งนี้กับพระราชโอรสของพระองค์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังเชิญบรุนน์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากการที่พันธมิตรได้บุกยึดเพื่อใช้เป็นกองบัญชาการดังนั้นรัฐบาลออสเตรียจึงต้องซ่อมแซมพระราชวังใหม่ให ้งดงามดังเดิม



พระราชวังเชินบรุนน์




ประตูทางเข้าพระราชวัง




พระราชวังเชินบรุนน์




บนเสาเป็นรูปนกอินทรีเหยียบลูกโลก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก






พระราชวังเชินบรุนน์




พระราชวังเชินบรุนน์ พระราชวังเป็นตึก 3 ชั้น ทาสีเหลือง ซึ่งเป็นสีที่พระนางมาเรีย เทเรซาทรงโปรด ตัวปราสาทประกอบด้วยห้องทั้งหมด 1,441 ห้อง ให้เข้าชมได้เพียง 40 ห้อง การเข้าชมมีให้เลือกชมได้หลายราคาถูกสุด 9.5 ยูโร ชมพระราชวัง 30-40 นาที 20 ห้อง แกรนด์ทัวร์ชมพระราชวัง 50-60 นาที 40 ห้อง Calssic Pass 12.90 ยูโร



พระราชวังเชินบรุนน์




ปฏิมากรรมด้านหน้าทางเช้าพระราชวังเชิงบรุนน์



พวกเราเดินเข้าไปบริเวณรอบๆพระราชวัง

รถม้า




รถม้าพาชมรอบๆพระราชวัง เราเองก็อยากลองนั่งนะแต่ด้วยเวลาทำให้ไม่สามารถนั่งได้



สำหรับกลุ่มพวกเรา ชมได้เพียง 20 ห้องเท่านั้น การเข้าชมภายในปราสาทห้ามถ่ายรูปหรือ VDO ดังนั้นการเดินชมจึงดูเงียบสงบ ไม่เหมือนพระราชวังแวร์ซายด์ที่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ จึงดูวุ่นวาย ไกด์ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชวังนี้โดยเฉพาะพระนางมาเรียเทเรซ่าจักรพรรดินีองค์แรกซึ่งเป็นผู้นำของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก และพระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งฮังการี โบฮีเมีย โครเอเชีย และสลาโวเนีย ถือว่า พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระประมุขผู้ทรงอำนาจที่สุดในทวีปยุโรป


จักรพรรดินีมาเรีย เทเรช่า




พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับดยุคฟรานซิสที่ 3 สตีเฟนแห่งลอร์เรน ซึ่งเป็นองค์พระประมุขแห่งลอร์เรน ทรงมีพระราชโอรส 5 พระองค์ และพระราชธิดา 11 พระองค์ รวมพระราชบุตรทั้งหมดถึง 16 พระองค์ พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นแม่ยายของยุโรป เพราะพระองค์ส่งพระราชธิดาทั้ง 11 พระองค์ไปอภิเสกสมรสกับเจ้าชายต่างๆในยุโรป ซึ่งรวมทั้งพระนางมารี อังตัวเนต ด้วย พระนางสวรรคตเมื่อพระชนม์มายุได้ 63 พรรษา



ขณะบรรยายไกด์ได้พาพวกเราไปชมยังห้องต่างๆ เช่น ห้องทรงงาน, ห้องบรรทม, ห้องแกลลอรี่, ห้องมิลเลี่ยน, ไชนีสรูม ฯลฯ ซึ่งตกแต่งอย่างงดงาม เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ โดยเฉพาะห้อง Hall of Ceremonies ที่ใช้เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญของราชวงศ์ เป็นห้องที่พระนางมาเรียโปรดให้จัดงานเลี้ยง และงานเต้นรำอยู่บ่อยครั้ง มีเรื่องราวเกี่ยวกับโมสาร์ท เกี่ยวกับการเล่นเปียนโนครั้งแรกด้วยวัยเพียง 6 ขวบ ต่อหน้าพระพักตร์องค์ราชินี Maria Therasa และยีงมีภาพวาด ที่น่าสนใจมากมาย ภาพงานแต่งงานที่อลังการของ เจ้าชาย Joseph และ เจ้าหญิง Isabella of Parma ที่มีแขกเข้าร่วมมากมาย ซึ่งผู้ร่วมงานได้แต่นั่งดูเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวกินเค็ก จึงเป็นที่มาของซักเกอร์เค็ก ขนมที่ขึ้นชื่อของเวียนนา และภาพวาดแขกที่มาร่วมงานในงานแต่งนั้นมีรูปโมสาร์ทน้อยซึ่งอายุ 6 ขวบ ในงานเลี้ยงด้วย

ไกด์ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์อีกหลายองค์รวมทั้งพระเจ้าฟรานซ์โจเซฟและพระมเหสีของท่านพระนาง Sisi

พระนาง Sisi




พระนางอลิซาเบธ พระมเหสีของพระเจ้าฟรานซ์โจเซฟ ทรงมีชื่อเล่นว่า "ซิซี" (Sisi) พระองค์เป็นเจ้าหญิงแห่งแคว้นบาวาเรีย พระองค์มีพระสิริโฉมเป็นเลิศ เป็นผู้นำของความงามในยุคนั้น พระองค์ไม่เสวยพระกระยาหารเย็นเพื่อรักษารอบเอวไว้ที่ 20 นิ้ว ทรงไม่เสวยเนื้อสัตว์ แต่ใช้วิธีคั้นน้ำจากเนื้อสัตว์เพื่อดื่มแทน ทรงอภิเษกสมรสตั้งแต่พระชนมายุเพียง 16 พรรษา พระองค์ไม่โปรดชีวิตที่เต็มไปด้วยระเบียบที่เคร่งครัดในวัง จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการท่องเที่ยว เนื่องด้วยความที่พระองค์ไม่ค่อยได้อยู่เคียงข้างองค์จักรพรรดิ ก็ได้รับคำติฉินินทาจากสังคม แต่พระองค์ก็ไม่ได้หยุดภาระกิจจากการท่องเที่ยวแต่ประการใด
เมื่อพระโอรสของซิซี่ ซึ่งขณะนั้นอายุสามสิบปีสิ้นพระชมม์ ด้วยการปลิดชีพตัวเอง นำความโศกเศร้ามาสู่ซิซี่ หลังจากนั้น ใครๆ มักจะเห็นพระองค์ทรงชุดดำเสมอๆ พร้อมมีพัดหนึ่งเล่ม และร่ม ติดมือเพื่อใช้ปิดปังหน้าตาจากสื่อ (อย่างนึงด้วย คือพระองค์ห่วงรูปโฉมที่จะปรากฏออกไป เมื่ออายุมากขึ้น)

ในปี1898 เมื่อซิซี่มีพระชนมายุได้ 60 พรรษา ขณะที่พระองค์เสด็จไปเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างทางที่จะเดินกลับมาขึ้นเรือ พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ โดยนาย Luccheni ชาวอิตาลีฝ่ายต่อต้านราชวงศ์ ด้วยการแทงเข้าที่หัวใจ เมื่อฟรานซ์ โจเซฟ ได้รับข่าวร้ายนี้ พระองค์ได้กล่าวออกมาว่า "She will never know how much I loved her"
หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ สื่อต่างๆก็เปลี่ยนกลับกลายเป็น ชื่นชมพระองค์แทน
ส่วนจักรพรรดิ ฟรานซ์ โจเซฟ ก็ทรงครองราชย์ต่อไป และสิ้นพระชนม์ในปี 1916 ในพระราชวังเชินน์บรุนน์ เมื่อมีพระชนมายุได้ 86 พรรษา และครองราชย์ได้ 68 ปี



พวกเราเดินชมห้องต่างๆ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่วิจิตรงดงาม และไกด์ก็ชี้ให้เราดูรูปภาพรูปนี้






รูปภาพของพระนางมาเรีย เทเรชา พระสวามีและลูกๆ จะเห็นว่าทุกพระองค์ชี้นิ้วไปที่พระนางมาเรีย เทเรช่า รวมทั้งตัวพระนางเองด้วย ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ว่าพระนางทรงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่



หลังจากชมปราสาทเสร็จแล้ว พวกเราพอมีเวลาพอจึงไปเดินชมสวนที่อยู่ด้านหลังปราสาทต่อ โดยเข้าชมฟรีคะ ไม่ต้องเสียเงิน

ด้านหลังของพระราชวังในอดีตเคยใช้เป็นที่ล่าสัตว์ปัจจุบันได้ตกแต่งเป็นสวนและน้ำพุอย่างสวยงามและชื่อพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งแปลว่า น้ำพุอันสวยงาม นอกจากนี้ยังมีสวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกด้วย








เมื่อเดินออกจากปราสาทเราก็เห็นสวนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา การจัดสวนเป็นการจัดแบบเรียบง่ายเป็นระเบียบสวยงามสไตล์บาร็อค มีการตกแต่งแบบทรงเราขาคณิต



เมื่อมองไปไกลจนสุดเราจะเห็น Gloriette ที่ตั้งตระหง่านแต่ไกล


โกลเรียตต์




ประคูชัย Gloriette ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชัยชนะของออสเตรีย เหนือรัสเซียในสงครามโคลิน (The Battle of Kolin) เมื่อปี 1757 ตั้งอยู่บนยอดเนินที่สามารถมองได้รอบทิศ ตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มโค้ง (arches) 11 ซุ้ม รองรับด้วยเสาดอริกแบบกรีก ของอาคารสร้างเป็นรูปนกอินทรีเหยียบลูกโลก








ภายในสวนมีรูปปั้นเทพนิยายกรีกตกแต่งตลอดทาง และดอกไม้สีสันสวยงาม





น้ำพุเทพเนปจูน




จะมีน้ำพุเทพเจ้าเนปจูนที่สวยงาม ในบ่อน้ำพุมีเป็ดว่ายน้ำเล่นอยู่หลายตัว



เราขึ้นไปถ่ายรูปบนน้ำพุลงมา






วิวจากบนเขาถ่ายลงมา



ด้วยเวลาที่จำกัด เราไม่สามารถเดินต่อไปยังGloriette ได้เพราะ ต้องรีบไปตามเวลาที่ไกด์นัดแล้ว เราจึงเดินกลับไปที่รถต่อไปยังถนนริง ซึ่งมีสวนสาธารณะหลายแห่ง พวกเราเข้าชมสนสาธารณะ Stadtpark อยู่ทางตะวันออกของถนนริง ภายในสวนมีรูปปั้นของนักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งคือราชาเพลงวอลซ์ โยฮันน์ ชเตราสส์ จูเนียร์ (Johann Strauss, Jr.) สีทองเหลืองอร่าม อยู่ในซุ้ม ท่านประพันธ์เพลงวอลซ์แบบเวียนนาไว้มากมาย เช่นเพลงบลูดานูบ



สวนสาธารณะ Stadtpark




ประตูทางเข้าสวนสาธารณะดูธรรมดา








ภายในสวนปลูกดอกม้มากมาย โดยเฉพาะดอกทิวลิป




เราเดินเข้าไปพอประมาณ เราก็พบกับรูปปั้นของรูปปั้นราชาเพลงวอลซ์ โยฮันน์ ชเตราสส์ จูเนียร์ (Johann Strauss, junior)

โยฮันน์ สเตราส์ จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1825 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1899 เกิดในครอบครัวคีตกวีชาวออสเตรีย เป็นผู้สร้างให้เกิดกระแสความนิยมเพลงวอลซ์ในกรุงเวียนนา ตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 สเตราส์ได้กลายเป็นราชาเพลงวอลซ์ เนื่องจากได้ปฏิวัติรูปแบบวอลซ์ด้วยการยกระดับเพลงระบำชาวนาอันต่ำต้อย ขึ้นมาเป็นเพลงเพื่อให้ความบันเทิงแก่บุคคลชั้นสูงในราชสำนักฮับส์บวร์กได้ ซึ่งบทประพันธ์เพลงวอลซ์ของเขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดอะ บลู ดานูบ



โยฮันน์ ชเตราสส์ จูเนียร์




รูปปั้นเป็นสีทองเหลืองอร่าม ยืนสีไวโอลิน อยู่ท่ามกลางดอกไม้




โยฮันน์ ชเตราสส์ จูเนียร์




ซูมเข้ามาใกล้อีกนิด ชายผู้มีหนวดงามเป็นที่หลงไหลของสาวๆในยุคนั้น



และก๊ถึงเวลาอาหารเที่ยง พวกเราจึงรับประทานอาหารจีนที่ sichaun resturant


sichaun resturant




พอลงจากรถเราก็เห็นภัตตาคารนี้ คิดว่าได้มาเที่ยวเมืองจีนซะอีก เป็นภัตตาคารจีนที่ใหญ่โต ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเวียนนา ด้านข้างเป็นสวนสาธารณะ ภัตตาคารที่ใหญ่เช่นนี้เพราะมีรัฐบาลจีนเป็นหุ้นส่วน ดังนี้นจึงมีเนื้อที่ใหญ่โตมากในบรรยากาศที่ร่มรื่น



Secession




รถแล่นผ่านแปลกๆ ชื่อตึก Secession กะหล่ำปลีทองคำ ตัวตึกนั้นออกแบบโดย Joseph Maria Olbrich ในสไตล์อาร์ตนูโวตอนสร้างในปี 1897
ได้รับความสนใจจากผู้ผ่านไปมาไม่น้อย



รถพาเราไปส่งยังถนนริงสตราสส์( Ringstrasse )เพื่อที่จะให้พวกเราไปเดิน shopping ที่ถนน คาร์นเนอร์( Karntner )ถนนคนเดินและเป็นย่าน shopping สินค้าแบรนด์เนม เนื่องจากทั้ง 2 ถนนนี้เป็นถนนเชื่อมต่อกัน แต่พวกเราอยากเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆมากกว่าจึงไปเดินเล่นบนถนน ริงสตราสส์กัน

ถนนริงสตาสส์เป็นที่ตั้งของ สถานที่สำคัญๆ เช่น รัฐสภา โรงโอเปร่า พระราชวังเบลวาแดร์ อาคารพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น

โรงละครแห่งชาติกรุงเวียนนา




โรงละครแห่งชาติกรุงเวียนนา (Vienna State Opera )บนถนนริงสตราสส์ สถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-เรอเนสซองซ์ เป็นโรงละครโอเปราแห่งแรกของกรุงเวียนนา สร้างขึ้นในยุคแห่งความรุ่งเรืองของคีตกวีเอกชาวออสเตรีย อย่าง โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ต








ที่เวียนนามีอนุสาวรีย์เต็มไปหมด




จัตุรัส Maria Theresa




จัตุรัส Maria Theresa มีรูปปั้นของพระราชินีมาเรีย เทเรซา อยู่กลางสวนหย่อม สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระนาง








ทางซ้ายและขวาของอนุสาวรีย์พระนางมาเรีย เทเรซา เป็นตึกฝาแฝดทรงนีโอเรอเนซองส์ ด้านหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum or Museum of Fine Arts) ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงศิลปะ ภาพวาดของออสเตรีย อีกด้านหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Naturhistorisches Museum or Natural History Museum)




Natural History Museum




ที่หน้าตึกมีรูปปั้นช้างคัวเล็กน่ารักดี




เราเลือกเข้าชม Natural History Museum ด้วยความอยากรู้พวกเราจึงเข้าไปดูข้างในกัน ค่าเข้าชมคนละ 10 ยูโร


Natural History Museum




ในนี้มีสัตว์นานาชนิด เป็นสัตว์แปลกและหายาก







ชั้นล่างจะเป็นพวกสัตว์น้ำ ส่วนชั้นบนจะเป็นสัตว์บกและแมลง



ตรงข้ามรูปปั้นพระนางมาเรีย เทเรซา มีพิพิธภัณฑ์ Museums Quartier

Museums Quartier




อาคารสไตล์บาร๊อค เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงศิลปะสมัยใหม่



จากนั้นพวกเราก็เดนย้อนกลับไปเพื่อที่จะไปยังถนนคาร์นเนอร์( Karntner ) เพื่อจะไป shopping ต่อ

พระราชวัง Hofburg




พระราชวังฤดูหนาว ในอดีตเป็นที่ประทับของราชวงศ์ Habsburg ซึ่งปกครองออสเตรีย-ฮังการีอย่างยาวนานถึง สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1460 และเป็นสถานที่ประสูติของพระนาง Marie Antoinette ด้วย ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องใช้ เครื่องแต่ง เครื่องประดับของจักรพรรดิ์ ค่าเข้าชม 9.9 ยูโร



เราก็เดินมาถึงถนน คาร์นเนอร์ เพื่อเดิน shopping





บรรยากาศบนถนน มีร้านขายของ brand name มากมาย รวมทั้ง swarovski ซึ่งราคาไม่แพง




หลังจากเดินเล่นได้ไม่นานก็ถึงเวลานัดที่พวกเราจะต้องเดินทางต่อๆปยังเซนต์ วูลฟ์กัง ต่อไป








Create Date : 11 พฤษภาคม 2553
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 1:00:15 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 11 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:06:39 น.  

 
พระราชวัง .... ว้าวๆ


โดย: honeymo วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:50:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
goffymew
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to Goffymew Blog

Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
11 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add goffymew's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.