ธัมมฺทีโป.. ร่วมจุดประทีป ตามท่านไป.. จนกว่าจะหมดใส้ หมดเชื้อ.. www.visudhidham.com
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
30 ธันวาคม 2553

หลวงพี่เล็ก เทศน์เรื่องอนุสสติ 10

สำหรับตอนนี้ ในเรื่องของ "อนุสสติ" คือการตามระลึกถึงความดีทั้ง ๑๐ ประการว่าเราก็ได้ศึกษามาครบถ้วนแล้ว


คราวนี้ในเรื่องของ อนุสสติ พื้นฐานใหญ่คือ อานาปานสติการนึกถึงลมหายใจเข้า ออก มันก็จะมีอยู่ สอง สาม ขั้นตอนที่ถ้าหากว่าเราปฏิบัติแล้ว ไม่มีความเข้าใจ หรือว่าเกิดความกลัวขึ้นมา ก็จะก้าวพ้นไปไม่ได้คือ

ขั้นตอนที่เริ่มเป็น ปีติ ได้แก่ มีอาการน้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง ขนลุก หรือว่า ลอยขึ้นทั้งตัว หรือรู้สึกว่าตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวรั่ว ตัวแตก ตัวระเบิด อะไรพวกนั้น

อาการต่างๆ นั้นที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา ถ้าหากว่าเราไม่กลัว ปล่อยให้มันเป็นไปเต็มที่ตามกำลังของมัน ถ้ามันขึ้นเต็มที่มันจะผ่านไปเลย แล้วก็จะไม่เป็นอีก

เพราะว่าครั้งต่อไป จิตของเราพอตั้งใจปุ๊บ มันจะทรงเป็นฌานไป มันจะก้าวข้ามขั้นตอนเหล่านี้ไป

บางคนพอเริ่มสั่น ก็เริ่มกลัว บางคนลอยขึ้น ก็กลัว กลัวว่าลอยไปไกลๆ เดี๋ยวกลับไม่ได้ บางคนรู้สึกว่าตัวมันพอง ตัวมันใหญ่ ตัวมันรั่ว ตัวมันแตกระเบิด กลัวจะตาย บางคนน้ำตาไหล อายคนอื่นเขา ตัวโยกไปโยกมา หรือว่าดิ้นเหมือนกับทรงเจ้าเข้าผี อายคนอื่นเขา ไปฝืนไม่ให้อาการเหล่านั้นมันเกิด ถ้าหากว่าเราฝืน อาการเหล่านั้นจะหายไป แต่ว่ามันจะก้าวข้ามจุดนั้นไม่ได้ เมื่อกำลังใจเริ่มทรงตัวถึงจุดนั้นเมื่อไร อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกทันที


ดังนั้นมีทางเดียวก็คือว่าปล่อยให้มันเป็นไปเลยเต็มที่ของมัน ถ้ามันขึ้นเต็มที่เมื่อไรมันจะเลิกของมันเมื่อนั้น



ให้สังเกตว่าในขณะนั้นกำลังของเราทรงตัวนิ่งมาก อาการภายนอกมันจะเกิดอะไรขึ้นไม่ว่า จะเป็นขนลุก น้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง ลอยขึ้นทั้งตัว หรือว่าตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวรั่ว ตัวแตก ตัวระเบิด อะไรก็ตาม จิตมันจะนิ่ง สงบ ระงับ เป็นปกติ ถ้ารู้จักสังเกตตรงนี้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรมัน


สำหรับขั้นตอนต่อไปที่พวกเราจะไปติดอยู่อีกขั้นหนึ่ง ก็คือในระหว่างที่กำลังใจก้าวจากปฐมฌานละเอียด ขึ้นไปสู่ ฌานที่ ๒ ตอนนั้นลมหายใจจะไม่มี คำภาวนาจะไม่มี

ความจริงลมหายใจมันมีของมันปกติ เพียงแต่มันละเอียดมาก ถ้าเราไม่ได้เอาสติตามจดจ่อมันจริงๆ จะจับมันไม่ติด ตอนนั้นถ้าหากว่าเราไปตกใจว่า เอ๊ะ.. เราไม่ได้หายใจ เอ๊ะ คำภาวนามันไม่มีแล้ว แล้วไปรีบหายใจ ไปรีบภาวนา เท่ากับว่าเราถอยหลังกลับ มันจะไม่ก้าวหน้า อันนั้นให้กำหนดรู้ไว้เฉยๆ ว่าตอนนี้มันไม่หายใจแล้ว ตอนนี้มันไม่ภาวนาแล้ว


จิตมันนิ่ง มันใสอย่างไรให้กำหนดใจรู้ไปเช่นนั้น มันจะก้าวขึ้นเป็น ฌานที่ ๓ ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นหินไป

บางคนก็จะมาตกใจขั้นนี้อีก อันนั้นเป็นเรื่องปกติ มันอยากจะเป็นอย่างไรให้มันเป็นไป ถ้าหากว่าเราทำใจอย่างนี้ได้ กำลังใจทรงตัวแล้ว จะเป็นสมาธิได้เลย จะก้าวขึ้นสู่ ฌาน ๔ ได้ง่าย


~ส่วนในเรื่องของ อนุสสติิ อื่นๆ คือ~

พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าก็ดี

ธรรมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมก็ดี

สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ก็ดี

ศีลานุสสติ ระลึกถึงคุณความดีของศีล

จาคานุสสติ ระลึกถึงคุณความดีของการเสียสละ บริจาค ให้ทาน

เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณความดีของเทวดา ของพรม ของพระบนนิพพาน

กายคตานุสสติ

มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายเพื่อจะได้ไม่ประมาท ระลึงถึงความเป็นจริงของสภาพร่างกาย

อุปสมานุสสติระลึกถึงความสงบ ระงับ คือพระนิพพาน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้


อนุสติทั้งหลายเหล่านี้ ผูกพันอยู่กับอานาปานานุสติ คือลมหายใจเข้า ออก ถ้าไม่มีอนุสติต่างๆ อีก ๙ กอง จะทรงตัวได้ยาก หรือไม่ทรงตัวเอาเลย

ดังนั้นไม่ว่าเราจะปฏิบัติในอนุสสติข้อไหนก็ตาม เราต้องมีอานาปานุสสติควบคุมอยู่เสมอ

คราวนี้ในอนุสสติ ๑๐ นั้น เป็นเรื่องของคนที่เป็นพุทธิจริตคือมีความฉลาด พุทธิจริตนี้ จะสามารถปฏิบัติในมรณานุสติ กายคตานุสสติ อุปสมานุสติได้ง่าย เพราะว่าฉลาด มีปัญญามาก

ในเรื่องของ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ศีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ เป็นเรื่องของบุคคลผู้มีศรัทธาจริต มีจิตน้อมเชื่อง่ายเป็นปกติ
ถ้าปฏิบัติในอนุสสติืิืัีีืิหล่านี้ ก็จะมีกำลังจิตทรงตัวได้ง่าย

สำหรับกายคตานุสสติเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นราคะจริตอีกส่วนหนึ่ง

สำหรับผู้ที่เป็นโมหะจริต วิตกจริตเหล่านี้ใช้อานาปานุสสติิอย่างเดียว ใช้อนุสสติอื่นๆ ไม่ได้

ผู้ที่เป็นโทสะจริต เราจะใช้อนุสสติอื่นๆ บางทีกำลังใจมันเข้ากันไม่ได้ ดังนั้นจะเป็นโทสะจริต อย่างเดียวที่จะต้องแตกแขนงออกไปใช้กรรมฐานกองอื่นๆ ที่ไม่ใช่อนุสสติ ๑๐ ประการนี้

สำหรับ อนุสสติ ๑๐ อย่างการตามระลึกถึงความดีทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ในแต่ละวันให้เรามีอนุสสติข้อใดข้อหนึ่งทรงอยู่ในใจเสมอ ไม่ว่าจะ

-ระลึกถึงความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
-ระลึกถึงความดีของศีล
-ระลึกถึงความดีของการบริจาค ให้ทาน
-ระลึกถึงความดีของเทวดา พรม
-ระลึกถึงความตายมันจะได้ไม่ประมาท
-ระลึกถึงความเป็นจริงของร่างกาย
-ระลึกถึงความสงบ ระงับในพระนิพพาน หรือ
-ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก แต่ละวัน แต่ละเวลาให้้อนุสสติ ๑๐ อย่างนี้ ผลัด

เปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่ในใจของเราก็ได้ หรือว่าจะเอาเฉพาะอนุสสติข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ อนุสสติทั้ง ๑๐ ประการนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้ถึง ๑๐ ก็ก้าวขึ้นสู่ความเป็นพระอริยะเจ้าระดับต้นได้แล้ว


อย่างเช่นกติกาความเป็นพระโสดาบัน

คือเราต้องเคารพพระพุทธเจ้าจริงๆ เคารพระธรรมจริงๆ เคารพพระสงฆ์จริงๆ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง อันนี้ก็คือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสตินั่นเอง

จะต้องเป็นผู้มีศีล ทุกสิกขาบทบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่ล่วงศีลด้วยตัวเอง ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นล่วงศีล และไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเขาล่วงศีล อันนี้ก็เป็นศีลานุสสติ

ลำดับสุดท้ายก็คือว่าระลึกอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย ถ้าเราตายเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว อันนี้เป็นมรณานุสสติ และอุปสมานุสสติจะเห็นได้ว่าเราใช้อนุสสติ ๖ ประการ

สำหรับความเป็นพระโสดาบัน เน้นหนักตรงศีลานุสสติ คือให้ตั้งใจว่าเรารักษาศีล เพราะเราเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรารักษาศีล เพราะเราต้องการจะไปพระนิพพาน


สำหรับพระสกิทาคามี

ก็ยังเป็นอนุสสติทั้ง ๑๐ ประการ คือ ๖ ประการใหญ่นี้เช่นกัน แต่ว่าพระอนาคามีนั้น กำลังสมาธิท่านสูงกว่า ดังนั้นเรื่องของ

ราคะ ความรักระหว่างเพศ

โลภะ ความโลภอยากได้ใคร่มีในสิ่งต่างๆ

โทสะ อารมณ์ความโกรธ จะสงบระงับได้มากกว่า

เพราะว่ามีปัญญามากขึ้น เห็นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นตัวขัด เป็นตัวขวาง เป็นตัวไม่นำไปสู่พระนิพพาน ก็พยายามลด พยายามละมัน

ในเมื่อท่านมีอานาปาณสติ คือตัวฌานสมาบัติกำลังสูงกว่า ก็เลยสามารถทำให้ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เบาบางกว่าได้ แต่ก็ยังจัดอยู่ในอนุสสตินั่นเอง คือเป็นฌานในอานาปานุสสติ ถ้าเป็น พระสกิทาคามีก็แปลว่ากำลังของฌานจะต้องสูงกว่าพระโสดาบัน

แต่ในอนุสสติทั้ง ๖ คือการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ดี การระลึกทบทวนระมัดระวังในสิกขาบทต่างๆ ของศีลในสภาพของตนก็ดี การระลึกถึงความตายเพื่อความไม่ประมาท ตั้งใจว่าตายแล้วจะไปนิพพานก็ดี จะละเอียดกว่า ทรงตัวกว่าพระโสดาบัน

ส่วนพระอนาคามีนั้น

ทุกท่านจะต้องมีฌาน ๔ ทรงตัวเป็นปกติเนื่องเพราะพระอนาคามีนั้น ราคะ โลภะ โทสะดับลงโดยสิ้นเชิงเพราะว่าสติของท่านสมบูรณ์ รู้เท่าทัน เห็นว่าสาเหตุของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากอะไร ต้องมีความคล่องตัวในฌาน ๔ มาก ไม่อย่างนั้นแล้วจะระงับ ราคะ โลภะ โทสะ ไม่ทัน แล้วก็หยุดการทำเหตุนั้นได้ทัน เนื่องเพราะว่าต้องมีกำลังของสมาธิ ในอานาปานุสสติกรรมฐาน จึงจะเห็นได้ว่าพระอนาคามีก็ตาม ก็ยังคงสามารถใช้อนุสสติ เพื่อที่จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าระดับนี้เช่นกัน


ส่วนพระอรหันต์

นั้นเป็นผู้สงบ ระงับในทุกรูปแบบ เป็นผู้ไม่เป็นทุกข์ โทษ เวร ภัยให้กับคนอื่นด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง ไม่มีทางที่กิเลส ส่วนอื่นๆ จะเกิดขึ้นในใจของท่านได้ เพราะว่าปัญญาของท่านแจ่มใส สติของท่านสมบูรณ์ ไม่ไปสร้างเหตุของการรัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นมา รัก โลภ โกรธ หลง ก็กินใจของท่านไม่ได้

อันนี้ก็เกิดจากกำลังของอานาปานุสสติ ในระดับของฌาน ๔ เป็นอย่างน้อย ถ้าหากว่าได้สมาบัติอื่นๆ ขึ้นไปจนถึงสมาบัติ ๘ ยิ่งดี ก็หมายความว่าในอนุสสติทั้ง ๑๐

ถ้าหากว่าใช้อานาปานุสสติิเป็นหลักใช้พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ศีลานุสสติ มรณานุสสิติ และอุปสมานุสสติเป็นปกติ

เราสามารถเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่ขั้นต้น คือพระโสดาบัน
ขั้นกลางคือ พระสกิทาคามี และ พระอนาคามี
และขั้นสูงสุดคือพระอรหันต์ ได้

เพียงแต่ว่าต้องใช้ให้เป็น ต้องรักษาอารมณ์ให้ทรงตัว ต้องมีปัญญาควบกับสติ สัมปชัญญะด้วย

พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงสภาพของร่างกายของเรา สภาพร่างกายของผู้อื่น จะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีสภาพความเป็นจริง ในลักษณะของความไม่สวยไม่งาม ความสกปรกโสโครก ความเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายไปในที่สุดเช่นกัน ไม่มีอะไรทรงตัวให้ยึดถือมั่นหมายได้ ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ ก็มีแต่ความทุกข์เป็นปกติ

ตราบใดที่ยังเกิดอีกก็ยังทุกข์อีก เพราะฉะนั้นจึงสมควรที่จะปล่อยวางร่างกายนี้ ปล่อยวางโลกนี้ หรือว่ายังไปยึดไปถือมันอยู่

จะต้องคอยระมัดระวังกิเลสตามสังโยชน์ ที่จะเกาะกินใจของเรา โดยฉะเพาะอวิชชาสังโยชน์ ซึ่งเราระมัดระวังแค่ไหนก็พยายามจะสอดจะแทรกเข้ามาเสมอ


เราเห็นสิ่งใด เกิดความชอบใจขึ้นมา ได้ยินสิ่งใดเกิดความชอบใจขึ้นมา ได้กลิ่นสิ่งใดเกิดความชอบใจขึ้นมา ได้รสสิ่งใดเกิดความชอบใจขึ้นมา สัมผัสสิ่งใดเกิดความชอบใจขึ้นมา อารมณ์ใจใดๆ เกิดขึ้นในใจเกิดความชอบใจขึ้นมา อันนี้จัดเป็นฉันทะ คือยินดีกับมัน

มันก็จะสร้างราคะ คือความอยากมีอยากได้ขึ้นมาในใจ ดังนั้นเราจะต้องผูกใจของเราอยู่กับคำภาวนา ผูกใจของเราอยู่กับลมหายใจเข้า ออกให้เป็นปกติ เพื่ิอที่สติสัมปชัญญะจะได้ทรงตัว ไม่เผลอไปยินดียินร้ายกับสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา

เราต้องระมัดระวังอยู่ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ทั้งหลับและตื่น จะต้องพยายามมีสติรู้รอบ หลับอยู่ก็ต้องรู้ ตื่นอยู่ยิ่งจำเป็นต้องรู้

ถ้าขาดสติลงช่วงใดช่วงหนึ่ง กำลังของกิเลสจะสามารถสอดแทรกเข้ามา ทำให้จิตใจของเราเริ่มว้าวุ่น ขุ่นมัว แล้วก็จะพลาดจากเป้าหมายออกไป


ดังนั้นอนุสสติทั้ง ๑๐ ข้อใดข้อหนึ่งในแต่ละวันเราจำเป็นจะต้องให้อยู่ในใจของเราตลอดเวลา เพื่อที่กำลังของกิเลสจะได้แทรกเข้ามาไมได้


ที่มา: เว็บพลังจิต


Create Date : 30 ธันวาคม 2553
Last Update : 30 ธันวาคม 2553 18:01:42 น. 2 comments
Counter : Pageviews.  

 
การตอบกระทู้ของคุณ chaosy นั้นผมได้อ่านและได้รับการแง่คิดของคุณตอบได้ดีมากครับ หลายครั้ง หรือหลายการขัดแย้งที่ผ่านมาคุณเองก็ตอบได้ดีมาก.....ทั้งหลายทั้งมวลในปีใหม่นี้ 2554 ขอให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงและสมปรารถนาทุกประการ.....ผมเองไม่ได้เป็นสมาชิกแต่ชอบเข้ามาอ่านกระทู้ที่ให้ความคิดเห็นต่อการปฏิบัติ.....สาธุ สาธุ สาธุ


โดย: u.tah@thaimail IP: 115.87.79.90 วันที่: 31 ธันวาคม 2553 เวลา:13:39:22 น.  

 
โมทนาสาธุ กับคุณu.tah@thaimail ด้วยค่ะ

ขอบพระคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้กัน รวมทั้งพรปีใหม่ด้วยค่ะ..

ส่วนตัวเราเอง ขอน้อมนำพรจากครูบาอาจารย์มอบกลับไปด้วยไมตรีจิตค่ะ ท่านบอกว่า..

"ปีใหม่ดี สวดมนต์ทำดีในวันปีใหม่.. สวดมนต์..ดี ทำดีทุกวัน ทุกวันจะเป็นวันปีใหม่.."



โดย: chaosy วันที่: 3 มกราคม 2554 เวลา:20:28:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
chaosy
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอเรียนให้ทราบว่าผู้เขียนบล็อกนี้ ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากพระอาจารย์และทางวัดไตรรงค์วิสุทธิธรรม ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเกี่ยวกับวัด และการเผยแผ่คำสอนของพระอาจารย์ใหญ่


ข้อมูลที่นำเสนอนั้นได้รับการตรวจสอบ คัดกรองเพื่อ "ประโยชน์ต่อผู้อ่านในทางธรรม" เป็นสำคัญ

ผู้เขียนใคร่ขอสงวนสิทธิ์ ในภาพและข้อเขียนทั้งหมดที่เกี่ยวกับสำนักสงฆ์ไตรรงค์วิสุทธิธรรม และพระอาจารย์ใหญ่ ที่ปรากฏในบล็อกนี้และในเวบไซต์วิสุทธิธรรมดอทคอม

"ห้ามมิให้ผู้ใดนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต"

เนื่องจากปัจจุบันมีผู้คัดลอก หรือตัดข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดจากบล็อกนี้ไปอ้างอิงสอดแทรก ร่วมกับข้อเขียนของตน ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตน ซึ่งออกไปในแนวอิทธิปาฏิหาริย์ อันไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่พระอาจารย์มีความประสงค์ให้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับองค์ท่านหรือกิจกรรมของวัด


การเผยแพร่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจนำภัยร้ายแรงมาสู่ตัวผู้เผยแพร่ และอาจทำให้พระอาจารย์เกิดความเสียหายในทางสมมติ ด้วยมีผู้อ่านที่ไม่เข้าใจ เกิดความลังเลสงสัยหรือเกิดการปรามาสท่านได้ค่ะ

ผู้เขียนเข้าใจว่ามีศิษย์รุ่นใหม่ ผู้มีจิตศรัทธาในองค์พระอาจารย์เป็นอย่างสูง และต้องการช่วยเหลือ หรือร่วมเผยแพร่เรื่องราวของพระอาจารย์ ต้องขออนุโมทนาด้วยค่ะ ที่จริงทางวัดและพระอาจารย์ก็มีความยินดีในเจตนากุศลของท่านทั้งหลาย

เพียงแต่ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจธรรม และระบบของพระอาจารย์ใหญ่อย่างลึกซึ้ง ประกอบกับปัจจุบัน วงการสงฆ์มีความอ่อนไหวมาก เพราะมีผู้มีมิจฉาทิฐิหรือลัทธิแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย จนเป็นเหตุให้มีการตรวจสอบเพ่งเล็งกันอยู่ตลอดเวลา

การที่นำเรื่องของท่านไปเผยแพร่ในทางปาฏิหาริย์ โดยไม่พิจารณาข้อความที่สื่อสารให้ถี่ถ้วนรัดกุม อาจเป็นเหตุที่นำภัยมาสู่องค์พระอาจารย์อย่างใหญ่หลวง โดยศิษย์ผู้นั้นไม่ได้เจตนาได้ ซึ่งพระอาจารย์ไม่ประสงค์จะให้เกิดกรรมเหล่านั้นค่ะ

นอกจากนี้บางครั้งการนำข้อมูลเก่าไปเผยแพร่ แล้วไม่ได้ update ข้อมูล ให้เป็นปัจจุบัน ก็ส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิดได้ค่ะ

ดังนั้นดิฉันจึงใคร่ขอความกรุณา ให้ศิษย์ที่อยากมีส่วนร่วมช่วยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพระอาจารย์ใหญ่ ใช้วิธีทำลิ้งก์จากบล็อกหรือจากเวบไซต์ "www.visudhidham.com" ไปโพสต์ไว้ตามกระทู้หรือหน้าเว็บต่างๆ แทนที่จะคัดลอกข้อความไปลงโดยไม่บอกกล่าว การทำลิงก์น่าจะเหมาะสมและปลอดภัยกว่า

หรือหากต้องการนำข้อมูลไปเผยแพร่จริงๆ ขอให้ติดต่อเจ้าของบล็อก หรือเวบมาสเตอร์
ที่อีเมล visudhidham@hotmail.com
เพื่อขออนุญาตทุกๆ กรณี และทาง WM จะได้ติดตามการประชาสัมพันธ์ได้ค่ะ

อยากให้เข้าใจว่าไม่ได้หวง แต่จำเป็นต้องวางกติกานี้ เพื่อสวัสดิภาพของทุกฝ่ายและป้องกันองค์พระอาจารย์ค่ะ ถ้าศรัทธาพระอาจารย์ เราต้องช่วยกันดูแลท่านนะคะ

ขออย่าได้ตัดข้อความไปโดยพละการ โดยเฉพาะการตัดข้อความไปเพียงบางส่วน และอย่าได้คัดลอกภาพไปโพสต์ตามเว็บหรือกระทู้โดยไม่ขออนุญาตก่อน

หากท่านยังทำอย่างนั้น ดิฉันจะถือว่าท่านละเมิดสิทธิ์ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์และทำผิดศีลโดยเจตนาค่ะ


เนื่องจากผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเนื้อหาต่างๆ ที่นำเสนอ และผลกระทบที่จะตามมาจากการนำเสนอนั้น จึงขอความร่วมมือจากญาติธรรมทุกท่านมา ณ โอกาสนี้


chaosy


New Comments
[Add chaosy's blog to your web]