<<
กันยายน 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
2 กันยายน 2558
 

ผู้ต้องสงสัยบอมบ์ราชประสงค์ล่าสุด “ถือพาสปอร์ตจีน-ยอมรับมาจากซินเจียง”

  ขออนุญาตนำเนื้อหาเรื่องนี้จากผู้จัดการรายวันมารวบรวมไว้เพื่อการศึกษาต่อไป


นิวยอร์กไทม์แฉ ผู้มีอำนาจไทยสั่งห้ามประกาศ “ก่อการร้าย-โยงอุยกูร์” แต่ผู้ต้องสงสัยบอมบ์ราชประสงค์ล่าสุด “ถือพาสปอร์ตจีน-ยอมรับมาจากซินเจียง”


นิวยอร์กไทม์แฉ ผู้มีอำนาจไทยสั่งห้ามประกาศ “ก่อการร้าย-โยงอุยกูร์” แต่ผู้ต้องสงสัยบอมบ์ราชประสงค์ล่าสุด “ถือพาสปอร์ตจีน-ยอมรับมาจากซินเจียง”


สื่อแฉเขมรรวบมือบึมศาลพระหมที่สนามบินส่งไทย-จีนจับตาหลังเบาะแสโยงอุยกูร์
เอเจนซีส์/ASTVผู้จัดการออนไลน์ – หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์รายงานล่าสุดว่า ทางตำรวจไทยให้ข้อมูลในวันพุธ(2) ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีระเบิดแยกราชประสงค์ถือหนังสือเดินทางจีน และยอมรับว่าเดินทางมาจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมจากจ.สระแก้วในวันอังคาร(1) หรือไม่ และสื่อสหรัฐฯยังตั้งประเด็นต่อว่า ผู้มีอำนาจในการสั่งการของไทยได้สั่งไม่ให้โยงเหตุระเบิดแยกราชประสงค์เป็น “การก่อการร้าย” โดยเรียกเพียง “การก่อความไม่สงบ” และห้ามไม่ให้โยงไปถึงปัญหาผู้อพยพอุยกูร์ที่เป็นสาเหตุทำให้สถานทูตไทยในตุรกีถูกโจมตี

       หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ สื่อสหรัฐฯ รายงานวันนี้(2)ว่า หากมีการยืนยันจริงว่า ผู้ต้องสงสัยหลักในการลอบวางระเบิดบริเวณศาลพระพรหมเอราวัลในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมาถือหนังสือเดินทางจีน ซึ่งยังไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ และเดินทางมาจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนจริง จะทำให้เป็นการตอกย้ำถึงวิเคราะห์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงต่างๆที่คาดว่า ระเบิดครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาผู้อพยพอุยกูร์เป็นสำคัญ

       และหากเป็นจริงที่ว่า ชาวซินเจียงมีส่วนเกี่ยวข้องในการวางระเบิดครั้งนี้จะยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้มากขึ้นถึงกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดตามหน้าสื่อท้องถิ่นของไทยที่ว่า เป็นการแก้แค้นที่ทางการไทยเนรเทศผู้อพยพอุยกูร์กลับจีน ซึ่งในวันจันทร์(31สค.) จากการรายงานของเอพีว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ออกมาให้ความเห็นในเชิงยอมรับว่า มีความน่าจะเป็นที่ทำให้เกิดเหตุระเบิดครั้งร้ายแรงกลางใจกลางกรุงเทพฯแห่งนี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่า กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดราชประสงค์ เป็นกลุ่มเครือข่ายค้ามนุษย์ลักลอบนำชาวอุยกูร์ออกนอกจีน และรู้สึกเจ็บแค้นที่รัฐบาลไทยของเขาได้ขับชาวอุยกูร์ราว 109 คนกลับจีน ซึ่งศาลพระพรหมเอราวัลเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจีน และจึงอาจเป็นเป้าหมายการลงมือแก้แค้น

       นิวยอร์กไทม์รายงานเพิ่มเติมอีกว่า อย่างไรก็ตามทางตำรวจไทยยังไม่ยอมเปิดเผยชื่อของต้องสงสัยที่ครอบครองหนังสือเดินทางจีนออกมา ซึ่งทางไทยได้ประกาศในวันอังคาร(1)ว่า ได้มีการจับกุมชายต่างชาติได้ที่จ.สระแก้ว ใกล้พรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ต้องสงสัยรายนี้พยายามจะหลบหนีออกนอกประเทศ

       และในวันพุธ(2)ทางตำรวจไทยยืนยันว่าลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยรายนี้ตรงกับลายนิ้วมือแฝงบนอุปกรณ์ประกอบระเบิดที่ทางตำรวจได้เข้ายึดจากอพาทเมนต์แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

       โดยทางโฆษกตำรวจแห่งชาติแถลงว่า ชายผู้ต้องสงสัยคนนี้อาจเป็นผู้นำระเบิดออกมาจากอพาทเมนต์ หรือถือระเบิดไปยังสถานที่เกิดเหตุก็เป็นได้

       นิวยอร์กไทม์ยังชี้เพิ่มเติมว่า ดูเหมือนจะมีการสับสนและอำพรางในฝั่งไทย เมื่อสื่อสหรัฐฯพบว่าก่อนหน้าวันนี้ทางไทยดูจะยืนยันว่า การวางระเบิดนั้นเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ามนุษย์ แต่ทว่าตั้งแต่วันพุธ(2)ดูเหมือนทางไทยจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะโยงถึงเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ของจีน

       ซึ่งสื่อสหรัฐฯรายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคำสั่งลงมาจากกระทรวงมหาดไทยกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้สัมภาษณ์โยงไปถึง “อุยกูร์” ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวข้องกับระเบิดแยกราชประสงค์ และยังเรียกเหตุระเบิดที่มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 20 คนที่มีทั้งชาวไทยและต่างชาติในย่านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศว่าเป็น “เหตุความไม่สงบ” และไม่ยอมที่จะเรียกว่า “เป็นการก่อการร้าย”

       ในขณะเดียวกันในวันนี้ สถานทูตตุรกีประจำไทยได้ให้ความเห็นกับนิวยอร์กไทม์ว่า ทางสถานทูตได้ติดต่อกับกระทรวงต่างประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลถึงผู้ต้องสงสัยชายต่างชาติที่ถือหนังสือเดินทางตุรกีปลอมภายใต้ชื่อ อาเด็ม คาราดัก (Adem Karadag) และรวมไปถึงของกลางหนังสือเดินทางสัญชาติตุรกีอีกจำนวนหนึ่งที่ทางฝ่ายไทยสามารถยึดมาได้จากห้องพักของชายคนนี้ แต่ทว่าทางไทยยังไม่ตอบกลับมา


นิวยอร์กไทม์แฉ ผู้มีอำนาจไทยสั่งห้ามประกาศ “ก่อการร้าย-โยงอุยกูร์” แต่ผู้ต้องสงสัยบอมบ์ราชประสงค์ล่าสุด “ถือพาสปอร์ตจีน-ยอมรับมาจากซินเจียง”


นิวยอร์กไทม์แฉ ผู้มีอำนาจไทยสั่งห้ามประกาศ “ก่อการร้าย-โยงอุยกูร์” แต่ผู้ต้องสงสัยบอมบ์ราชประสงค์ล่าสุด “ถือพาสปอร์ตจีน-ยอมรับมาจากซินเจียง”

นิวยอร์กไทม์แฉ ผู้มีอำนาจไทยสั่งห้ามประกาศ “ก่อการร้าย-โยงอุยกูร์” แต่ผู้ต้องสงสัยบอมบ์ราชประสงค์ล่าสุด “ถือพาสปอร์ตจีน-ยอมรับมาจากซินเจียง”
 /จบ
.................................................................................................................................
ขออนุญาตผู้จัดการรายวัน นำเนื้อหาดังกล่าวมารวบรวมไว้เพื่อการศึกษาต่อไป

เบื้องหลังพิชิตคดี “ระเบิดราชประสงค์” สืบจาก “ฝักแคสีชมพู” 

โยงก่อการร้ายใต้?!

.เผยเบื้องหลังความสำเร็จบุกถึงรังมือระเบิด ยกเครดิตให้ “สมบัติ มิลินทจินดา” ยอดนักสืบนครบาล แกะปมจากฝักแคชนวนระเบิดสีชมพู โยงคดีสมานเมตตาแมนชั่น ยันไปถึงเจาะไอร้อง บันนังสตา เหตุการณ์ก่อความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไล่เบอร์โทร.กว่า 3 หมื่น-เจอแจ็กพอตพบการเคลื่อนไหวติดต่อกันหลังระเบิดกว่า 30 ครั้ง ไล่พิกัดจนพบรังโจรที่หนองจอก

เบื้องหลังพิชิตคดี “ระเบิดราชประสงค์” สืบจาก “ฝักแคสีชมพู” โยงก่อการร้ายใต้?!
เบื้องหลังพิชิตคดี “ระเบิดราชประสงค์” สืบจาก “ฝักแคสีชมพู” โยงก่อการร้ายใต้?!

       เหตุการณ์ระเบิดบริเวณลานบรวงสรวงท่านท้าวมหาพรหม ใกล้สี่แยกราชประสงค์ เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมาจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 100 คน สร้างความสะเทือนขวัญแก่คนไทยและชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุบรรดาอาสาสมัคร หน่วยแพทย์ฉุกเฉินต่างช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่มีการลำเลียงส่งตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่ว กทม.กว่า 10 แห่ง นับเป็นค่ำคืนแห่งความสับสนอลหม่าน พร้อมๆ กับความน่าสะพรึงกลัวและสลดหดหู่ต่อความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง

       ขณะเดียวกัน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.อัคเดช พิมลศรี ผบก.ป. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. และ พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. รีบเดินทางไปอำนวยการยังพื้นที่เกิดเหตุทันทีซึ่งในการรวบรวมหลักฐานต่างๆ พบลุกบอลแบริ่ง หรือลูกปืนสเตนเลสขนาด 0.5 ซม. สะเก็ดโลหะ ซากกระเป๋าเป้ และฝักแคชนวนระเบิดสีชมพู

       ปฏิบัติการล่ามือระเบิดเริ่มจากวินาทีนั้น... โดยตลอดทั้งคืนมีการระดมฝ่ายสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสันติบาล ออกหาเบาะแสของชายสวมเสื้อยืดสีเหลือง รูปร่างสูง ลักษณะคล้ายแขกขาว อายุระหว่าง 25-30 ปี ตามที่ปรากฏในกล้อง CCTV แต่ยังไม่ได้ผลอะไรเป็นที่น่าพอใจนัก ขณะเดียวกัน ฝ่ายเก็บรักษาวัตถุพยานจากแผนกเก็บกู้วัตถุระเบิด กองพลาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่ทุกนายกว่าร้อยคนปูพรมเก็บหลักฐานทุกชนิดจนสว่างคาตา ก่อนมอบพื้นที่คืนให้แก่กรุงเทพมหานครเร่งทำความสะอาดเพื่อให้สภาพบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

       บ่ายวันที่ 18 ส.ค. หลังระเบิดลูกแรกสร้างความสูญเสียไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง คนไทยทั้งประเทศต้องพากันผวาซ้ำเมื่อเกิดเหตุระเบิดเป็นลูกที่ 2 บริเวณท่าน้ำสาทร แต่ครั้งนี้ไม่มีใครได้รับอันตรายเนื่องจากระเบิดเกิดขึ้นใต้ผิวน้ำเจ้าพระยา มีเพียงเสียงดังและแรงอัดส่งให้น้ำพุ่งกระจายสูงกว่า 10 เมตร หลังจากนั้นไม่นานนักหลังจากเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นระเบิดชนิดเดียวกับลูกแรกที่แยกราชประสงค์

       การทำงานของเจ้าหน้าที่ดำเนินต่อไปอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะชุดของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่จับประเด็นจากของกลางที่พบในบริเวณศาลท่านท้าวมหาพรหม ของกลางที่ว่า คือ ตะกั่วลูกปืนขนาดครึ่งเซนติิเมตร หรือที่เรียกกันว่า “ลูกบอลแบริ่ง” โดยปกติแล้วไม่เคยพบว่าเคยถูกนำมาใช้ในประเทศไทยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกรณีสมานเมตตาแมนชั่น เมื่อปี 2553 ซึ่งในครั้งนั้น พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล มีตำแหน่งเป็น ผบช.ภ.1 เป็นผู้ควบคุมคดีนี้ก็ไม่พบว่ามีการนำลูกบอลแบริ่งมาเป็นสะเก็ดสังหาร แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ “ฝักแค” หรือ “สายจุดชนวนระเบิดสีชมพู” ซึ่งมีคุณสมบัติดีเยี่ยม ไม่ชื้น ไม่ด้าน หวังผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และพบว่ากลุ่มคนร้ายมักใช้สร้างสถานการณ์ในจังหวัดภาคใต้อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่เจาะไอร้อง บันนังสตา ปัตตานี นราธิวาส สำคัญที่สุดฝักแคชนิดและสีเดียวกันนี้ยังพบจากเหตุระเบิดสมานเมตตาแมนชั่นอีกด้วย

       ชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น.จึงเริ่มจับทางออกหาข่าวทุกชิ้นที่เกี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายภาคใต้ ในส่วน พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.ได้ประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ กอ.รมน. และฝ่ายทหาร พร้อมกับตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ตามพิกัดราว 3 หมื่นหมายเลขที่มีการติดต่อกันหลังเวลา 18.55 น.ของวันที่ 17 ส.ค. 2558 หรือช่วงเวลาหลังเกิดเหตุระเบิดนั่นเอง

       จาก “ฝักแคสีชมพู” อันเป็นสายจุดชนวนระเบิดที่ใช้เฉพาะมืออาชีพ และเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์ห้ามมีไว้ในครอบครองมาตั้งแต่เหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้จุดประกายทีมสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้แจ่มชัดเดินมาจนถูกทาง เมื่อผลการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ผู้เกี่ยวข้องจากหลายหมื่นเลขหมาย ลดมาเรื่อยๆ จนถึงหลักพัน หลักร้อย...

       จนที่สุดได้พบกลุ่มเบอร์ “ผู้ต้องสงสัย” ที่มีการติดต่อกันหลังเหตุระเบิดกว่า 30 ครั้ง การสืบค้นอย่างเงียบเชียบไม่กระโตกกระตากแม้แต่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง ก็ยังไม่ระแคะระคาย

       โดยเฉพาะ “ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ถึงกับออกอาการไปไม่เป็น ให้สัมภาษณ์นักข่าวแบบหมดหนทางต้องใช้เรื่องดวง จนถึงขั้นอาจจะไปบนท่านท้าวมหาพรหมที่ศาลเอราวัณ
       เช้าวันที่ 29 ส.ค.ขณะที่ข่าวคืบหน้าการลอบวางระเบิด 20 ศพ สี่แยกราชประสงค์ ยังวนเวียนอยู่ในอ่าง ทั้งประเด็นกลุ่มคนร้าย และข้อถกเถียงว่าเป็นการก่อวินาศกรรมจริงหรือไม่ อีกทางหนึ่งทีมสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลทุ่มกำลังนักสืบทั้งหมดลงหาข่าวในชุมชนมุสลิม ทั้งย่านบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี และฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร คือ ย่านมีนบุรี หนองจอกข้อมูลจากการลงพื้นที่ และจากการตรวจสอบพิกัดการใช้โทรศัพท์ เมื่อนำมาวิเคราะห์อีกครั้งก็พบว่าจุดใหญ่น่าสนใจที่สุดก็คือ ย่านมีนบุรี หนองจอก

       กระทั่งนาทีทองที่เฝ้ารอก็มาถึง เมื่อมีการติดต่อทางโทรศัพท์ของกลุ่มผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง จึงทราบว่าจุดน่าสงสัยดังกล่าวก็คือ “พูลอนันต์ อพาร์ตเมนต์” ตั้งอยู่เลขที่ 134/5 ปากซอยเชื่อมสัมพันธ์ 11 แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กทม. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. และกำลังนอกเครื่องแบบกว่า 50 นาย ผสานกำลังทหารจากกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ รวมทั้งชุดเก็บกู้ระเบิด รีบเดินทางไปปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายเพื่อตรวจค้นจับกุมในทันที

       ปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถควคุมตัว นายอาเด็ม คาราดัก ผู้ต้องสงสัยไว้ได้ พร้อมยึดของกลางอันเป็นยุทธภัณฑ์สำหรับผลิตระเบิดมากมาย เช่น (1. เสื้อเชิ้ตตรวจพบสารระเบิดกลุ่ม 1 คือ TNT และ C-4 (2. เสื้อละหมาด พบสารเกี่ยวกับการประกอบระเบิดกลุ่ม 3 คือ ยูเรีย 3. ลูกเหล็กบอลแบริ่ง ขนาดครึ่ง ซม.บรรจุถุงพลาสติกเป็นแพกแบน (4. ถ่านไฟฉายชนิดกลมและแบน (5. สายไฟ หัวเชื่อมโลหะ เทปพันสายไฟ (6. ไขควง กรรไกร (7. เคมีบางชนิดบรรจุถังแกลลอน จำนวน 3 ถัง (8. กล่องกระดาษบรรจุเคมีภัณฑ์โซเดียมคาร์บอร์เนต (โซดา แอช) (9. ท่อเหล็กดราฟท์เกลียว 2 ด้านหัวท้ายขนาดต่างๆ (10. ผ้าเย็บสำหรับพันรอบเอว ติดตีนตุ๊กแกแบบระเบิดพลีชีพ (11. สายชนวนฝักแคสีชมพู ยาว 8 ซม.จำนวน 10 เส้น

       ผลการจับกุมครั้งนี้แม้จะมีข้อสังเกต และข้อห่วงใยบางประการ แต่พยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งความโยงใยของกลุ่มคนร้ายเมื่อเรียบเรียงลำดับขั้นตอนต่างๆ สามารถลบล้าง “ข้อสงสัยต่างๆ” แทบหมดสิ้น แต่ที่ยังค้างคาใจกันอยู่ก็คงตกลงว่าเหตุการณ์ระเบิดครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร หรือประเทศไทย นั้นเป็นฝีมือของกลุ่มการร้าย “Grey Wolves” ของตุรกีหรือไม่ แม้แนวโน้มจะส่อไปทางนั้นอีกทั้งหมายจับ น.ส.วรรณา สวนสันต์ หรือไมซาเลาะห์ อายุ 26 ปี สาวพังงา ผู้ทำสัญญาเช่าอพาร์ตเมนต์ย่านหนองจอก ซึ่งทราบต่อมาว่าแต่งงานกับชาวตุรกี และได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว โดยปัจจุบันเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางระเบิด

       ไม่ว่าผลการสอบสวนจะเป็นอย่างไร นายอาเด็ม คาราดัก ผู้ต้องหาเพียงคนเดียวจะให้การเช่นไร รับสารภาพหรือฏิเสธ ความชัดเจนอย่างหนึ่งที่มองเห็นก็คือ นี่คือการก่อวินาศกรรมจากขบวนการก่อการร้าย แต่จะเป็นประเด็นความแค้นจากอุยกูร์ หรือเรื่องอื่น แม้ทางการไทยจะทราบกันอย่างดีแต่ในฐานะประชาชนผู้เสพข่าวสาร หากยังต้องการอยากทราบข้อเท็จจริงวิธีเดียวก็คือ ติดตามอย่างใกล้ชิดจากสื่อหลักทุกสื่อ สุดท้ายก็คือนำข้อมูลต่างๆ มาประมวล บางทีเบื้องหลังความสำเร็จของคดีนี้ที่มาจากฝักแคระเบิดสีชมพู อาจจะทำให้เราท่านสั่นสะท้านมากกว่าขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติเสียอีก /จบ

.................................................................................................................................
ขออนุญาตผู้จัดการรายวันนำข้อมุล รวบรวมไว้เพื่อการศึกษา
สื่อแฉเขมรรวบมือบึมศาลพระหมที่สนามบินส่งไทย-จีนจับตาหลังเบาะแสโยงอุยกูร์

ผู้ต้องหาคดีระเบิดแยกราชประสงค์ที่ทางการไทบอ้างว่าควบคุมตัวได้ที่จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันอังคาร(1 ก.ย.)
เอพี - สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ(2ก.ย.) ว่าผู้ต้องสงสัยหลักยอมรับอยู่ใกล้ศาลพระพรหมเอราวัณตอนที่เกิดระเบิด แต่ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง ขณะที่เงื่อนงำอื่นๆเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆว่าจะเป็นการแก้แค้นให้สมาชิกชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ที่ถูกบังคับเนรเทศไปจีน ขณะที่ทางการปักกิ่งบอกกับกำลังจับตาความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดและเชื่อว่าผู้กระทำผิดต้องถูกจัดการตามกรอบของกฎหมาย ส่วนหนังสือพิมพ์กัมพูชาเผยเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องสงสัยได้ที่สนามบินพนมเปญ สวนทางกับคำบอกเล่าของฝ่ายไทยที่ระบุว่ารวบตัวชายคนดังกล่าวได้บริเวณชายแดน

       สำนักข่าวเอพีอ้างคำกล่าวของพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอบผู้สื่อข่าวว่า "เป็นธรรมดาที่ผู้ต้องสงสัยจะปฏิเสธ แต่เขายอมรับว่าอยู่ในพื้นที่นั้นตอนเกิดเหตุ" หลังถูกถามว่าชายคนดังกล่าวซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อและสัญชาติยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่กับเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม บริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ คร่าชีวิตผู้คน 20 ศพ บาดเจ็บ 120 คน และเหตุระเบิดหลังจากนั้นไม่นานบริเวณท่าเรือแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกัน

       รายงานของเอพีระบุเจ้าหน้าที่ไทยบอกแต่เพียงว่าชายคนดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งถูกจับกุมใกล้ชายแดนกัมพูชาเมื่อวันอังคาร(1ก.ย.) ขณะกำลังพยายามหลบหนี ด้านตำรวจได้แถลงแยกกันว่าพวกเขากำลังตามจับกุมนายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู ชายชาวตุรกีที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดเช่นกัน โดยเขาเป็นหนึ่งในชาวตุรกีอย่างน้อยๆ 3 คน ในบรรดาผู้ต้องสงสัย 8 รายที่ถูกออกหมายจับ

       ด้วยความเกี่ยวข้องกับชาวเติร์ก จึงกระพือการคาดเดาว่าเหล่าผู้ต้องสงสัยอาจเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ต้องการแก้แค้นไทย ต่อกรณีบังคับเนรเทศมชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเอพีระบุเชื่อว่าไทยน่าจะเป็นจุดพักสำหรับชาวอุยกูร์ที่พยายามเดินทางต่อไปยังตุรกี

       ชาวอุยกูร์ มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและศาสนาใกล้ชิดกับชาวเติร์ก และตุรกียังเป็นถิ่นฐานของชุมชนอุยกูร์ขนาดใหญ่ ส่วนศาลพระพรหมเอราวัณเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้จึงก่อข้อสันนิษฐานที่ว่าบริเวณศาลพระพรหมจึงเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มคนที่เชื่อว่าชาวอุยกูร์ถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลจีน

       ทางปักกิ่งบอกว่าชาวอุยกูร์บางส่วนเป็นก่อการร้ายที่ลักลอบออกนอกประเทศเพื่อเข้าร่วมรบเคียงข้างพวกรัฐอิสลาม(ไอเอส)ในซีเรีย

       เอพีระบุว่าผู้ต้องสงสัยใหม่ นายดาวูโตกลู เป็นสามีของผู้หญิงไทยคนหนึ่งซึ่งถูกออกหมายจับก่อนหน้านี้ สืบเนืองจากเธอเป็นคนเช่าอพาร์ทเมนต์ที่ตรวจพบว่ามีวัตถุประกอบระเบิด แต่เธอยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และตอนนี้พำนักอยู่ในตุรกี

       เมื่อถามถึงการคาดเดาต่างๆนานาในสื่อมวลชนไทยว่าชายคนดังกล่าวเป็นชาวอุยกูร์ของจีน นางหัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของปักกิ่งบอกว่าพวกเขาใส่ใจกับรายงานข่าวดังกล่าว "เรากำลังติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย" เธอกล่าว "ฝ่ายจีนจะจับตาความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าใครก็ตามที่ก่ออาชญากรรมเช่นนี้ ต้องถูกจัดการตามกฎหมาย"

       รายงานของเอพีระบุว่าการสืบสวนรุดหน้าไปมาก หลังจากตำรวจเข้าตรวจค้นอพาร์ทเมนต์ 2 แห่งรอบนอกกรุงเทพฯเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองแห่งพบวัตถุผลิตระเบิด นอกจากนี้ยังได้ลายนิ้วมือจากอพาร์ทเมนต์ ซึ่งตรงกับผู้ต้องสงสัยที่จับกุมได้บริเวณแนวชายแดนเมื่อวันอังคาร(1ก.ย.)

       สถานทูตตุรกีประจำกรุงเทพฯร้องขอรัฐบาลไทยยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมเมื่อวันเสาร์(29ส.ค.) เป็นพลเมืองตุรกีหรือไม่ และบอกว่าเสียใจต่อรายงานข่าวต่างๆที่คาดว่าพลเมืองของพวกเขาเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด

       พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยเผยว่าจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดกำลังหลบหนีออกนอกประเทศ และพบหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จุดข้ามแดนไปยังกัมพูชา

       อย่างไรก็ตามเอพีอ้างรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และพนมเปญโพสต์ของกัมพูชา ได้ให้ข้อมูลต่างออกไป โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อบอกว่าชายคนนี้ถูกรวบตัว ณ สนามบินในกรุงพนมเปญ ขณะกำลังขึ้นเที่ยวบินขาออก ก่อนส่งมอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ไทยบริเวณจุดผ่านแดน/จบ
.................................................................................................................................
ขออนุญาตนำเนื้อหาเหล่านี้จากมติชนรายวันมารวบรวมไว้เพื่อการศึกษา
Anadolu Agency สื่อตุรกีที่ก่อตั้งขึ้นพร้อมๆกับการก่อตั้งสาธารณรัฐยังคงตามติดสถานการณ์การสอบสวนคดีระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณอย่างใกล้ชิดหลังประเทศตุรกีมีชื่อไปเกี่ยวข้องในหลายทางนับตั้งแต่การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยรายแรกซึ่งมีหนังสือเดินทางปลอมของประเทศตุรกีรวมถึงการออกหมายจับที่ทางการไทยระบุว่าเป็นบุคคลสัญชาติตุรกี

รายงานลงวันที่ 3 กันยายนของสื่อตุรกี ได้กล่าวถึงรายงานของสื่อในประเทศไทยคือ Bangkok Post ที่อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่จับตาความเคลื่อนไหวของชาวอุยกูร์ในประเทศไทยทั้งหมดโดยมิต้องแยกแยะว่าเป็นผู้ถือหนังสือเดินทางของจีนหรือตุรกี

การออกมาแถลงของสถานทูตตุรกีในประเทศไทยเป็นอีกประเด็นที่สื่อตุรกีให้ความสำคัญตั้งแต่กรณีของผู้ต้องสงสัยรายแรกที่ถูกจับพร้อมหนังสือเดินทางปลอมของประเทศตุรกี และการออกหมายจับบุคคลสัญชาติตุรกีแต่ถึงขณะนี้สถานทูตตุรกีในประเทศไทยยังคงไม่ได้รับแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยแต่อย่างใด

ในประเด็นนี้สื่อตุรกีระบุว่า"แนวทางปฏิบัติทางการทูตตามปกติเมื่อมีการออกหมายจับของประเทศใดต่อพลเมืองของประเทศอื่น ประเทศของบุคคลที่ถูกออกหมายจับจะต้องได้รับการแจ้งเตือนโดยทันที อย่างไรก็ดีในกรณีกลับมิได้เป็นไปตามขั้นตอนดังกล่าว"

การรายงานของสำนักข่าวอิศราเป็นอีกประเด็นที่สื่อตุรกีให้ความสำคัญจากรายงานที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมรายแรกเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักดีของกลุ่มเอ็นจีโอที่ดูแลปัญหาของชาวอุยกูร์ในประเทศไทยโดยอิศราระบุว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้ "ทำงานช่วยเหลือให้ชาวอุยกูร์เดินทางเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย" รวมถึงการข้อสังเกตของอิศราซึ่งเชื่อมโยงการวางระเบิดกับการจัดการกับชาวอุยกูร์โดยไม่เหมาะสมของไทยที่ส่งชาวอุยกูร์109 คนไปยังประเทศจีน

และสื่อตุรกีได้เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งสอดรับกับข้อสันนิษฐานของอิศรา โดยโฆษกตร.ระบุว่า เหตุระเบิดมิได้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายข้ามชาติ แต่เกี่ยวข้องกับกลุ่มลักลอบขนคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยอ้างถึงหนังสือเดินทางปลอมกว่า 200 เล่มที่ถูกยึดได้จากผู้ต้องสงสัย จึงเชื่อได้ว่าผู้ต้องสงสัยเป็นหนึ่งในเครือข่ายปลอมแปลงหนังสือเดินทางก่อนส่งตัวผู้อพยพโดยผิดกฎหมายไปยังประเทศที่สาม

นอกจากนี้สื่อตุรกียังได้รายงานความเห็นของ ฟิลิป โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ ที่ระบุว่าการเชื่อมโยงสาเหตุของการวางระเบิดกับปัญหาของผู้อพยพชาวอุยกูร์ยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน พร้อมย้ำว่าใจกลางสำคัญของปัญหาคือ ชาวอุยกูร์ทั้งหมดที่ถูกกักตัวอยู่ในไทยไม่ควรถูกส่งตัวไปยังจีนตั้งแต่แรก พร้อมอ้างว่า ชาวอุยกูร์กลุ่มดังกล่าวกำลังถูกควบคุมตัวโดยมิชอบพร้อมกับถูกทรมานในจีน ซึ่งไทยรู้แต่แรกว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น แต่ยังส่งตัวชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ให้กับจีน ไทยจึงสมควรที่จะต้องรับผิดชอบกับผลของการกระทำดังกล่าวด้วย /จบ
.................................................................................................................................
ขออนุญาตเนชั่นนำข้อมูลนี้มารวบรวมไว้เพื่อการศึกษา

มาเลย์รวบชายต้องสงสัยเป็นมือบึ้มเสื้อเหลือง

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2558 มีรายงานว่า เมื่อช่วงเมื่อค่ำของวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจสันติบาลทั้งในและนอกเครื่องแบบของประเทศมาเลเซีย ได้ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายอพาร์ตเมนต์ และห้องเช่าหลายแห่งที่มีเบาะแสเป็นที่หลบซ่อนของชายสวมเสื้อสีเหลืองที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ และชายเสื้อฟ้าที่ก่อเหตุบริเวณท่าเรือสาทร โดยปฏิบัติการครั้งนี้ตำรวจไทยได้ประสานขอความร่วมมือตำรวจสันติบาลมาเลเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการควบคุมผู้ต้องสงสัยชาวปากีสถาน 1 คน และมาเลเซีย 2 คน อยู่ในเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์มาสอบสวน ซึ่งการสอบสวนตำรวจสันติบาลมาเลเซียได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยทราบว่ามีบุคคลของทางการมาเลเซียเข้าไปส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์

อย่างไรก็ตาม การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศมาเลเซียที่ให้ความช่วยเหลือชายเสื้อเหลืองและชายเสื้อฟ้า เครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทยได้ส่งชายเสื้อเหลืองและชายเสื้อฟ้าบริเวณริมรั้วห่างจาก สภ.มูโน๊ะ ประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นจะนำขึ้นเรือข้ามแม่น้ำโกลกบริเวณซอยโรงเลื่อย โดยมีนายอาปิ และนายปะเดะ ชาวมาเลเซีย รอรับที่ฝั่งเมืองบูกิตบินตัง ประเทศมาเลเซีย จากนั้นมีนายเซอลิน ชาวมาเลเซีย รับช่วงต่อนำพาไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ ทำให้ตำรวจสันติบาลเริ่มปฏิบัติการตรวจค้น กระทั่งสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยตามตำหนิรูปพรรณของชายเสื้อเหลืองตามหมายจับ โดยนำตัวมาสอบสวนเพื่อขยายผลหาชายเสื้อฟ้า และผู้ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม

มีรายงานด้วยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ตำรวจสันติบาลมาเลเซียพยายามให้ความช่วยเหลือตำรวจไทยอย่างเต็มที่ หลังจากได้รับการประสาน อีกทั้งยังได้รับเบาะแสให้เฝ้าระวังหลังจากบุคคลที่อ้างชื่อตัวเองว่า นายอับดุล (ขอสงวนนามสกุล) โทรศัพท์ไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยข่มขู่ว่าจะก่อเหตุใช้ความรุนแรงกับสถานทูต

นอกจากนี้รายงานจากชุดสืบสวนสอบสวนรวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ระบุว่า ตำรวจสันติบาลได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้จริงแล้วบันทึกภาพของผู้ต้องสงสัยส่งมาให้กับชุดสืบสวนสอบสวน และหน่วยงานด้านความมั่นคงพิจารณามีลักษณะตรงกับชายเสื้อเหลืองที่ก่อเหตุบริเวณแยกราชประสงค์ โดยตอนนี้อยู่ในขั้นตอนนำรูปถ่ายส่งให้นายยูซูฟู ดูตามขั้นตอนการสอบสวน หากนายยูซูฟู ให้ความร่วมมือในการสอบสวนแล้วให้การยืนยัน ก็จะดำเนินการขอตัวผู้ต้องสงสัยคนนี้ในฐานะคนร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป/จบ

.................................................................................................................................




Create Date : 02 กันยายน 2558
Last Update : 21 กันยายน 2558 8:23:28 น. 0 comments
Counter : 474 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

justice0009
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




[Add justice0009's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com