กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
 
 
5 กุมภาพันธ์ 2560
All Blog
พ่อครัวตัวดี








 ในชีวิตเรา

 มีอาหารอยู่เพียงสองชนิดที่เราต้องกินเข้าไปอยู่เรื่อยๆ

หนึ่ง คือ อาหารกาย ที่ใครๆก็รู้ว่ามันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของเรา

โดยผ่านการลำเลียงเข้าทางช่องปากเข้าไปหล่อเลี้ยงร่ายกาย


และสอง อาหารใจ  เป็นเรื่องที่จำกัดความได้อย่างยากเย็น ว่ามันได้แก่อะไรบ้าง

แต่เราก็ต้องคอยเติม คอยเสริม มันเข้าไป 

แต่ ทางเข้า ของอาหารประเภทนี้ มีหลากหลายกว่าอาหารกาย

เราสามารถกินอาหารนี้ได้ทั้งทางปาก ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางการลูบไล้สัมผัส

และ เรายังสามารถกินมันเข้าทาง หัวใจ หรือ ความรู้สึก ของเราได้อีกด้วย


อาหารกายคงไม่ต้องพูดกันมาก เพราะเราก็รู้กันดีอยู่แล้ว

ว่า หากเรา เลือก กินอาหารกายดี มันก็มีประโยชน์ มีคุณค่า

แต่หากเรากินผิดชนิด ผิดประเภท ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่อาจจะเกิดโทษภัยรุนแรง

ถึงอาจจะต้องพึ่งพาคุณหมอช่วยรักษา ให้ร่างกายกลับมาดีเหมือนเดิม


อาหารใจ เป็นเรื่องของ นามธรรม ที่ไม่สามารถวัดคุณค่าเป็นหน่วยวัดให้ชัดเจนได้

เพราะคนที่บางครั้ง เสพ สิ่งเดียวกัน เวลาเดียวกัน กลับเกิดคุณค่า ไม่เหมือนกัน

บางคนเกิดเป็น สุขเวทนา แต่อีกคนกลับเกิดเป็น ทุกขเวทนา เฉย..!



ความมหัศจรรย์ น่าทึ่งของอาหารใจยังมีอีก

อาหารใจ สามารถทำให้คนที่หมดหวังในชีวิต กลับมาฟื้นคืนชีพ กลับมาเป็นคนสู้ชีวิตอีกครั้ง

กลับกัน อาหารใจ สามารถทำให้คนที่อยู่ดีๆ กลายเป็นคนหมดหวังท้อแท้กับชีวิต

ยอมพ่ายแพ้ต่อเกมชีวิต จนอาจจะกลายเป็น คนวิกลจริต เป็นบ้า 

และอาจถึงขั้น ลงมือประหารชีวิตตนเองได้เลย..



ในชีวิตเราทั้งหลาย ต่างต้องกินอาหารทั้งกายและใจ ไม่เคยหยุดหย่อน

มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ใครจะมีเหตุและปัจจัยที่กำลังเผชิญอยู่อย่างใร



ทางธรรมะ ความสุขและความทุกข์ ล้วนแต่เป็นอาหารใจทั้งสิ้น

หากใครเสพอาหารใจแล้วมีความสุข ก็เบิกบาน สดใส รื่นเริง ปีติ พองโต

แต่ใครเสพแล้วมีความทุกข์ก็ ห่อเหี่ยว ฝ่อแฟ่บ จ่อจม หมดหวัง มืดมน

เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยมา สลับสับเปลี่ยน หมุนเวียนมาให้เราชิมลิ้มรสไม่ขาดสาย



ผัสสะ ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วมาปรุงแต่งเกิดเป็น รสชาติที่ ใจ ของเรา 

ใจของเราเป็นเหมือน พ่อครัว ที่คอยปรุงรสชาติของอาหารที่ถูกส่งเข้ามาจากทางเข้าเหลานั้น


พ่อครัว ของเราแต่ละคน เก่งไม่เท่ากัน ฝีมือไม่เท่ากัน ประสบการณ์ไม่เท่ากัน

บางคนเคยผ่านแต่อาหารบ้านๆ ไม่เคยทำงานในโรงแรม หรือ ภัตตาคารหรูๆ ก็แย่หน่อย

เพราะไม่ว่าจะมีใครโยน วัตถุดิบ อะไรเข้ามาในครัว พี่แกก็จับปรุงเป็นอาหารหมด

ไม่ได้กลั่นกรอง เลือกเฟ้น คัดกรองคุณภาพ 

ก็ทำให้อาหารที่ปรุงขึ้นมา รสชาตินอกจากจะแย่แล้ว ยังมีโทษมากว่าประโยชน์



ส่วนคนที่มี พ่อครัวระดับเชฟ พวกนี้ก็จะดีหน่อย ตรงที่อาหารที่ปรุงก็จะมีคุณภาพมากกว่า

เวลาเสพแล้วก็จจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ กินแล้วนอกจากอร่อยแล้วยังมีความสุข 


แต่สุดท้าย ไม่ว่าพ่อครัวจะเก่งกาจแค่ไหน 

เขากลับทำให้เรา เสพติด รสอร่อยของอาหารใจเสียนี่ 

บางคนเคยกินแต่ของดีๆ มาเจออาหารใจแย่ๆกลับเป็นทุกข์มหาศาล

ต้องการเสพแต่สิ่งดีๆ รสอร่อยเท่านั้น รสชาติกลางๆจืดๆ กินไม่เป็น



นอกจากคนที่เคยฝึกจิตฝึกใจมาบ้างแล้ว 

พอที่จะเข้าใจว่า บางครั้งเราก็ต้องยอมกินอาหารจืดๆ รสไม่จัดจ้านดุเดือด หวานแหววบ้าง

เพื่อเป็นการ ปรับสมดุลย์ ของชีวิตจิตใจ ให้เป็นกลางมากขึ้น

เข้าใจว่า เราไม่สามารถเลือกหรือไม่เลือกอาหารดีๆได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจ

เจออะไรเราก็ต้องชิม แต่เพียงรู้ว่า มันไม่เกิดผลดีต่อจิตใจ ต่อ ความรู้สึก

ก็เพียงแค่ วางมันลงบนจาน โดยไม่จำเป็นต้องกินมันเข้าไป



อย่าปล่อยให้พ่อครัวคนเก่งของเรา ทำงานหนักเกินไป 

เพราะบางครั้งอาจจะเพี้ยน จนเรากลายเป็นคนกินไม่เลือก



ก็ในเมื่อเราต้องกินอาหารใจกันทุกวันอยู่แล้ว

แต่นี้ไปเราก็จะเป็น คนฉลาดกิน ไม่ตะกละตะกลาม

คัดเลือกอาหาร ที่พ่อครัวตัวดี เขาส่งมาบนจานก่อนกิน

เพราะเคยท้องใส้ปั่นป่วนเพราะฤทธิ์อาหารจานเด็ดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

อาหารไม่ว่าจะรสเลิศหรือยอดแย่สักแค่ไหน 

สุดท้ายก็อยู่ที่เรา ว่าจะยอมหลงใหลหรือยอมทุกข์ทรมานใจ จากมันหรือไม่ 

เท่านั้นเอง...





ขอขอบคุณเจ้าของภาพสวยๆทุกภาพครับ




Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2560 2:43:42 น.
Counter : 241 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นายสมมุติ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]