Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
6 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
เทคนิคและวิธีการที่นิยมใช้ในการสร้างสรรค์ภาพประกอบ

เทคนิคและวิธีการที่นิยมใช้ในการสร้างสรรค์ภาพประกอบ มีดังนี้

3.1 ภาพประกอบ 2 มิติ ได้แก่ ภาพลายเส้น ภาพระบายสี ภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์ ภาพแอร์บรัช ภาพถ่าย ภาพสร้างสรรค์จากคอมพิวเตอร์
3.2 ภาพประกอบ 3 มิติ ได้แก่ ภาพปะติด ภาพปั้นเรื่องราว ภาพตัดเจาะ
อย่างไรก็ตามเทคนิคและกรรมวิธีสร้างสรรค์ภาพประกอบก็มิได้จำกัด ขอบเขตเพียงเท่านี้ ศิลปินยังสามารถเลือกใช้กรรมวิธีอื่นๆ ได้อีก อาทิ วิธีการพิมพ์ ซิลค์สกรีน (Silk Screen) หรือเทคนิคสื่อผสม (Mixed Media)
การสร้างภาพประกอบ 2 มิติ
ภาพประกอบ 2 มิติ เป็นการสร้างภาพด้วยเทคนิคขั้นพื้นฐาน ไม่มีความสลับซับซ้อนในกรรมวิธีมากนัก ในอดีตการสร้างสรรค์ภาพประกอบส่วนใหญ่จะเป็น แบบ 2 มิติ คือ การใช้เทคนิคการวาดภาพลายเส้นบ้าง ระบายสีบ้าง ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมทำสืบทอดกันมาเป็นเวลานับพันปี ต่อมาภายหลังจึงได้คิดค้นวิธีการพิมพ์ภาพบนวัสดุประเภทหนังสัตว์ กระดาษ ไม้ จนกระทั้งได้วิวัฒนาการสร้างภาพด้วยเทคนิคการถ่ายภาพ และคอมพิวเตอร์
1. ภาพประกอบลายเส้น (Drawing Illustration)
วัสดุ ได้แก่ กระดาษวาดเขียน หรือกระดาษชนิดอื่นๆ ที่จะใช้เป็นฉากรองรับภาพ
อุปกรณ์ ได้แก่ กระดานรองเขียน ดินสอ ปากกา แท่งถ่าน ดินสอสี สีชอล์ก หรือสิชนิดอื่นๆ ที่สามารถนำมาขีดเขียนเป็นลายเส้นได้
วิธีการเขียนภาพลายเส้น ภายหลังจากที่ศิลปินได้ศึกษาจากการอ่านเรื่องแล้ว ให้เขียนภาพร่างจินตนาการออกมาก่อน ถ้าหากภาพประกอบมีจำนวนหลายภาพก็ให้สเก็ตเรียงลำดับตามเนื้อหา ขั้นตอนสเก็ตซ์นี้ถือว่าเป็นการถ่ายทอดความคิด จินตนาการ ออกมา โดยร่างภาพที่ได้มีการจัดองค์ประกอบ การนำส่วนประกอบศิลปะมาใข้เสริมเติมแต่งให้โครงงานมีความน่าสนใจ ตอบสนองเนื้อหา ถ้าหากเป็นภาพประกอบเกี่ยวกับงานวิชาการที่ต้องการความถูกต้องของภาพประกอบ ก็อาจจะนำไปให้ผู้เขียนต้นฉบับ หรือบรรณาธิการจัดพิมพ์ได้พิจารณาก่อนที่จะลงมือเขียนภาพลายเส้น
ส่วนการเขียนลายเส้น ขึ้นอยู่กับลีลาของศิลปินแต่ละคน บางคนก็พอใจ ที่จะเขียนภาพลายเส้นแบบมีระเบียบ แบบแผน สื่อความหมายตรงไปตรงมา แต่ในบางโครงงาน ศิลปินอาจจะมีอิสระในการขีดเขียนให้เกิดลีลารุนแรง งานภาพประกอบลายเส้นสามารถใช้ในหนังสือสำหรับคนทุกวัย ตั้งแต่หนังสือเด็ก หนังสือสารคดี การ์ตูน หนังสือแบบเรียน และนอกจากนี้ในงานสร้างภาพยนตร์ก็จะนิยมที่จะนำเอาแนวการเขียนภาพประกอบใช้ในการสร้างภาพต่อเนื่อง (Story Board) เพื่อผู้กำกับจะได้มองเห็นขั้นตอนการเดินเรื่องและมุมกล้อง
2. ภาพประกอบระบายสี (Painting Illustration)
วัสดุ ได้แก่ สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีอครีลิค ฯลฯ กระดาษวาดเขียน หรือ กระดาษชนิดอื่นๆ ที่สามารถรองรับการระบายสีได้
อุปกรณ์ ได้แก่ กระดานรองเขียน กระดาษกาวสำหรับผนึกกระดาษ พู่กัน จานสี ภาชนะใส่น้ำ ดินสอ ฟองน้ำ
วิธีการสร้างสรรค์ภาพประกอบระบายสี ขั้นแรกต้องอ่านเนื้อเรื่องจนเกิดจินตนาการภาพประกอบออกมาแล้วร่างลงบนกระดาษวาดเขียนที่เตรียมไว้เมื่อร่างครบทุกภาพในโครงงานภาพประกอบ ให้ตรวจสอบความถูกต้อง การสื่อความหมายการจัดองค์ประกอบของภาพ จากนั้นระบายสี ซึ่งอาจจะใช้สีน้ำ สีโปสเตอร์ หรือสีอื่นๆ ที่ศิลปินเห็นว่าเหมาะสมกับลักษณะของงาน เทคนิคการระบายสีขึ้นอยู่กับความถนัด และความชอบของศิลปิน การระบายสีแบบเรียบ สะอาด เหมาะกับงานภาพประกอบที่เน้นความถูกต้องในการสื่อความหมาย หรืองานเขียนที่ต้องการภาพประกอบเล่าเรื่องขั้นตอนต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น งานหนังสือ ตำราทางวิชาการ เป็นต้น ส่วนหนังสืออื่นๆ โดยมากจะเปิดโอกาสให้ศิลปินคิดสร้างสรรค์ และแสดงออกอย่างเสรี เพื่อต้องการให้ภาพ ประกอบสื่อความหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ให้ภาพประกอบจูงใจผู้อ่านให้ชวนติดตามเนื้อเรื่อง (ภาพที่ 4.44)
3. ภาพประกอบจากแม่พิมพ์ (Print Making Illustration)
ภาพพิมพ์ไม้
วัสดุ แผ่นกระดานไม้เนื้ออ่อน หมึกพิมพ์ กระดาษ
อุปกรณ์ สิ่วแกะไม้ ลูกกลิ้ง หรือแท่นพิมพ์
วิธีสร้างภาพประกอบด้วยแม่พิมพ์ไม้ (Wood Cut) มีขั้นตอนการเตรียมเนื้อหา เช่นเดียวกับการสร้างภาพลายเส้น และภาพระบายสี เพียงแต่สื่อและกรรมวิธีถ่ายทอดแตกต่างกัน ภายหลังจากที่กำหนดเรื่องราวของภาพประกอบได้แล้ว ศิลปินจะทำแบบร่างก่อน เมื่อตรวจสอบเนื้อหา รูปแบบและการจัดองค์ประกอบจนเป็นทีพอใจ จึงร่างแบบลงแผ่นไม้ แม่พิมพ์ จากนั้นใช้สิ่งแกะไม้ ให้เกิดริ้วรอยหรือเกิดภาพตามความต้องการ แต่ขณะที่แกะไม้ศิลปินจะต้องคำนึงถึงภาพที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสอดใส่ลีลาลงบนเส้นสาย พื้นผิว หรือการสร้างน้ำหนักแสง และเงา ให้เกิดขึ้นในภาพเมื่อได้แม่พิมพ์ พร้อมกับใช้กระดาษที่เตรียมไว้พิมพ์ลงบนแม่พิมพ์นั้น ใช้ลูกกลิ้งๆ ทับ อีกจนแน่ใจว่าภาพปรากฏบนกระดาษเรียบร้อย จึงเอา กระดาษออกจากแม่พิมพ์ก็จะได้ภาพประกอบทีสวยงาม ส่วนงานพิมพ์ภาพประกอบและตัวอักษรอยู่ในหน้าเดียวกัน เป็นสิ่งที่นิยมทำในยุโรปทางตอนเหนือ ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า Block Book เป็นการพิมพ์หน้าหนังสือด้วยแม่พิมพ์ไม้ แม่พิมพ์แต่ละชิ้นจะพิมพ์ได้หนึ่งหน้าหนังสือ แต่สามารถพิมพ์ได้หลายๆ ครั้งตามที่ต้องการ
โดยทั่วๆ ไปแล้ว การพิมพ์แกะไม้จะนิยมพิมพ์สีเดียว แต่ถ้าหากต้องการให้ภาพมีสีสันสวยงาม อาจจะพิมพ์สอดแทรกสีเพิ่มขึ้น โดยศิลปินต้องทำแม่พิมพ์เพิ่มขึ้น ตามจำนวนสีที่พิมพ์สอดแทรกสีเพิ่มขึ้น โดยศิลปินต้องทำแม่พิมพ์เพิ่มขึ้น ตามจำนวนสีที่พิมพ์สอดแทรกลงไปในภาพนั้นๆ นอกจากนี้การสร้างภาพประกอบด้วยเทคนิคการพิมพ์ที่เก่าแก่ดั้งเดิมคือ การพิมพ์จากแม่พิมพ์บ,อกไม้ (Wood Block) เริ่มในประเทศจีนสมัยโบราณ อายุกว่าพันปี โดยแกะภาพให้ทะลุแผ่นไม้จากนั้น จึงใช้สีแต้มลงไปในช่องที่เจาะ เมื่อยกแม่พิมพ์ออกก็จะเกิดภาพบนพื้นผิววัสดุที่พิมพ์ กรรมวิธีดังกล่าวนี้ยังหลงเหลือให้เห็น คือ การพิมพ์กระสอบป่านภายหลังต่อมาได้วิวัฒนาการสู่การพิมพ์ผ่านฉาก การพิมพ์หิน การพิมพ์โลหะ การพิมพ์ออฟเซท เป็นต้น
4. ภาพประกอบจากแอร์บรัช (Air Brush Illstration)
วัสดุ กระดาษเรียบผิวแน่น สีพ่นอาจเป็นสีน้ำ สีโปสเตอร์ หรือสีอครีลิค แผ่นฟิล์ม เทปกาว
อุปกรณ์ เครื่องพ่นสี หรือปากกาพ่นสี (Air Brush) พร้อมเครื่องปั๊มลม
การสร้างภาพประกอบจากแอร์บรัช เป็นเทคนิคการสร้างสรรค์ที่อาศัยปากกาพ่น (หรือพู่กันลม) โดยมีเครื่องปั๊มลมพ่นให้สีเป็นละอองฝอยเล็กๆ ปากกาพ่นสีสามารถปรับให้สีที่พ่นมีขนาดใหญ่และเล็กตามความต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถพ่นสีให้เรียบหรือแสดงความกลมกลืนของแสงเงา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพที่จะสร้างสรรค์ขึ้น
สำหรับเทคนิคการสร้างภาพแอร์บรัช มีดังนี้
4.1 การพ่นเป็นลักษณะแบบเส้นในลักษณะต่างๆ กัน อาจจะเป็นเส้นตั้ง เส้นนอน เส้นโค้ง เส้นเฉียง โดยพยายามพ่นสีให้มีขนาดของเส้นสม่ำเสมอเท่ากัน
4.2 การพ่นเป็นพื้นเรียบ พ่นสีไปในทิศทางเดียวกัน โดยพ่นบนพื้นที่กว้าง
4.3 การพ่นให้เกิดน้ำหนักอ่อนแก่ ควรเริ่มจากการพ่นเรียบสีเดียวก่อนเมื่อสามารถควบคุมพื้นที่ให้มีค่าน้ำหนักอ่อนแก่ได้ตามความต้องการแล้ว จึงเริ่มพ่นให้เกิดค่าน้ำหนักของแสงเงาด้วยสีหลากสี
4.4 การพ่นเป็นรูปทรงต่างๆ ด้วยการตัดเจาะกระดาษหรือฟิล์มเป็นแบบ เช่น รูปทรงเรขาคณิตหรือรูปทรงอิสระ จากนั้นพ่นสีลงในแบบที่ตัดเจาะก็จะได้ภาพปรากฏขึ้น
4.5 การพ่นลวดลาย เริ่มจากหาแบบหรือลวดลายจากวัสดุต่างๆ เช่นตะแกรง ใบไม้ หรือเจาะฟิล์มหรือกระดาษเป็นลวดลาย แล้วพ่นสีลงไปบนแม่พิมพ์เหล่านี้ ข้อควรระวังคือการควบคุมความสม่ำเสมอของน้ำหนักสีบนพื้นภาพ
4.6 การพ่นแบบอิสระ การพ่นแบบนี้เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ภาพอย่างอิสระโดยใช้แร์บรัช อาจพ่นเป็นรูปหมอกควัน ก้อนเมฆ ท้องฟ้า ธารน้ำ คลื่น เปลวไฟฯลฯ การพ่นแบบอิสระควรสังเกตรูปร่างรูปทรงของวัตถุหรือสิ่งที่จะพ่นเป็นรูปภาพ การสังเกต สี แสงเงา ส่วนวิธีการพ่นนั้นนิยมพ่นจากน้ำหนักอ่อน แล้วจึงค่อยๆ เน้นให้เกิดน้ำหนักเข้มขึ้นเรื่อยๆ (วรพงศ์ วรชาติอุดมพงศ์. 2540 : 85X กลวิธีการระบายสีโดยใช้พู่กันลมนี้ต่างจากการระบายสีด้วยพู่กันและแปรง มักนิยมใช้ในหมู่นักออกแบบโฆษณามากกว่าในหมู่จิตรกร (ภาพที่ 4.46)
5. ภาพประกอบจากภาพถ่าย (Photograph Ikllstration)
วัสดุ ฟิล์มถ่ายภาพสีและขาวดำ ฟิล์มสไลด์
อุปกรณ์ ที่ใช้สร้างสรรค์ภาพถ่าย ในงานภาพประกอบหนังสือ อุปกรณ์ที่สำคัญคือ กล้องถ่ายภาพ โดยศิลปินจะต้องมีความรู้และมีความชำนาญในการถ่ายภาพ ทั้งนี้เพื่อสามารถถ่ายภาพวัตถุ สิ่งของ หรือภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้ตามความต้องการ
การถ่ายภาพก็จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางด้านศิลปะคือการจัดภาพการใช้หลักของแสงและเงา เพื่อจะให้ภาพออกมานั้น ตอบสนองความต้องการ และมีคุณค่าความงาม ขั้นตอนการถ่ายภาพประกอบหนังสือ ประการแรกต้องศึกษาเนื้อหาก่อนว่าภาพประกอบที่ต้องการนั้นเป็นประเภทใด เป็นวัตถุของจริงหรือหุ่นจำลองจากนั้นจึงอาศัยความชำนายในการถ่ายภาพ บันทึกภาพออกมา ส่วนคุณภาพของภาพถ่ายขึ้นอยู่กับทักษะฝีมือของศิลปินถ่ายภาพ และคุณภาพของกล้องถ่ายภาพด้วย ปัจจุบันวิธีการสร้างภาพถ่ายจากกล้อง Digital เชื่อมต่อกับ Computer ทำให้สามารถบันทึกภาพบรรจุภายในจำนวนมาก และไม่ต้องผ่านการล้าง – อัด จากฟิล์ม สามารถสร้างรูปจาก Printer ได้ทันที
6. ภาพประกอบจากคอมพิวเตอร์ (Computer Graphic Illustration)
วัสดุ กระดาษ หมึกพิมพ์สี
อุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย ฮาร์ดดิสก์ มอนิเตอร์ ดิสก์ไดรฟ์ และเครื่องพิมพ์
การสร้างภาพประกอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ ส่วนมากจะใช้โปรแกรมซอฟแวร์หลายๆ โปรแกรม เพื่อให้งานที่จัดทำขึ้นมีความสัมพันธ์กัน และมีความสะดวกรวดเร็ว กล่าวคือ ออกแบบสิ่งพิมพ์พร้อมกันทั้งระบบ ซึ่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในงานออกแบบสิ่งพิมพ์ มีดังนี้
- เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียู ตั้งแต่ 80386 ขึ้นไป
- ฮาร์ดดิสก์ ความจุอย่างน้อย 210 Mb
- ดิสก์ไดรฟ์ ขนาด 3 1/2 นิ้ว และ 5 1/4 นิ้ว
- มอนิเตอร์สี และ เมาส์
- เครื่องพิมพ์เลเซอร์สี 600 จุดต่อตารางนิ้ว
โปรแกรมที่ใช้เพื่องานออกแบบและสร้างภาพประกอบสิ่งพิมพ์บนพีซีนั้น มีประสิทธิภาพและคุณสมบัติแตกต่างกัน การเลือกใช้โปรแกรมที่เหมาะสมนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับโปรแกรมการวาดภาพ คือ คอเรล ดรอว์ (Corel Draw 4.0) นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในการออกแบบตัวอักษร การสแกนภาพ การเปลี่ยนแปลงลักษณะภาพ และการแก้ไขสีให้เป็นไปตามความต้องการ
ภาพประกอบที่สร้างสรรค์จากคอมพิวเตอร์ จึงเป็นวิวัฒนาการใหม่ล่าสุดที่ศิลปินได้อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประสมประสานกับความคิด จินตนาการ และสามารถนำคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างเสรี และไร้ขอบเขตจำกัด ทั้งภาพแนวเหมือนจริง (Realistic) ภาพกึ่งนามธรรม (Semi- Abstract) ภาพนามธรรม (Abstract) ภาพแบบเหมือนจริง (Surealist) คอมพิวเตอร์ยังช่วยตอบสนองจินตนาการ อันซับซ้อน ออกมาเป็นภาพทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ รวมถึงการใช้สีสันที่ตอบสนองความต้องการ
ภาพประกอบที่สร้างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อีกประเภทหนี่ง มีชื่อเรียกว่า โฟโต้โมเสก (Photomosaic) ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาของ โรเบิร์ต ซิลเวอร์ แห่งบริษัทรันอเวย์ เทคโนโลยี (Runaway Technology) ลักษณะของภาพโฟโต้โมเสก จะเป็นการเรียงร้อยภาพเล็กๆ จำนวนมากที่มีลักษณะต่างกันมาประกอบกันขึ้นเป็นภาพใหญ่อีกภาพหนึ่งที่สามารถมองเห็นเป็นภาพในระยะไกล โดยอาศัยความสามารถในการคำนวณหาตำแหน่งของภาพประกอบภาพเล็กที่เหมาะสมด้วยคอมพิวเตอร์ ผลงานภาพประกอบหนังสือของรันอเวย์ เทคโนโลยี โดยเทคนิคโฟโต้โมเสก เช่น การออกแบบหน้าปกให้กับนิตยสาร Newsweek โดยสร้างภาพพระพักตร์เจ้าหญิงไดอานาจากภาพดอกไม้จำนวนมาก

การสร้างภาพประกอบ 3 มิติ
งานภาพประกอบเป็นงานศิลปะการสร้างสรรค์ ที่ไม่มีรูปแบบเฉพาะตายตัวแน่นอน ทั้งแนวการสื่อความหมาย กรรมวิธีสร้างสรรค์ ตลอดจนวัสดุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่ศิลปินต้องการถ่ายทอดออกมา งานสร้างภาพประกอบจึงมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ ส่วนงานสร้างสรรค์ภาพประกอบ 3 มิติ เป็นวิธีการสร้างสภาพประกอบในรูปแบบใหม่ ซึ่งแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้
1. ภาพประกอบด้วยวิธีปะติด (Collage Illstration)
วัสดุ กระดาษ เศษผ้า กระดาษแข็ง เศษวัสดุต่างๆ
อุปกรณ์ กาว คัดเตอร์ กรรไกร
การสร้างภาพประกอบแบบปะติด ได้นำกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะ Collage ซึ่งนิยมทำกันในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยศิลปินกลุ่มบาศ์กนิยม (Cubism) ที่นำเอาวัสดุต่างๆ มาประกอบสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ เพื่อสะท้อนแนวความคิด ที่ต้องการถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ งาน Collage เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงออกอย่างอสิระ ไม่ติดยึดอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ตายตัวแน่นอน โดยเฉพาะการเลือกใช้คุณสมบัติของวัสดุต่างๆ นำมาประกอบเข้าด้วยกัน เพิ่มคุณค่าทางด้าน รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สีสันและแสงเงา ทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ
ผู้สร้างภาพประกอบด้วยวิธีปะติด ในขั้นตอนแรกก็ต้องศึกษาเนื้อหาก่อน เพื่อการวางแผนกำหนดเทคนิค วิธีการสร้างสรรค์ภาพประกอบ เมื่อตกลงใจเลือกวิธีการสร้างสรรค์ด้วยการปะติด จึงทำโครงสร้างภาพ เพื่อจะเป็นแนวทางกำหนดวัสดุ อุปกรณ์ แต่ขณะเดียวกันภาพที่สร้างออกมาต้องคำนึงถึงความสอดคล้องของเนื้อหาด้วย อย่างไรก็ตามภาพประกอบแบบปะติดนี้เหมาะกับงานหนังสือประเภทสารคดี นวนิยาย เรื่องสั้น และหนังสือเด็ก เป็นต้น ทั้งนี้เพราะไม่ต้องเคร่งครัดในหลักวิชาและความถูกต้องตามหลักวิชาการ
2. ภาพประกอบด้วยวิธีการปั้น (Modeling Illustration)
วัสดุ ดิน ดินน้ำมัน แป้งขนมปัง ดินวิทยาศาสตร์ สีโปสเตอร์ ฉากรองรับภาพ อุปกรณ์ เครื่องมือปั้น
อุปกรณ์ เครื่องมือปั้น
ภาพประกอบที่ใช้เทคนิคการปั้นดิน หรือดินน้ำมัน นิยมใช้ในงานหนังสือเด็ก เช่นหนังสือนิทาน ตำนาน หรือเรื่องราวที่เป็นคติสอนใจ ทั้งนี้เพราะการปั้นภาพทำให้เกิดเรื่องราวที่แปลกออกไปจากงานเขียนภาพ ระบายสี หรืองานถ่ายภาพ โดยศิลปินจะถ่ายทอดความคิดจินตนาการโดยอาศัยเค้าโครงเรื่องที่อ่านแล้วนำมาจัดวางเป็นเรื่องราวพร้อมๆ กับใช้เทคนิคการปั้น การถ่ายทอดตัวละครสภาพแวดล้อมตามเนื้อเรื่องออกมา
รูปแบบการปั้นภาพ ศิลปินมีอิสระที่จะถ่ายทอด อาจจะเป็นแบบเหมือนจริงแบบประดิษฐ์ หรือแบบการ์ตูนก็ได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหา และอารมณ์ของเรื่อง ส่วนวัสดุที่ใช้ปั้นอาจเป็นดินเหนียว หรือดินน้ำมันสี ถ้าหากเป็นดินเหนียวเมื่อปั้นเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้ดินแห้ง จากนั้นใช้สีระบาย (ภาพที่ 4.50)
สิ่งที่ควรคำนึงในการสร้างภาพประกอบด้วยวิธีปั้นรูป ศิลปินจะต้องสเก็ตซ์ภาพแต่ละตอนออกมาก่อน มีลักษณะเป็นภาพเล่าเรื่อง (Story Board) ทั้งนี้ภาพร่างจะบอกรูปร่างลักษณะตัวละคร ฉาก และส่วนประกอบอื่นๆ จากนั้นจึงนำมาประกอบและจัดวางบนพื้นฉากเพื่อให้ภาพมีความงดงาม สื่อความหมายและจูงใจให้ชวนติดตามซึ่งขั้นตอนการประกอบหุ่นปั้นนี้จะต้องอาศัยหลักการจัดองคประกอบ เมื่อได้ภาพที่จัดวางตามแบบร่างแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการถ่ายภาพ อาจจะเป็นสไลด์ หรือภาพสีเพื่อจะนำไปจัดทำต้นฉบับสำหรับพิมพ์ต่อไป
3. ภาพประกอบแบบตัดเจาะภาพ (PoP – up Illustration)
วัสดุ กระดาษวาดเขียน กระดาษสี สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีอะครีลิค
อุปกรณ์ พู่กัน จานสี ภาชนะใส่น้ำ
วิวัฒนาการในการสร้างสรรค์ศิลปะ ได้มีส่วนผลักดันให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานภาพประกอบ แสวงหารูปแบบใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น นอกจากการวาดภาพระบายสี งานสร้างสรรค์ภาพประกอบด้วยการปั้นหุ่น การพิมพ์ด้วยเทคนิคต่างๆ การสร้างภาพแบบปะติด กํยงมีการสร้างสรรค์ด้วยกระดาษซึ่งนิยมทำประกอบหนังสืออ่านสำหรับเด็ก ที่คุ้นเคยและรู้จักแพร่หลาย ได้แก่ ภาพตัดเจาะ (Pop – up) โดยที่ศิลปินจะวางโครงภาพตามเนื้อเรื่อง จากนั้นกำหนดฉากตัวละครและส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อเสริมภาพให้ดูน่าสนใจ มีชีวิตชีวา จากนั้นจึงระบายสีตามความคิดจินตนาการ ถ้าหากหยุดไว้เพียงขั้นตอนนี้ภาพประกอบดังกล่าวก็จะเป็นเพียงภาพวาดแบบ 2 มิติ ศิลปินจึงสร้างความแปลกใหม่ของภาพโดยตัดเจาะภาพ (Cut – Out) ตัวละครหรือฉากที่ต้องการเน้นให้ดูโดดเด่น แล้วยกภาพให้สูงขึ้นกว่าพื้นระนาบของกระดาษ โดยที่ภาพตัดเจาะนั้น ยังมีบางส่วนเชื่อมติดอยู่กับพื้นกระดาษในหน้าหนังสือ จึงเกิดเป็นภาพ 3 มิติ ที่มีความตื้นลึก มีแสง – เงา และทำให้เกิดระยะของภาพ
หนังสือภาพแบบตัดเจาะ (Pop – up) จะมีความยุ่งยากในกระบวนการผลิต การลงทุนสูงกว่าการพิมพ์ภาพปกติ แต่อย่างไรก็ตาม กรรมวิธีสร้างสรรค์ภาพดังกล่าวก็เป็นที่นิยมในการทำหนังสือสำหรับเด็ก ทั้งนี้เพราะมีส่วนกระตุ้นความสนใจตลอดจนเสริมสร้างความคิดจินตนาการให้กว้างไกลออกไป

ลักษณะภาพประกอบหนังสือที่ดี

ในชีวิตประจำวันเราจะสัมผัสกับงานสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ มากมายทั้งหนังสือ แผ่นโฆษณา แผ่นพับ ฉลากแนะนำสินค้า ซึ่งสิ่งพิมพ์ต่างๆ เหล่านี้ย่อมมีภาพประกอบสอดแทรกอยู่มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ความจำเป็นในการสื่อสาร ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทก่อน ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณางานสร้างสรรค์ภาพประกอบว่าดีมีคุณค่าประการใด มีเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาดังต่อไปนี้
1. สื่อความหมายตามวัตถุประสงค์
งานเขียนหรือหนังสือประเภทนั้นๆ การที่หนังสือต้องสอดแทรกภาพประกอบเพื่อให้สื่อความหมายถึงผู้อ่าน เป็นการขยายความรู้ ความเข้าใจให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากภาพประกอบที่ใส่ลงไปไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว ภาพประกอบนั้นก็จะลดคุณค่าลง เป็นเพียงแต่ใส่ประดับเพื่อให้เกิดความงดงาม หรือไม่ก็เพื่อให้เป็นที่พักสายตาผู้อ่านเท่านั้น
ภาพประกอบในงานหนังสือแต่ละประเภท ทั้งหนังสือวิชาการ สารคดี นวนิยาย เรื่องสั้น จะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมบทบาทของหนังสือให้เกิดพลังในการสื่อสารความหมาย และสร้างความโดดเด่นทางด้านรูปแบบของหนังสือให้มีความน่าสนใจจูงใจให้คนอยากอ่านหรืออยากติดตามอ่านหนังสือ ดังนั้นศิลปินผู้สร้างสรรค์งานภาพประกอบจะต้องเข้าใจในลักษณะของหนังสือเป็นเบื้องต้นก่อนจากนั้นจึงศึกษาเนื้อหาอย่างละเอียดจนสามารถจับประเด็นมานำเสนอเป็นภาพประกอบได้
2. ให้ข้อมูลที่ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง
เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการสร้างภาพประกอบหนังสือโดยเฉพาะหนังสือประเภทวิชาการที่ต้องให้ความรู้ ข้อเท็จจริงแก่ผู้อ่าน การใช้ภาพประกอบสอดแทรกก็เพื่อจะช่วยอธิบายเนื้อหาให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ศิลปินผู้สร้างจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องก่อน ส่วนการจะใช้กรรมวิธีการถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ต้องให้ประสานสอดคล้องกับความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ภาพประกอบหนังสือทางวิชาการจึงนิยมใช้ภาพถ่ายมากกว่าภาพสร้างสรรค์ทางศิลปะ ยกเว้นกรณีที่การแสดงรายละเอียดบางตอนภาพถ่ายไม่สามารถนำเสนอได้ ก็จะใช้ภาพวาดแบบเหมือนจริง (Realisitic) ทดแทน
มีนักสร้างภาพประกอบบางคนนิยมนำภาพถ่ายมาตัดต่อแปลงหรือจัดวางในลักษณะซ้อนทับภาพ วิธีการนี้พึงควรระวังสำหรับการนำเสนอหนังสือทางวิชาการ เพราะอาจจะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิด หรือตีความหมายผิดๆ การใช้เทคนิคสร้างสรรค์ภาพจะต้องคำนึงถึงการสื่อความหมาย และประเภทหนังสือเป็นสำคัญ
ในการทำภาพประกอบที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา หรือผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ที่จะคอยให้คำปรึกษา ให้ข้อเสนอแนะในการสร้างภาพประกอบซึ่งศิลปินจะต้องเกรงใจกว้างรับฟังความคิดเห็น และควรให้ความร่วมมือสร้างสรรค์ภาพประกอบให้ตอบสนองวัตถุประสงค์
3. ส่งเสริมความคิดจินตนาการ
ภาพประกอบนอกจากการให้ข้อมูล และรายละเอียดของเนื้อหาแล้วสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ศิลปินผู้สร้างงานภาพประกอบไม่ควรละเลย คือ จะต้องเสริมสร้างจินตนาการให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะหนังสือประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น และหนังสืออ่านสำหรับเด็ก ทั้งนี้เพราะหนังสือกลุ่มดังกล่าว เขียนขึ้นเพื่อตอบสนองอารมณ์ต่างๆ ของผู้อ่าน ให้เข้าใจถึงความรู้สึกต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ดีใจ เสียใจ โศกเศร้า หรือความรู้สึกยินดี
การที่ศิลปินสามารถสร้างภาพประกอบให้กระตุ้นจินตนาการของผู้อ่านได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีความพิถีพิถันในการจัดวางโครงภาพ การลำดับภาพ การเลือกสรรประเด็นที่น่าสนใจ ตลอดจนทักษะความสามารถในการประยุกต์หลักการทางศิลปะมาสร้างความสะเทือนอารมณ์แก่ผู้รับรู้ที่เป็นกลุ่มบุคคลในวัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสืออ่านสำหรับเด็ก การสร้างภาพประกอบที่ส่งเสริมจินตนาการนับว่ามีความสำคัญยิ่ง จะต้องให้เด็กได้รับทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน ความสุข จากการอ่านและการดูภาพประกอบ งานภาพประกอบในหนังสืออ่านสำหรับเด็กจึงมีรูปแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ทั้งการนำเสนอสื่อสัญลักษณ์ตลอดจนเทคนิควิธีการ และนับวันก็จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อการพัฒนาประสบการณ์การรับรู้ของเด็กให้กว้างไกล
4. ส่งเสริมการรับรู้ทางด้านสุนทรีย์
หนังสือที่ดีจะต้องสมบูรณ์พร้อมทั้งด้านเนื้อหา รูปเล่ม และภาพประกอบซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านมีความสุขที่จะศึกษาเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้สำนักพิมพ์ที่พิถีพิถันในการจัดพิมพ์หนังสือ จึงให้ความสำคัญในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกต้นฉบับ การออกแบบรูปเล่ม การกำหนดตัวอักษร และการจัดทำภาพประกอบ ซึ่งถ้าหากจำแนกลักษณะงานแล้ว แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ งานด้านวิชาการและงานศิลปะ โดยเฉพาะงานด้านศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการทำภาพประกอบ จะมีส่วนที่ส่งเสริมสุนทรียภาพให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างมาก เช่น การกำหนดตัวอักษรในการพิมพ์จะต้องคำนึงถึงวัยของผู้อ่าน หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย ตัวอักษรต้องมีขนาดใหญ่ อ่านง่าย หรือการเลือกแบบตัวอักษรก็ต้องคำนึงถึงประเภทของหนังสือ หนังสือวิชาการควรเลือกแบบอักษรที่อ่านได ้สะดวก ชัดเจน ซึ่งจะช่วยสร้างสมาธิในการอ่านได้มากขึ้น
เมื่อผู้อ่านมีความสุขในการอ่าน จะก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน และอยากอ่านหนังสือต่อไปอีกเรื่อยๆ โดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย ความสุขที่ก่อขึ้นในจิตใจอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เป็นพื้นฐานที่จะรับรู้ความคิด คุณค่าความงดงามของถ้อยคำที่เรียบเรียงและสั่งสมจนกลายเป็นรสนิยมที่ดีในการอ่านหนังสือ
ภาพประกอบหนังสือที่ดีก็เช่นกัน จะช่วยส่งเสริมความนึกคิดจินตนาการให้เกิดขึ้นแก่ผู้อ่าน และยิ่งได้เห็นภาพที่มีความงาม มีคุณค่าทางด้านศิลปะจะช่วยพัฒนาการรับรู้ทางด้านสุนทรียะไปพร้อมๆ กันด้วย
ภาพประกอบมีหลายประเภท หลายรูปแบบ ตามลักษณะของประเภทงาน ถ้าหากทำขึ้นเพื่อประกอบเรื่องราวเท่านั้น ก็ยังไม่นับว่าเป็นภาพประกอบที่ดี ผู้สร้างสรรค์ควรจะต้องสร้างรูปแบบการนำเสนอภาพประกอบที่จูงใจ ชวนให้ติดตามค้นหาเรื่องราวและความหมาย แม้ว่าจะเป็นภาพแนวเหมือนจริง กึ่งเหมือนจริง หรือนามธรรมก็ตาม พลังการสื่อความหมายถึงระดับจูงใจ เร้าใจนั้น แสดงว่าผู้สร้างภาพประกอบมีความเข้าใจในเนื้อหาของเรื่องอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงสามารถจับเอาแก่นของเรื่องถ่ายทอดออกมาได้ โดยเฉพาะภาพประกอบงานเขียนวรรณกรรมต่างๆ จำเป็นต้องจูงใจผู้อ่านให้เกิดจินตนาการตามไปด้วย เช่นเดียวกันในงานวิชาการภาพประกอบก็สามารถสร้างสิ่งจูงใจได้ โดยอาศัยการถ่ายทอดผ่านเส้น รูปร่าง รูปทรง สีสัน พื้นผิว แสงเงา เป็นต้น ประสมประสานกับการจัดองค์ประกอบที่งดงาม


ข้อคิดในการเลือกภาพประกอบในงานสิ่งพิมพ์
การออกแบบภาพประกอบในงานสิ่งพิมพ์ที่จะช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อหาและรูปแบบของภาพ รายละเอียดที่จะบอกกล่าว ตลอดจนเทคนิคในการสร้างสรรค์ภาพ ความสมบูรณ์ของภาพที่นำมาใช้จะต้องทำหน้าที่ สื่อความหมาย บรรยายเนื้อหาและมีความสวยงาม ซึ่งในการเลือกใช้ภาพประกอบในงาน สิ่งพิมพ์มีข้อเสนอแนะดังนี้
1. ลักษณะของภาพ มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
2. รูปแบบภาพมีความสัมพันธ์กับรูปแบบของสื่อ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของงานนั้นๆ
3. สีของภาพต้องชัดเจน
4. ขนาดของภาพต้องมีขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัด ภาพที่มีขนาดใหญ่จะได้รับความสนใจมากกว่าภาพขนาดเล็ก
นอกจากนี้ ลักษณะของภาพประกอบที่นำมาใช้ย่อมมีวิธีการถ่ายทอดหลายรูปแบบ ได้แก่
1. ภาพที่ถ่ายทอดตามความเป็นจริง (Realistic) เป็นภาพที่ดูแล้วเหมือนวัตถุจริงในธรรมชาติ มีการเน้นลักษณะรูปร่าง รูปทรง แสงและเงา การใช้สีเหมือนจริงมากที่สุด ได้แก่ภาพถ่ายเหมือนจริง ภาพเขียนเหมือนจริง
2. ภาพที่ถ่ายทอดด้วยลักษณะการตัดทอน (Distortion) เป็นภาพที่พยายามดัดแปลงจากความเหมือนจริง โดยวิธีการลด ตัดทอนรายละเอียดลง เหลือเพียงรูปร่างรูปทรงเด่นๆ หรืออาจจะตกแต่งเพิ่มเติมให้มีความน่าสนใจ และมีคุณค่าทางศิลปะ ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งเค้าเดิมให้ผู้ดูมองออกว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร เช่น ภาพถ่ายบิดเบือน ภาพการ์ตูน
3. ภาพที่ถ่ายทอดตามความรู้สึก (Abstraction) เป็นภาพที่ไม่แสดงความเหมือนจริง แต่เน้นการถ่ายทอดความรู้สึกภายในวัตถุ หรือเกิดจากอารมณ์ส่วนลึกที่ผู้สร้างได้ถ่ายทอดออกมาเป็นสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ภาพที่ดีตามแนวนี้จะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของผู้สร้างสรรค์ได้อย่างสะเทือนอารมณ์
กล่าวโดยสรุป ลักษณะภาพประกอบในงานสิ่งพิมพ์จะต้องเร้าใจและกระตุ้นความรู้สึกของผู้ดูให้เกิดอารมณ์คล้อยตาม ดังที่ กำธร สถิรกุล กล่าวว่า ภาพประกอบจะสร้างให้ผู้ดูสะท้อนความร็สึกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ภาพที่ดูแล้วเกิดความสบายใจ (Positive Felling) เป็นภาพที่สวยงาม ดูแล้วสบายตา ได้แก่ ภาพทิวทัศน์ ภาพน้ำตก ลำธาร ภาพดอกไม้
2. ภาพที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ (Negative Felling) เป็นภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวต่างๆ เช่น ภาพปีศาจ ภาพสัตว์ร้าย ภาพอุบัติเหตุ
3. ภาพที่ดูแล้วไม่เกิดความรู้สึกอะไรเลย (Neutral Felling)
ภาพทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าว ได้มีการทำวิจัยสนับสนุนความคิดเห็นนี้ ภาพที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จะเรียกความสนใจขั้นต้นจากผู้ดูได้ก่อนภาพอื่นๆ แต่จะเรียกความสนใจอยู่ได้ไม่นาน ส่วนภาพที่ดูแล้วรู้สึกสบายใจ จะเรียกความสนใจเป็นอันดับรองลงมา แต่จะดึงดูดความสนใจให้ดูภาพได้นาน และภาพที่ดูแล้วไม่เกิดความรู้สึกอะไร จะเรียกความสนใจได้น้อยที่สุด
ด้วยเหตุนี้ในงานสิ่งพิมพ์ภาพประกอบที่ดีนั้นต้องอธิบายเนื้อหาสาระมีความสวยงามสะดุดตา โน้มน้าวให้ผู้ดูเกิดทัศนคติคล้อยตาม เช่นเดียวกันในงานออกแบบสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญเรื่องภาพประกอบอย่างยิ่ง โดยทั่วๆ ไป เนื้อที่ภาพประกอบจะถูกนำมาสร้างจุดสนใจไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด การพิจารณาคัดเลือกภาพจึงควรให้ความสำคัญต่อแนวคิด ลักษณะการถ่ายทอดแบบอย่างของภาพ ซึ่งผู้สร้างสรรค์ควรคำนึงองค์ประกอบเสริมอื่นๆ ด้วยดังนี้
1. การสร้างภาพจะต้องคำนึงถึงหลักศิลปะ ได้แก่ การจัดองค์ประกอบที่ดี สีสันสวยงาม มีการเน้นจุดเด่นที่ต้องการนำเสนอ และชี้นำไปสู่จุดสนใจของภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ภาพจะต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะความชัดเจนในเนื้อหาที่นำเสนอความหมายของสาระในภาพต้องไม่คลุมเครือ ลักษณะรายละเอียดต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับเนื้อหา และมีพอเพียงเหมาะสมกับวัตถุประสงค์
3. ภาพทีสร้างสรรค์ขึ้นหรือภาพที่นำมาใช้ในงานสิ่งพิมพ์ควรมีความสมจริง มีเหตุผลความเป็นไปได้ ไม่ขัดต่อความรู้สึกในการมอง ทั้งนี้ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงทั้งลักษณะลายเส้น และสีสันด้วย
4. ภาพที่ดีจะต้องมีความคมชัด ดูแล้วสบายตา มีความตัดกันในรูปร่างภายนอก และการใช้สีที่โดดเด่นชัดเจน เน้นจุดสนใจได้ดี
5. การเลือกใช้ภาพหรือการออกแบบภาพ ควรเน้นให้ภาพนั้นสามารถกระตุ้นความคิด อารมณ์ให้เกิดแนวทางที่สร้างสรรค์ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคมและเงื่อนไขอื่นๆ ของสังคมกลุ่มเป้าหมาย
6. ภาพจะต้องมีรายละเอียดมากพอเพื่อการสื่อความหมาย หรือเล่าเรื่องได้อย่างดี แต่ก็ไม่ควรเป็นภาพที่สลับซับซ้อนจนเกินไปจนทำให้เข้าใจยาก ภาพที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน สื่อความหมายได้เร็ว ย่อมเป็นที่สนใจของคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับการสร้างภาพประกอบหนังสือบางประเภท เช่น หนังสือนวนิยาย เรื่องสั้น หรือบันเทิงคดีต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์ภาพประกอบ มีอิสระในการถ่ายทอดความนึกคิดและอารมณ์ เพื่อการสื่อความหมายที่สอดคล้องกับเรื่องราว และจินตนาการตามความรู้สึกของผู้ประพันธ์



Create Date : 06 กันยายน 2553
Last Update : 6 กันยายน 2553 11:40:18 น. 2 comments
Counter : Pageviews.

 
อยากจะทราบว่าหาแหล่งข้อมูล "เทคนิคและวิธีการที่นิยมใช้ในการสร้างสรรค์ภาพประกอบ" มาจากที่ไหนค่ะ
พี่พอจะมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือบ้างรึป่าวค่ะ
เพราะหนูต้องมาเขียนบรรณานุกรมค่ะ เอามาจากเน็ตเยอะแล้ว(หัวข้อที่พี่โพสทั้งนั้นเลย) เพราะหนูทำหนังสือเกี่ยวกับเด็กค่ะ แต่ถ้าไม่มีแหล่งที่มาจากหนังสือก็ไม่เป็นไรค่ะ

รบกวนตอบกลับด้วยนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ


โดย: เบญ IP: 58.8.36.19 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:51:35 น.  

 
ขออนุญาตตอบแทนนะคะ
เนื้อหาในนี้อ้างอิงมาจากหนังสือ "ศิลปะการสร้างสรรค์ภาพประกอบ" เขียนโดย ผดุง พรมมูล กรุงเทพฯ: มูลนิธิเด็ก, 2547 ค่ะ


โดย: บี IP: 125.25.10.74 วันที่: 22 มีนาคม 2555 เวลา:18:26:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
dinhin
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผมชอบวาดรูปครับ
Friends' blogs
[Add dinhin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.