....DID-girl....
Group Blog
 
All Blogs
 

hardcore-nurse "มีความ เมโลดราม่า"





      อายุก็ปูนนี้แล้ว หนังไทยก็ผ่านตามาหลายเรื่อง ซีรี่ย์เกาหลีก้ไม่ค่อยจะพลาด สตอรี่เมโลดราม่า เรียกได้ว่าเห็นมานักต่อนัก มันคือประวัติศาสตร์แห่งวงการ ภาพยนตร์ ละคร และซีรี่ย์....

บราโว่ววววว.......ค่ะ

      ตอนดูนะ อื้อฮือ อ้าฮ้า อารมณ์มาเต็ม บ่อน้ำตาทะลัก น้ำมูกกระจาย ทำไมๆๆๆชีวิตรักพระนางช่างรัดทนปานนั้น (เป็นเอามากค่ะ) แต่พอดูจบก็เริ่มมีสติ แอบคิดขึ้นมานิดหนึ่ง 'ว่าชีวิตเราจริงจะเป็นได้อย่างนั้นเหรอ'

      ฉาก 'ของหล่นนางเอกก้มเก็บ พระเอกมาช่วยก็แบบมือชนกัน' 'ทะเลาะกัน ด่ากัน นางเอกตบ พระเอกจูบ' 'นางเอกเป็นลม แต่พระเอกก็รับไว้ทัน' ได้เหรอ มันได้เหรอ ในชีวิตกูก็มีโอกาสเเกิดเมโลดราม่าได้เหรอ เหนื่อสิ่งอื่นใดทำไมมันต้องจบด้วยเพลงประกอบละครที่ขึ้นเป็นแบ็คกราวทุกทีว่ะ 

      เอาจริงๆว่ากันไม่ได้นะ ไอ้ตอนดูนะ อะ อ่ะ อ่า อร้ายยย นั่งจิกหมอนเวิ่นเว้ออยู่คนเดียว พอละครอวสานทำมาสงสัยนุ้น นี่ นั้น แต่อนาคตเป็นอะไรที่คาดเดายากว่าไหม และแล้วความเมโลดราม่าในชีวิตก็เกิดค่ะ แถมของฉันดูเหมือนจะร้อนแรงกว่าในละครมากกกกกก.....พูดเลย 

      มันเริ่มจากช่วงดึกของวันหนึ่ง ที่อากาศค่อนชื้น แต่ก็ไม่ถึงกับอึดอัด สายฝนปรอยๆ ช่วยให้อากาศเย็นสบายยิ่งขึ้น.....(นี่ขนาดฉากแรกนะเนี้ย มีความเมโลดราม่าขั้นสุด อีกนิดๆๆๆ...ไปต่อค่ะ) พยาบาลสาว (ฉันเองๆๆๆ มีความอยากเป็นนางเอกมาก) กำลังวุ่นวายกับการทำเอกสารรับผู้ป่วยแอดมิทใหม่ เนื่องจากมีคนไข้ฉุกเฉินเข้ามาด้วยอาการปวดท้อง  คืนนี้มีพยาบาลอยู่เวร 3 คน ผู้ช่วยพยาบาล 1 คน พนักงานช่วยเหลือคนไข้ 3 คน แม่บ้าน 1 คน และคนไข้ที่อาการค่อนข้างคงที่อีก 26 คน พยาบาลสาวทำงานของเธออย่างไม่เร่งรีบเพราะเวรดึกคืนนี้สถานการณ์การค่อนข้างสงบ (ประเมินเอาเองทั้งนั้น)

      ทันใดนั้นเสียงตะโกนของใครคนหนึ่งดังมากจากห้องคนไข้ฝั่ง B (ห้องคนไข้ของโรงพยาบาลถูกแบ่งเป็น A และ B ตามราคาห้อง ฝั่ง A มีห้อง 01-19 ฝั่ง B มีห้อง 20-37) เสียงตะโกนที่ฟังได้ยากจากความก้องของตึก จึงไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่ตะโกนต้องการสื่อสารอะไร แต่มันส่งผลให้กิจกรรมของเจ้าหน้าที่ทุกคนชะงัก และเงี้ยหูฟังเสียงนั้น (เชื่อเถอะค่ะ.....แวบหนึ่งของสติ มีแอบคิด คนหรือผีว่ะ ดังนั้นการส่งเสียงทักไปก่อนดูจะไม่ใช่เรื่องดี ดูหนังผีมาก็มากเกิดทักไป ตายแน่.....แม้จบสายวิทย์มา แต่หนังผีไทยทำให้สูญเสียการศึกษาไปแล้วค่ะ) แต่ด้วยสัญชาตญาณพยาบาล ฟังรู้เรื่องไม่รู้เรื่องไม่รู้ ได้ยินเสียงตะโกน แมร่งวิ่งไปก่อนค่ะ ฉันและพี่พยาบาลอีกคนออกวิ่งทันที วิ่งไปตายหรือเปล่ายังไม่รู้เลย 

       งานนี้สัญชาตญาณได้ผลค่ะ ภาพตรงหน้าที่เห็นเป็นหนุ่มผิวขาว สูง สมาร์ท ตาตี๋ ดีกรีโอ้ปป้า แต่หน้าซีดไปหน่อย กำลังทำท่าที่ชวนนึกถึงตอนพี่แบงค์วงแคลชร้องเพลง ฉันชะงักเท้าไปแว้บหนึ่ง แต่เมื่อมาใกล้พอเสียงที่อื้ออึงจึงได้ยินชัดขึ้น 

"ช่วยด้วย....ช่วยด้วยครับ"    

      เสียงเรียกทำเอาทั้งฉันทั้งพี่พยาบาลแอบลังเลเล็กน้อย เพราะเกรงว่าที่คนไข้ออกจากห้องมาเพราะจะโดนใครทำร้ายหรือเปล่า (มีความกลัวตายเหมือนกันค่ะ) แต่เมื่อไม่เห็นว่ามีใครตามมอก ฉันรีบวิ่งใส่เกียร์หมาเข้าไปเลยค่ะ งานนี้เพราะสภาพร่างกายตามอายุ ฉันจึงไปถึงตัวคนไข้ก่อนพี่พยาบาลอีกคน ทันทีที่ถึงตัวฉันจับประคองคนไข้ หวังว่าการกระทำของฉันจะช่วยให้เขาหายตกใจ

"มีอะไรค่ะ มีอะไร" 
"ผมจะเป็นลมครับ" 

     โอ้วววววว งานนี้คิดผิดค่ะ นึกว่ามีเหตุร้าย แต่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงค่ะ พูดจบคนไข้โถมร่างลงมาที่ฉันทันทีค่ะ.....วินาทีเมโลดราม่าก็เกิดค่ะ ต่างกันตรงที่คนล้มทับดันเป็นชาย ส่วนหญิงอย่างฉันก็ต้องโชว์แกร่งในการเป็นผู้รับร่าง อื้อหือ ส่วนสูงที่แตกต่าง น้ำหนักที่แตกต่าง งานนี้ล้มอย่างเดียวค่ะ ระเนระนาดทั้งคนไข้ทั้งฉัน เหนือสัญชาตญาณก็สตินี้แหละค่ะที่รอดมาได้ ฉันให้คนไข้ล้มมาบนตัวฉัน และพยายามรับหัวคนไข้ให้อยู่บนตักฉันให้ได้ ทันทีที่ล้มลงมากองกับเพื่อนฉันพยายามนั่งใช้ตัวดันหลังคนไข้ไม่ให้ราบลงกับเพื่อน แต่น้ำหนักที่เทลงมาบนตัวฉันทั้งหมด มันไม่ไหว ชีวิตเมโลดราม่าไม่เหมือนในหนังเลยอ่ะ ตกใจขั้นสุด หนักร่างสุดขีด แถมไม่มีเพลงประกอบเป็นแบ็คกราว มีแต่เสียงตะโกนยามดึกของกูนี้แหละ ไพเราะขั้นสุด 

"พี่ค่ะ  เร็วค่ะ" ฉันตะโกนขอความช่วยเหลือ เพราะกูคนเดียวเอาไม่อยู่อ่ะ
"ขอเครื่องวัดออกซิเจน ความดัน แอมโมเนีย ด้วย" ตะโกนสั่งงานไปอีก ทันทีที่พี่พยาบาลมาถึงตัว เราจึงประเมินคนไข้คร่าวๆ เรียกรู้สึกตัว ชีพจรมี แต่.....แมร่ง 2 คนก็หนักอยู่ดี เพราะพี่เขาก็ไม่ได้สูงไปกว่าฉันมาก พูดง่ายก็เตี้ยแคระทั้งคู่ 

       เราต้องพาคนไข้ไปที่เตียงเพื่อให้การพยาบาลได้สะดวก งานยากไปอีก จะยกกันยังไงอ่ะ ในหนังเค้าอุ้มกันท่าเจ้าหญิงโครตจะฟิน แต่โอ้ปป้าค่ะ นี้ขนาดประคองกันสองคน น้องยังจะตาย เหงื่อไหลย้อยซึมหลังไปหมด หน้ามันตั้งแต่ต้นเวร อย่าหวังว่าจะสวยแบบในละครเลย แค่ไม่กลายเป็นป้าไปก็บุญมากแล้ว

      ทั้งเวรมีแต่สตรีแสนบอบบาง ต่างกันตรงที่อายุเท่านั้น เราเลยต้องโทรตามพนักงานแปล แต่รอยังไงก็ยังไม่มา โชคดีที่ดึกนี้มีไทยมุง เป็นผู้ชายญาติคนไข้ห้องอื่นที่ยืนดูอยู่ เราเลยอ้าปากใช้งานเลยค่ะแบบไม่เกรงจง เกรงใจหล่ะ กูจะตายอยู่แล้ว

"ช่วยยกหน่อยได้ไหมค่ะ"  

      ญาติคนไข้คนนั้นพยักหน้ารับ ท่าเจ้าหญิงเหรอ แบกขึ้นหลังเหรอ ฝันไปเถอะท่าพวกนั้น ความจริงใช้ไม่ได้เลย (แมร่งละครช่างหลอกลวง) ความจริงคือหิ้วปีกค่ะ ญาติคนไข้วิ่งไปจับเท้าคนไข้ เหิ้ยยยยไปอีกค่ะฉันต้องยกท่อนบน หนักสึส นี่มันช่วงลำเค็ญของชีวิตชัดๆ ส่วนคนอื่นก้ช่วยประคองยกหลังคนไข้ แต่ยังไงภาระหนักสุดก็เป็นฉันที่หิ้วเปียกยกคนไข้ ตอนแรกเรากะยกขึ้นเตียง 

"ไม่ได้ค่ะ ๆๆๆๆ ขอโซฟาพอ น้องไม่ไหว" 

      ไม่เก๊กค่ะงานนี้ ไม่ได้คือไม่ได้ ยกมาตรงนี้ได้ก็จะตายแล้ว  นิจะให้ยกขึ้นเตียง ช่วยดูสภาพหน้สมัน ร่างกายที่หอบ ส่วนสูงทัี่แสนอนาถของฉันด้วยค่ะ มันจะยกได้ยังงายยยยยย

      เปลี่ยนค่ะ เปลี่ยนจุดลงจอดอย่างด่วน จากเตียงเป็นโซฟา การลงจอดไม่มีความนิ่มนวลแม้แต่น้อย ระดับริกเตอร์แตกต่างจากโยนลงไปประมาณ 1 ริกเตอร์ แต่ด้วยจรรยาบรรณกลัวจะดูไม่งามหรือเพราะร่างกายที่สั้นเกินไป สรุปคือฉันต้องหิ้วร่างคนไข้พาขึ้นโซฟา เข่าแทบเสื่อมเลยงานนี้ บรรดาคนที่ช่วยกันยกมาก็ช่างไร้จังหวะหรือเพราะหนักไม่รู้ ทำให้เป็นอีกรอยที่คนไข้ล้มลงบนฉัน รอบบนี้ฉันหงายหลังเลยค่ะ ยังดีที่มีโซฟารับ ไม่งั้นคงได้แอดมิทกันอีกคน จัดท่าทางคนไข้ให้นอนบนโซฟา เลื่อนโซฟาไปแทนตำแหน่งเตียงเสร็จ ใส่ออกซิเจนให้คนไข้ ฉันก็เอาตัวเองออกมาเลยค่ะ ทิ้งให้เจ้าของทีมจัดการต่อ....ไปล่ะกู ไม่เอาหล่ะ เหนื่อยสึส ขอออกไปหายใจหน่อย

       นี้หรือคือ ความจริงของเมโลดราม่า น้ำตาไม่มี...มีแต่น้ำ้เหงื่อ ดนตรีประกอบไม่มี...มีแต่เสียงตะโกน ความเขินอายของพระเอกนางเอกเหรอ... แค่จะสบตากันยังยากเลย โอ้ปป้าก็หล่ออยู่หรอก...ใจก็เต้นตึก...ตัก..อยู่นะ แต่เพราะเหนื่อยอ่ะ ไม่ใช่เพราะประทับใจ พีคของพีคคือ ถ้าดูตามบทโทรทัศน์นี้แล้ว งานฉันคือพระเอกซินะ!!!!!! 

ลงเวรมาปวดแขนมากเหมือนคนที่เพิ่งไปยกเวทมาเลย เกิดการเบิร์นกล้ามเนื้อไตรเซพ ไบเซพ 
ปล.อนาคตข้างหน้า ขอบทนางเอกด้วยค่ะ ชีวิต (กูบอกใครว่ะ)

**HC-RN**





 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2560 23:46:39 น.
Counter : 179 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

hardcore-nurse "ความเศร้าแรกของการเป็นพยาบาล"



       ฉันไม่รู้ว่าคนที่เป็นพยาบาลหรือคนที่ทำงานช่วยเหลือคนอื่นครั้งหนึ่งจะเคยเป็นอย่างฉันหรือเปล่า ฉันพยายามเล่าเรื่องการเป็นพยาบาลออกมาให้สนุกสนาน ซึ่งนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน กว่าฉันจะเปลี่ยนมุมมองต่อการทำงานได้ขนาดนั้นฉันก็ผ่านอะไรมามากมาย ทั้งที่ความจริงที่เผชิญอยู่ทุกวันมันทั้งเหนื่อย ทั้งหนักและสกปรก ทุกวันต้องพบเจอกับเชื้อโรคที่บางตัวยังรักษาได้ยาก ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องต่อกรกับความเครียดของญาติและผู้ป่วย ที่มาทั้งในรูปแบบเศร้า โกรธ ต่อต้าน ต่างๆ นาๆ ซึ่งทั้งหมดนี้พยาบาลต้องรับให้ได้ทุกอย่าง อันที่จริงเขาก็คนและฉันก็คน คนไข้และญาติแสดงอารมณ์ได้เต็มที่ในขณะที่พยาบาลทำได้แค่รับมันและเก็บไว้กับตัว แถมพ่วงด้วยต้องทำหน้าที่ปลอบประโลมพวกเขาไปด้วย ห้ามโกรธและยิ้มรับทุกสถานการณ์ 


     ช่วงทำงานปีแรกถือได้ว่าเป็นช่วงเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มขั้นไม่เหมือนตอนเป็นนักเรียนฝึกงานที่เดินตามหลังพี่และอาจารย์ตลอด แต่ตอนทำงานคือเราต้องเดินนำคนอื่น ทุกชีวิตอยู่ภายใต้การจัดการของเรา ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมช่วงแรกของการทำงานถึงได้เจอเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาเหมือนเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจของคนทำงานสายนี้ การทำงานโรงพยาบาลต้องพบเจอกับคนมากมาย ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาหาเพื่อฝากความหวังสุดท้ายของชีวิตไว้ในมือเรา ส่วนหนึ่งของฉันที่ยังนึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเพราะตอนทำงานปีแรกอายุประมาณ 22 ปี โรงพยาบาลที่สังกัดเป็นของมหาวิทยาลัย เรียกว่าอยู่ในระดับตติยภูมิ คนไข้ที่รับเข้าส่วนใหญ่อาการค่อนข้างหนักคือ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัดไม่สามารถจัดการได้ จึงต้องส่งโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งโรงพยาบาลนี้คือ 1 ในนั้น บ่อยครั้งที่ฉันร้องไห้ วุ่นวายใจตัวเอง เพราะทุกครั้งที่ไปทำงานฉันหาความสุขให้ตัวเองไม่เจอ ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นการช่วยเหลือคนอื่น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอิ่มใจ หรืออบอุ่นใจที่ได้ทำเลย ความเครียดประดังกันเข้ามาแต่ไม่มีทางออก ฉันเก็บมันไว้จนรอยยิ้มที่เข้ามาทำงานวันแรกๆ มันหายไป นอนไม่หลับ ที่เริ่มจากบางครั้งจนเป็นบ่อยครั้ง ถึงขั้นที่เคยไปขึ้นเวรโดยไม่ได้นอน เคยไมนอนนานนานที่สุด คือ 36 ชม. ทั้งที่เหนื่อยมาก ง่วงมาก หาวอยู่เกือบตลอด และไม่ได้ดื่มกาแฟ แต่เมื่อปิดไฟเอนตัวนอนปิดตา กลับก็ไมาสามารถหลับลงได้ สุดท้ายก็ต้องตื่นไปทำงานโดยไม่ได้หลับ ตลอดช่วงเวลาที่นอนมันก็แค่การหลับตา แต่ร่างกายและสมองยังคงตื่นและทำงานอย่างเต็มที่ 

     ชีวิตของฉันเริ่มพบปะผู้คนน้อยลง อยู่แต่ในห้อง ออกนอกห้องคือการไปขึ้นเวรเท่านั้น ข้าวก็อาศัยซื้อตอนกลับจากลงเวร นอกนั้นไม่เคยไปไหน บางครั้งก็เคยร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ นั่งกินข้าวกับแม่ อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา ไม่ได้ดูละครดราม่า ไม่ได้ฟังเพลงอกหัก ไม่ได้คุยกันเรื่องเศร้า จนแม่ตกใจ 

"ร้องไห้ทำไม" 
"ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกอยากร้อง" 

      อย่าว่าแต่แม่ตกใจเลย ตัวเองก็ยังตกใจตัวเอง ว่าเป็นได้ถึงขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันกับแม่ก็กินข้าวกันต่อโดยไม่ใส่ใจน้ำตาที่อาบแก้มนั้น ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นเหงื่อมากกว่าน้ำตา เป็นน้ำที่ขับออกทางตา ถึงอย่างนั้นฉันก็รับรู้ได้ทันทีว่านี้ไม่ธรรมดาหล่ะ และมันอาจนำไปสู่อะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ (อาจเพราะเราเป็นพยาบาลมั้ง ความรู้ที่เรียนมาจึงถูกประมวล้ข่ากับสภาพตัวเองตอนนี้)  

       ฉันจึงเริ่มคิดเรื่องลาออกจากงาน ไม่ได้ไม่พอใจกับสภาพงานหรือเงิน แต่สภาพจิตใจฉันเริ่มรับไม่ไหว ครั้งหนึ่งหมอที่ฉันรักษาสิวอยู่ประจำเคยพูดกับฉัน (ปล. หมอที่รักษาสิวให้ฉันพ่วงตำแหน่งอาจารย์หมอจิตเวชโรงพยาบาลที่ฉันสังกัดอยู่)

"หากจะลาออกให้มาคุยกับหมอก่อนนะ"  

      ท้ายที่สุดเมื่อทำงานใช้ทุนครบสองปีฉันตัดสินใจลาออก โดยไม่ฟังคำใคร แม้พ่อกับแม่จะคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าว่าทุกงานมันก็หนักมันก็เหนื่อยทั้งนั้นแหละ ต้องรู้จักอดทนบ้าง 'ใช่' อันนั้นฉันรู้ แต่การรับรู้ด้วยสมองกับการรับรู้ด้วยใจ มันไม่ตรงกัน สองฉันรู้ว่างานหนักต้องอดทน แต่หัวใจฉันเริ่มเดินถอยหลังเต็มที  แม้มันจะพยายามทำตามสมอง แต่สุดท้ายหัวใจก็ยังคงเป็นหัวใจ ทำหน้าที่ของมันเองนอกเหนือคำสั่งของสมอง แต่ฉันก็พูดชัดเจนกับครอบครัวถึงการลาออก

"ลูกบอกให้พ่อแม่รับทราบ ไม่ได้ขอความคิดเห็น" 

     นั้นคือคำพูดของฉันที่ตัดขาดทุกอย่างว่ากูไม่เอาอะไรแล้ว ความสุขเป็นของเราเอง อย่าให้ใครมาบอกว่าทำอย่างนั้นแล้วจะมีความสุขทำอย่างนี้จะมีความสุุข มันไม่จริงหรอก ความสุขของเรามีแต่เราเท่านั้นที่จะรู้ และเมื่อตอนที่เราทุกข์ใจต่อให้แชร์ให้คนอื่นยังไง เขาอาจจะเข้าใจแต่ไม่รู้สึกทุกข์เหมือนเราหรอก สุดท้ายแล้วจะสุขจะทุกข์มันก็มาจากเราและมีเราเท่านั้นที่เข้าใจดีที่สุด  กว่าจะพูดเรื่องนี้ฉันตัดสินใจอยู่นาน ฉันเก็บเรื่องทั้งหมดปรึกษาน้องชายเพราะหากปรึกษาพ่อกับแม่ คำตอบที่ได้ก็เหมือนเดิม ท่านคงไม่เห็นด้วยแน่นอน น้องชายฉันให้คำแนะนำที่ถือเป็นคำตอบสุดท้ายของการออกจากงานครั้งนี้

"ชีวิตเป็นของพี่ พี่อยากทำอะไรตัดสินใจเองเลย"

     แต่ลึกๆ ของเหตุผลของการลาออกฉันรู้ดี แต่คิดว่าน้อยคนจะเข้าใจ ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองเครียดมากว่าทำไมคนมากมายต้องเอาชีวิตของเขามาฝากไว้ที่เรา ทั้งที่ฉันอายุแค่ 23 ปี แต่ต้องพยายามรักษาชีวิตคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย จนแทบจะทำร้ายชีวิตตัวเอง และท้ายที่สุดแล้วตอนจบของบางคนกลับไม่สวยงาม ฉันที่เห็นน้ำตาคนอื่นมากกว่ารอยยิ้ม จนแม้กระทั้งรอยยิ้มของฉันก็เริ่มหายไป โรงพยาบาล...สถานที่ที่หาความอภิรมย์ไม่ได้เลย

   หลังจากลาออก ฉันหยุดงานไป หยุดทุกอย่างไป 1 เดือน ไม่ทำอะไร ไม่ทำงาน ไม่กลับบ้าน ไม่ไปไหน ไม่ไปเที่ยว ไม่มีรายรับมีแต่รายจ่ายโดยใช้เงินเก็บที่ผ่านมาเอามาใช้ ฉันพยายามหาข้อสรุปให้ตัวเอง ว่าจะจัดการยังไง จะให้ทิ้งงานพยาบาลฉันก็เสียดายความรู้ที่เรียนมาตั้ง 4 ปี จะเปลี่ยนงานก็ยากเพราะปริญญาพยาบาลศาสตรบัณฑิตมีความจำเพาะ ทำให้งานที่ทำค่อนข้างจำเพาะไปด้วย ท้ายที่สุดฉันจึงหาข้อสรุปให้ตัวเองได้

1. ฉันเลือกเรียนต่อปริญญาโทที่เกี่ยวกับสายสุขภาพ เพื่อหวังเปลี่ยนงานในอนาคตของฉันได้
2. งานพยาบาล ฉันก็ยังคงทำอยู่ แต่เป็นการทำงาน part time เท่านั้น 

      จากที่ตัดสินใจวันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น แม้การทำทั้งสองอย่างจะทั้งหนักและเหนื่อย แต่เหนือสิ่งอื่นใดฉันกลับรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ทำ ไม่เหมือนกับตอนแรก  หรืออาจเพราะบางทีตอนนี้ฉันโตขึ้น  ผ่านอะไรๆมากขึ้น เจอสังคมที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้นจากการทำงานและการเรียน ฉันจึงปรับตัวได้ไปเองจนดูเหมือฉันยอมรับมันได้ แต่บางครั้งฉันก็อดคิดว่าถ้าฉันกลับไปเป็นพยาบาล full time ฉันยังทำได้ไหม ฉันเองก็ตอบไม่ได้แต่เพราะความรู้สึกในตอนนั้นยังคงติดอยู่ในใจจนถึงตอนนี้ทำให้ฉันไม่กล้างเสี่ยงพาตัวเองเข้าสู่สถานการณ์นั้นอีกแล้ว


คิดดูแล้ว การทำงานพยาบาลอาจไม่ใช้เรื่องเศร้าสำหรับฉันก็ได้ มันเป็นแค่ความเครียดจากการทำงาน ที่ฉันยังยอมรับและปรับตัวไม่ได้ และตอนนี้ฉันยังสามารถพูดได้ว่าฉันภูมิใจที่ได้เป็นพยาบาล

***HC-RN***









 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2560 5:09:44 น.
Counter : 79 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

hardcore-nurse "รักแร้เปียกที่ว่าแน่ ยังแพ้กลิ่นตัวกรู"




       อันที่จริงก็ไม่ได้เป็นพยาบาลเด็กนะค่ะ แต่เมื่อยามคับขันคนไม่พอ จะช้าง ม้า วัว ควาย ก็เป็นได้ทุกอย่าง ให้ทำอะไรพยาบาลทำได้ทั้งนั้น เนื่องจากช่วงนั้นอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์.....ทำให้วอร์ดโที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ทางโรงพยาบาลจึงมีการเปิดวอร์ดชั่วคราวรองรับคนไข้ เพื่อเป็นทางผ่านให้คนไข้ได้พักชั่วคราวก่อนได้ห้อง เวลาทำการคือ 9.00-18.00 น. (ซึ่งต้องเคลียร์คนไข้ให้ได้ห้องถาวรก่อน 18.00 น.) มีทั้งหมด 7 ห้อง ห้องละ 1-3 เตียง แล้วแต่การจัดสรร ส่วนความลำเข็ญคงไม่พ้นอัตรากำลัง เพราะทั้งวอร์มีพนักงาน 3 คน 1.หัวหน้าวอร์ดที่พ่วงตำแหน่งหัวหน้าเวรทำหน้าที่รับคำสังหมอ และบริหารจัดการวอร์ด 2. พยาบาลปฎิบัติงานทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับคำสั่งจากหัวหน้า จากคนไข้ จากหมอ ตามราวด์หมอ ซึ่งเป็น 'ฉัน' เอง 3. พนักงานช่วยเหลือคนไข้   คิดดูทั้งวอร์ดมีกันแค่นี้ แต่ละเวรยุ่งกันขาแทบพัน เหงื่อท่วมตัว รักแร้เปียกตลอดเวลา ขนาดอยู่ห้องแอร์ก็แห้งไม่ทัน เพราะการเบิร์นไขมันด้วยการเดินไปมาไปมา มันมีอนุภาพมากกว่าแอร์ท่อลมวังเวง สุดท้ายแล้วรักแร้เปียกที่ทำท่าจะแห้งก็เปียกอีก เปียกแล้วเปียกอีก วนไปค่ะ (นึกแล้วขมคอ) 


       อย่าคิดว่าแค่นี้จะมีผลให้อาหารในกระเพาะขึ้นมาจุกที่คอนะค่ะ เพราะมันมีที่พีคกว่านั้น หลังจากพักทานข้าวเที่ยงเอาแรง มหกรรมเดินมาราาทอนก็รออยู่แล้ว ช่วงบ่ายมีแจกยา ตามราวด์หมอรอบบ่าย และงานพยาบาลทั่วไปตามอาการคนไข้  

        ไม่นานนักมีคนไข้ใหม่เข้ามาเป็นเด็กน้อยวันยหัดคลานเชียว พร้อมกับพ่อแม่มือใหม่จากโปรโมชั่นลูกคนแรก.......มาด้วยเรื่องไข้ จัดการห้องเสร็จสรรพโดยการเอาเตียงออกให้นอนเบาะแทนป้องกันการพลัดตกเตียง เด็กเมื่อมีไข้ก็ร้องละค่ะ งานเช็ดตัวลดไข้ก็ตามมา.....ร้องหนักกว่าเดิมไปอีก แทบหูบอดไปเลยต่ะ จบด้วยเอายาลดไข้ที่ดูดใส่หลอดฉีดยาไปให้คุณแม่ (โดยหวังความสามารถของคนเป็นแม่ในการให้ยาเพราะตัวฉันก็โสดลูกก็ไม่เคยมี จับเด็กเล็กขนาดนี้ล่าสุดก็สมัยเรียนนุ้นนนนน)  แต่ไม่นานนักออดเรียกพยาบาลจากห้องดังกล่าวก็ดังขึ้น 

"พี่ให้ยา ลูกไม่กิน  บ้วนตลอดเลย น้องให้หน่อยสิ"  

      เด็กน้อยในตักคุณแม่ร้องไห้จ้า  ซึ่งฉันได้ยินตั้งแต่ยังไม่เข้ามาด้วยซ้ำ แต่....อ่ะๆๆๆ โอ่ะๆๆๆ ไม่เคยป้อนยาเด็กเล็กเหมือนกันค่ะพี่....ปกติวอร์ดที่ทำงานอยู่ประจำ นานๆทีจะได้เจอเด็ก แถมเด็กที่เจอก็เดินได้กินได้เองแล้วทั้งนั้น คิดไปค่ะ....ได้แค่คิดในใจ.....สิ่งที่เรียนรู้มาจากการทำงานพยาบาลคือซุปเปอร์ชิดซ้ายไปเลยค่ะ พยาบาลต้องทำได้ทุกอย่างต่อให้ เจ็บ ไข้ ไม่สบาย ต้องไม่สะท้าน ไม่ว่างานกรรมกรหรือบริการ จะยกคนไข้ที่น้ำหนักมากกว่าเราสองเท่าก็ต้องได้ แอร์ไม่เย็นฉันก็ทำได้  เกาหลังให้คนไข้ได้ โผล่หน้าไปให้คนไข้เห็นบ่อยๆเมื่อยามคนไข้เหงา คอยรับฟังเรื่องทุกข์ใจ ใบ้หวย ซื้อข้าวให้ ยืนรอเป็นเพื่อนหน้าห้องน้ำ เป็นล่ามให้บรรดาญาติคนไข้ รับฝากเด็กที่ญาติออกไปธุระ บลาๆๆๆ ที่พูดมาทำมาแล้วทั้งนั้น ดังนั้นงานป้อนยาก็น่าจะได้ คิดว่านะ.....
'อย่าให้เค้ารูว่ากูไม่โปร'    มันเป็นความน่าเชื่อถือดังนั้นก็สร้างภาพวนไป

   แสนจะเก้กังในการป้อนยา เชื่อว่าแม่ของเด็กก็น่าจะเห็นแต่ไม่กล้าพูด ฉันนั่งลงบนเบาะข้างคุณแม่ที่อุ้มน้องอยู่ในตักพร้อมทั้งตบก้นเบาๆเมื่อให้น้องหยุดร้อง ฉันบอกให้แม่อุ้มน้องให้หัวสูงกว่าเดิมเพื่อป้องกันการสำลักตอนให้ยา จากนั้นจึงเริ่มดันยาในหลอดฉีดยาเข้าปากเด็กน้อย  แต่ก็อย่างว่านะเด็กมันก็รู้ว่า  'ยา'  เริ่มสะบัดหน้านี้ เม้มปากแน่น เมื่อยาเข้าปากได้ก็บ้วนยาทิ้งค่ะ และจุดสุดท้ายของยานั้นคงหนีไม่พ้นเสื้อฉันเอง เสื้อสีขาวมีรอยสีชมพูจางๆ แถวหน้าอกจากยาลดไข้  ช่างโชคดียิ่งนัก 5555+T_T เพราะยาติดเสื้อแค่บางส่วนทั่งนั้น และอีกบางส่วนอยู่บนหน้าฉันล้วนๆ พ่อของเด็กรีบหยิบทิชชู่มาให้เช็ดหน้า

"ขอบคุณค่ะ" 

      ฉันรับกระดาษมาเช็ดหน้า แต่ว่างานมันยังไม่จบ  นั้นมันแค่เริ่มต้นเองนะ ยายังเหลือมากกว่าครึ่ง และเสียงร้องที่เงียบไปก่อนหน้านี้ดังขึ้นอีกครั้งจากการกระทำของฉัน ทำให้เด็กร้องแล้วยังทำไม่สำเร็จอีก แต่ถ้าไม่กินยาก็ไม่ได้ 

      แผนสองจึงบังเกิดค่ะ ฉันเลยรับน้องจากแม่มาอุ้มเอง งานนี้จะได้ไม่ต้องกดดันจากสายตาแม่มากนักและไม่ต้องปวดหลังกับท่าก้มป้อนยาแสนพิสดาร ก็มันต้องนั่งพื้นอ่ะ แถมกระโปรงก็แคบๆ นั่งยากมากอ่ะ ทริคเล็กจึงเริ่มขึ้น เพราะถ้าป้อนแบบรู้ตัวเด็กจะปิดปาก ดังนั้นเมื่อเด็กอ่าปากร้องฉันก็แอบหยอดยา (ให้หยอดที่ละน้อยนะค่ะถ้ามากเกินไปเด็กอาจสำลัก ไม่ก็บ้วนใส่หน้าแน่) กว่ายาจะหมดก็ประมาณ 4-5 ครั้งได้เมื่อยาหมด เหงื่อบนหน้าเก็เริ่มผุุด รักแร้ที่แห้งไปแล้วเมื่อตอนเที่ยงก็วนมาเปียกอีก ฉันยื่นเด็กคืนให้แม่ ยังไม่ทันจะก้าวพ้นห้องคนไข้ไป หมอเจ้าของไข้ก็เข้ามา ฉันจึงต้องอยู่ต่อ หมอต้องการตรวจคอเด็ก คุณแม่ก็อุ้มให้หมอตรวจแต่ทำยังไงก็ไม่ได้ท่าซักที หมอตรวจไม่ได้ หมอเลยฉันมามองหน้าฉัน และฉันก็รับรู้ได้ทันที 'อย่าๆๆ อย่ามองหนูค่ะหมอ เห้อ....ต้องกูอีกแล้วเหรอ จะให้รักแร้กูแห้งบ้างไม่ได้หรือไง กูไม่เคยอุ้มเด็กเหมือนกันนะ นี่ก็ครั้งแรก....ของกู เข้าใจไหม....'  ตะโกนไปไม่มีใครได้ยินและสนใจค่ะเพราะมันทุ้มอยู่ในใจ  ฉังจึงจำใจรับน้องมาอุ้มแทน

"ขออนุญาตินะค่ะคุณแม่ เดี๋ยวพยาบาลอุ้มน้องให้" 

      ฉันรับเด็กมาอุ้ม หาท่าอยู่ซักพักกว่าจะได้ และจบลงที่ท่า อุ้มแบบทั่วไป เหมือนจับเด็กผาดบ่าคืออุ้มให้เด็กหันหลังให้คนอื่น ให้หัวเด็กบาดอยู่ที่บ่าเรา ส่วนหมอก็ต้องอ้อมไปตรวจคอเด็กด้านหลังฉัน ทันทีที่หมอตรวจคอโดยใช้ไม่กดลิ้น เด็กแหวะออกมาทันทีค่ะ ทั้งนมทั้งยาที่ฉันเพิ่งป้อนไป หมอที่น่ารักเบี่ยงตัวหลบอย่ามีชั้นเชิงทันทีค่ะ ส่วนตัวฉันนั้นรับรู้ถึงความอุ่นที่ไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลกจากบ่าผ่านแผ่นหลัง เสื้อกระโปรง หมดค่ะ หมด หมดทางหนี

      อยากจะร้องไห้มากค่ะ เรารึอุตส่าคิดวิธีการไม่ให้เด็กบ้วนยาใส่ แต่ตอนนี้กลายเป็นเด็กอ้วกใส่โดยที่คิดแทบไม่ทัน กระนั้นแล้วก็ยังไม่สาแก่ใจค่ะ หมอก็ยังต้องตรวจต่อเพราะเมื่อกี้ยังเห็นคอน้องไม่ชัด รอบสองก็เริ่มขึ้นและไม่พลาดที่ฉันจะได้รับไออุ่นเช่นเดิม 

'ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย'  

      ได้อีกค่ะ ได้อีก ยังเปียกไม่ทั่วตัวเลยค่ะ แต่ก็ดีที่ไม่มีรอบสาม สองรอบนี่ก็อยู่ยากแล้วนะ เปียกไปจนถึงเสื่อใน ถ้ามีรอบสามรับรองถึงกางเกงในแน่ งานเปียกยังไม่เท่ากลิ่นเปรี้ยว (ก็ประมาณกลิ่นนมบูดละมั้ง) ที่กลบกลิ่นรักแร้เปียกก่อนหน้านี้ของฉันมิดไปเลยค่ะ แถมไม่มีเวลาให้เปลี่ยนใหม่นะค่ะ เพราะคนเราน้อยถ้าหายไปแม้แค่ครู่เดียวอาจโดนเพื่อนแช่งได้ค่ะ ทำได้แค่เช็ดคราบนมออกแต่ไม่สามารถทำลายกลิ่นได้ และกว่าจะเลิกงานก็ 18.00 น. อีกนาน....

      ทนไปค่ะ จน ณ จุดหนึ่ง ฉันก็เริ่มรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เหม็นเอาเท่าไร คิดบวกค่ะและคิดอยู่คนเดียว คนอื่นไม่คิดด้วย เพราะตอนหมอคนอื่นมาราวด์แล้วฉันเดิมตาม หมอที่ดีก็แค่ทำหน้าแปลกๆแต่ไม่ได้ถามอะไรให้ฉันลำบากใจ หมอที่ทำร้ายจิตใจก็จะแบบ

"เธอ  กลิ่นอะไรเนี้ย"
"น้าหอมสูตรใหม่ อ้วกคนไข้ค่ะ"  ดมจนหอมแระบอกเลยตอนนั้น ชิลมากสบายๆๆ อยู่ได้ยันเที่ยงคืน
"5555 ไปทำอะไรมาหล่ะ" จบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ ของหมอค่ะ หมอมา 10 คน แถมด้วยคนไข้ใหม่ที่รับมาอีก ฉันแทบเล่าทุกคน จนทุกวันนี้ยังโดนแซวเรื่องนั้นอยู่เลย

"เปลี่ยนน้ำหอมแล้วเหรอ เธอ" แหมมมม ช่างซ้ำเดิมกันเหลือเกินนะค่ะ เขาเรียกผู้เสียสละนะค่ะนั้น

'ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องโดนทำร้ายอีก'.......  

**HC-RN**




 

Create Date : 30 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 1:48:18 น.
Counter : 103 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

hardcore-nurse "วิกฤตการณ์ 150 "




       150  ติดตัวฉันมาตั้งแต่อายุ 13 จนถึงปัจจุบัน เป็นตัวเลขที่เหมือนจะมากแต่ความจริงช่างกระจ้อยร่อยนัก มันคือส่วนสูงที่ไม่เคยเพิ่มขึ้นอีกเลยตั้งอต่ตอนนั้น ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก ร้อนตับแตก หนาวขาแข็ง ฉันก็ยังคงยึดมั่นในความ 'เตี้ย' ของตัวเอง


"มึง...อากาศข้างล่างเป็นไงบ้าง"  
"มึง....กูเดินผ่านมึง ก้มลงมาเห็นหัวมึงได้เลย"
"มึง...นี่เตี้ย หรือแคระอ่ะ"

     สารพัดบทสนทนจากผองเพื่อนที่แสนกระแทกใจจนเจ็บอก แต่ก็จริงจนเถียงไม่ออก ตอน ม.1 ซื้อชุดนักเรียน ชุดพละ จำได้ว่าใส่ยาวจน ม.6 เลย ไม่เคยได้ซื้อใหม่ เพื่อนเค้าซื้อเสื้อใหม่กัน เพราะขาลอย แขนลอย แต่ฉันยังคงใส่เสื้อตัวเดิมที่สีเริ่มจะเหลืองเพราะผ่านมา 18 ฝน 18 หนาวเสื้อผ้าที่ซื้อมาตอน ม.1 ตอนนี้ยังมีบางตัวที่ยังใส่อยู่เลย กางเกงพละสมัยเรียนตอนนี้ยังเอามาเต้นแอโรบิคได้ดี บางครั้งเวลาซื้อกางเกงยีส์ตัวละ 4-5 พัน แล้วแบบต้องตัดขาทิ้งไปเยอะมาก เหมือนว่า 'ที่ตัดไปนั้นเป็นเงินซักพันได้ไหมว่ะ' อารมณ์แบบกูขาดทุนอ่ะ ซื้อกางเกงราคาเท่ากับคนอื่น แต่เค้าได้กางเกงที่มีผ้าเยอะกว่ากูไง เสียดายอ่ะ น่าจะเอาขาที่ตัดทิ้งไปมาทำเป็นผ้าคาดผม น่าจะเริสเหมือนกัน55+
         ส่วนน้ำหนักนั้นยังคงทำหน้าที่ต่อไป อัตราส่วนแนวดิ่งไม่ทำงานแต่อัตราส่วนแนวราบเซนซิทีฟขั้นสุด นิดหน่อยไม่ได้ เอวเริ่มหาย แก้มเริ่มมา ต้นขาขยายตัว จากบรรทัดแรกมาถึงตรงนี้อาจฟังดูประหลาดแต่ฉันยังคงเป็น 'คน' นะค่ะ

      ด้วยสรรพคุณที่ครบครัน ไม่รู้ไปไงมาไงถึงมาลงเอยกับการเรียนพยาบาลได้ หนึ่งในคูณสมบัติที่กล้าแกร่ง คือคุณต้องสูงมากกว่า 150 เซน บางที่ก็ 155 เซน แต่มหาลัยที่เรียนกำหนดไว้ที่ 150 เซน (หัวเราะในใจค่ะงานนี้ กูผ่านหล่ะมึงงงงงง.....ถ้าเตี้ยกว่านี้ซัก 0.0000001 เซน ป่านนี้คงไปได้ดีอยู่ที่ไหนแล้วมั้งไม่ต้องมาเป็นพยาบาลอยู่ 555+ )

    และแล้วบททดสอบของชีวิตก็เข้ามา มีคนไข้คนหนึ่งมาแอดมิทเพื่อเตรียมผ่าตัดในช่วงบ่าย ฉันต้องเตรียมคนไข้ โดยการซักประวัติ เจาะเลือด ให้คำแนนะนำ บลาๆๆ  หนึ่งในการเตรียมคนไข้คือการให้น้ำเกลือคนไข้ แต่เสาน้ำเลือคู้เตียงดันสูงลิ่วเลยปลายนิ้วฉันไปอีก ขนาดเอื้อมแล้วนะ และช่างโชคดีมากกกกก.........ที่ลูกบิดปรับความสูงของเสาดันเสีย และโชคดีขั้นสุด...แมร่ง!!! มันคือเสาสุดท้ายของวอร์ด เมื่อมองยอดเสาแล้วก้มลงมองเท้าตัวเอง นี้ซินะที่เค้าเรียกว่า 'เสาไฟฟ้ากับหลักกิโล' พร้อมเสียงแว่วๆของใครคนหนึ่งล่องลอยอยู่ในหัว......

"จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ
(ภายในใจยังคงเรียกร้อง)
มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป
ตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่
(ให้อุปสรรคเปลี่ยนผันเป็นพลัง)
คำตอบอยู่กลางคลื่นลม ชีวิตแม้ต้องล่มลงตรงไหน
แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป"

     หลังจากความพยายามหาเสาใหม่จนรู้ว่ามันเป็นเสาสุดท้าย และมึงต้องใช้มันละค่ะทีนี้ ขณะที่ฉันเก้ๆกังๆ กำลังใช้ความพยายามแตะขอบฟ้าอยู่นั้น ดูเหมือนคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงรอการแทงเส้นเพื่อให้น้ำเกลือเองก็รับรู้ได้เช่นกัน จึงแสดงความมีน้ำใจออกมา

"ผมช่วยแขวนไหมครับ" คำพูดที่แสนจริงใจมาร้อมรอยยิ้มที่แสนอบบอุ่น โอ้ววววประทับใจแรง แต่ไม่รู้ทำไมรู้สึกอายจุง
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพยาบาลทำเอง" ยิ้มมาฉันก็ยิ้มตอบค่ะ55+ ใจเราก็อยากให้ช่วย อีกใจหนึ่งก็แบบ นั่นคนไข้นะ!

      อันที่จริงมันก็ไม่มีไรมากหรอกค่ะแค่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีล้วนๆเท่าเอง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหยิ่งไปทำไม.....เตี้ยแล้วยังจะมากเรื่องค่ะ) แหมจะให้คนไข้มาทำได้ไงค่ะ พยาบาลเราถึกอยู่แล้วทำได้ซิ ฉันต้องทำได้ แต่ทำไงว่ะ.....จำได้ว่าลองมันทุกอย่าง เอื้อมแล้ว เขย่งแล้ว แมร่งมันก็ไม่ได้ ปรายตาไปมองเก้าอี้ข้างเตียง จะเอาเก้าอี้มารองขาแล้วปีนก็เกรงว่าจะดูไม่งาม เป็นพยาบาลแม้เราจะถึกแต่เราต้องคงไว็ซึ่งกริยาอันงดงาม  คนไข้ที่รออยู่คงทนดูไม่ไหวเลยถามมาอีกรอบ

"ผมแขวนให้ได้นะครับ"
"ขอบคุณค่ะ พยาบาลแขวนได้ค่ะ" คำตอบแบบเดิมค่ะ แต่ก็แอบถามตัวเองในใจ ได้ตรงไหนว่ะกู ห่างไกลคำว่าได้เป็นโข แต่เมื่อศักดิ์ศรีโดนสั่นคลอนรอบสอง งานนี้ไม่ได้ก็ต้องได้ละนะ  และแล้วไอเดียแสนบรรเจิดก็เข้ามากระแทกรอยหยักในสมอง 

******อันนี้ดอกจันไว้เลยนะค่ะ พยาบาล 1.5 เมตร เตรียมจดเลยค่ะ******
อ้างอิงจากทฤษฎีพีทาโกรัสเลยนะ (จริงจังมากกกกก)



1. ใช้เท้าเตะเสาน้ำเกลือให้ล้มมาทางคุณ จนปลายเสาอยู่ในระดับที่เอื้อมถึง (จากรูปค่ะฉันคือ B พื้นคือ A และเสาที่ล้มมาคือ C)
2. แขวนขวดน้ำเกลือกับปลายเสาค่ะ
3. ผลักมันขึ้นไปค่ะ ให้มันตั้งตรงแบบเดิม
แล้วเราก็จะสามารถแตะขอบฟ้าด้วยส่วนสูง 1.5 เมตรได้ค่ะ เป็นไงหล่ะคิดว่าสูงแล้วฉันจะทำไม่ได้เหรอ.....บอกเลยพลาดค่ะ


"คำตอบอยู่กลางคลื่นลม ชีวิตแม้ต้องล่มลงตรงไหน
แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป"
ปล. หลังจากนั้นได้มีความพยายามในการลองทฤษฎีใหม่ๆด้วย เช่นการขึ้นไปเหยียบบนฐานเสาน้ำเกลือ วิธีนี้ก็ใช่ได้อยู่เหมือนกัน แม้กระทั้งการขอให้ญาติคนไข้แขวนให้ ตอนนี้ไม่อายแล้ว ทำงานมาหลายปีหน้ามีความหนาขึ้น และกริยาอันงดงามที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้มันเริ่มจางเต็มที จนจะหายไปแแล้วเนี้ย...T_T

**HC-RN**




 

Create Date : 26 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 1:34:00 น.
Counter : 75 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

hardcore-nurse "เป็นพยาบาลต้องอดทน รถชนต้องไม่ตายค่ะ"




 คณสมบัติมากมายของการเป็นพยาบาล เช่น สะอาด รอบคอบ ตรงต่อเวลา สุภาพ ใส่ใจ เมตตา เห็นใจ เสียสละ บลาๆๆๆ ข้อดีเกินมาตรฐานความเป็นคน และเหนือสิ่งอื่นใดของการเป็นพยาบาลคือฉันต้องมีความถึกที่จะช่วยให้เป็น 


"คนที่เกินคน รถชนกูต้องไม่ตายค่ะ"

     ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจคตินี้เท่าไหร่ อะไรจะเว่อร์ขนาดนั้น แต่พอมาเจอกับตัวเองก็ถึงบางอ้อทันที จำได้ว่าตอนนั้นเพิ่งจบใหม่ๆยังต้องทำงานใช้ทุนให้มหาวิทยาลัยด้วยการทำงานที่โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยนั้น ประจวบกับตอนนั้นมหาวิทยาลัยมีงานเทศกาลที่ปีหนึ่งจะจัดขึ้น 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 7 วัน ไอ้ตัวฉันก็อยากไปเที่ยวงานกับเขาบ้าง แต่ตารางเวรที่แสนเลวร้ายไม่ได้อำนวยความอยากเลย ยาวติดกันจนชีวิตทำได้แค่ลงเวรมากินข้าว อาบน้ำ แล้วเตรียมนอนเพื่อขึ้นเวรถัดไป อย่าว่าแต่งานเทศกาลเลยกระทั้งroommateที่อยู่ด้วยกันยังแทบไม่เคยคุยกันเลย แต่ด้วยความเปรี้ยวของชีวิตในความยาวของเวรก็มีช่องว่างที่พอให้ไปลั้ลลาได้ คือการลงเวรบ่ายมาและเวรดึกในวันต่อไป ดังนั้นจึงพอมีเวลาตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันหนึ่งไปจนถึงก่อนเที่ยงคืนของอีกวัน (ประมาณ 24 ชม.) จริงๆก็คือว่างวันหนึ่งนั่นแหละ แต่เพราะเวลาชีวิตที่แตกต่างจากชาวบ้านและอาจจะมากกว่าอาการJet lag ซะอีก แผนท่องเที่ยวจึงเริ่มจากลงเวรมาถึงห้องประมาณตีสอง ดื่มนมแก้หิวมื้อดึก อาบน้ำแล้วนอนเลยค่ะ ตื่นสายหน่อยแล้วค่อยซักผ้าซึ่งกองจนล้นตะกร้าจากการทำงานมา 5 วันรวด ก็มีแค่ชุดทำงานกับชุดนอนเท่านั้นค่ะ ชุดอื่นไม่ได้ใช้เลย ช่วงเวลานั้นคือชีวิตที่มีแต่เพดานห้อง เซเว่นและหลังคาโรงพยาบาลเท่านั้น กว่าจะได้ทานขาวเที่ยงก็คือประมาณบ่ายสอง จากนั้นก้โทรไปนัดแนะน้องสาวเพื่อไปลั้ลลางานเทศกาลกัน งานนี้ตั้งใจไม่นอนก่อนขึ้นเวรดึกเลยค่ะ
     สนุกกันเต็มที่ค่ะงานนี้ทั้งพี่ทั้งน้อง เหมือนเด็กบ้านนอกเข้ากรุงหลงแสงสียังไงยังงั้น จนเวลาล่วงเลยถึงสองทุ่ม รู้สึกเหนื่อยล้าร่างกายเลยคิดว่าจะพับเก็บแผนไม่นอนก่อนขึ้นเวร เพราะเหนื่อยเกินทนขอนอนซักเงียบก่อนขึ้นเวรดีกว่า จึงชวนน้องสาวกลับ ด้วยพาหนะคู่ใจมอเตอไซค์พลังงานสตาร์ทด้วยข้อเข่าและเท้าที่อายุราวสิบปีพ่วงด้วยหมวกกันน็อคสุดคลาสสิคไร้กระจก แต่ด้วยความเป็นงานเทศกาลรถจึงติด อัตราการขยับเขยื้อนจึงตามหลังหอยทากอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ใจทุกคนต่างก็เร่งร้อนที่จะเอาชนะหอยทากที่อยู่ด้านหน้ารวมถึงตัวฉันด้วย แต่อัตราการออกตัวของมอเตอไซค์ฉันยังช้ากว่ารถยนต์ที่ขับตามมา ทำให้รถยนต์คันนั้นพุงตรงมาที่รถฉันทันที 

"โครม" 

การรับรู้เสียงกระทบมาพร้อมความรู้สึกว่ารถเริ่มเอียง ตอนนั้นคิดสารพัดทันทีว่าควรล้มท่าไหนดี แขนควรจะอยู่ยังไงไม่ให้หัก หัวมีหมวมกันน็อคหล่ะ รอดๆๆ คิดอย่างนั้นนะ แต่ตอนที่ตัวถึงพื้นและตามมาด้วยมอเตอไซค์คู่ใจที่ทับซ้ำ 'โอ้วววว เจ็บอ่ะ' ร่างกายถไลไปตามพื้นถนนอย่างสวยงาม ส่วนน้องสาวนั้นใช้ความเด็กกว่า ร่างกายยืดหยุ่นกว่า ปฏิกริยาไวกว่า นางกระโดดจากท้ายรถตั้งแต่มันยังไม่ล้ม ไปยืนโดยตัวแทบไม่โดนถนนซักนิดเดียว
     โชคดีที่ฉันไม่เป็นไรมาก ไม่มีอะไรหัก ร่างกายด้านขวามีรอยถลอกเต็มตัว แขนขาเลือดซิบ ดีใจมากที่หน้ายังดีอยู่เพราะไร้รอยขีดข่วน(แค่เป็นสิวเหมือนเดิม) โชคร้ายคือกูเวรดึก ถามว่าไหวไหม คำตอบคือ 'ก็ไม่ตาย เดินได้' แต่ก็ต้องโทรไปแจ้งที่วอร์ดเล็กน้อย เผื่อโชคดีมากกกกกกกกกก...อาจได้พัก

"พี่ค่ะ ฟ้าเองค่ะ พอดีโดนรถชนแล้วคืนนี้ต้องขึ้นเวรดึกด้วย"
"เป็นไรมากไหม ขึ้นเวรไหวหรือเปล่า"
"เอ่ออ นิดหน่อยค่ะพี่ ถลอกตามตัว"
"งั้นก็มาขึ้นเวรนะ เดี๋ยวพี่ให้อยู่ทีมเบา"   

     โชคดีไม่มีพร่ำเพรื่อค่ะ งานนี้ไม่มีหยุดแค่ลดภาระงาน เมื่อรู้ชะตากรรมจึงตรงไปทำแผลที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งรอคิวอยู่นานมากเพราะคนไข้เยอะและเราไม่ใช่คนไข้ด่วนไง รอต่อไปค่ะ ตั้งแต่สองทุ่มครึ่งจนใกล้สามทุ่มครึ่ง (อันนี้ก็ไม่นอยด์นะที่ต้องรอ เพราะเราเป็นพยาบาลเหมือนกันไงเลยเข้าใจสถานการณ์หากเป็นเรา เราก็คงทำแบบนี้แหละ) แต่ด้วยเวลาใกล้ขึ้นเวรดึกเลยต้องใช้สิทธิพิเศษ เดินไปบอกพี่พยาบาลเลยค่ะ
"พี่ค่ะหนูเวรดึกต่อ ขอทำแผลก่อนได้ไหมค่ะ"
"อ้าวเหรอ...ได้ๆ เดี๋ยวพี่ทำแผลให้"  แผลค่อนข้างเยอะทั้งแขนและขาเนื่องจากใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อแขนสั้น ผิวหนังจึงสัมผัสถนนได้เต็มที่ แถมแผลยังสกปรกอีก งานล้างจึงไร้ความปรานีสุดๆ จะโอดครวญมากก็ไม่ได้เพราะกลัวเสียหน้า ตอนทำแผลให้คนอื่นนี้ไม่เคยคิด ดดนเองถึงรู้สึกค่ะ จึงทำได้แค่กัดฟันและสะดุ้งเป็นช่วงๆ 
     กว่าจะกลับถึงห้องก็เวลาห้าทุ่มนิดๆ ด้วยสภาพผ้าพันแผลเต็มตัวทั้งแขนขวาด้านขวา ได้ฉีดบาดทะยักไปอีก ยาฆ่าเชื้อยาแก้ปวดมากินอีกเพียบ ช่วงเวลานี้งานซักแห้งจึงเริ่มขึ้นเพราะถ้าให้อาบน้ำก็คงไม่ทันขึ้นเวรแน่ จึงรีดผ้า เปลี่ยนชุดโดยเลือกเป็นกางเกงขายาว แต่ชุดฟอร์มเป็นแบบแขนสั้น เลยต้องโชว์แผลที่แขนแน่นอน และได้เวลาลากร่างกายที่แสนปวดไปทำงาน งานนี้ตอนที่พี่ๆเห็นสภาพเลยถูกย้ายตำแหน่งจากทีมเบาสุดมาเป็น med nurse (พยาบาลแจกยา) ครึ่งเวรแรกไม่เท่าไหร่ อาจมีคำถามจากคนไข้บางคน (ปล.บางคนพูดไม่ได้เพราะใส่ท่อช่วยหายใจ 555 สรุปใครเห็นก็ถามทุกคนหล่ะ) ก็ตอบเหมือนเดิม  

"โดนรถชนค่ะ แต่ไม่มีใครมาขึ้นเวร เลยลาไม่ได้ค่ะ"  

     ส่วนปลายเวรเริ่มเห็นนรกค่ะ ยาแก้ปวดที่กินเริ่มหมดฤทธิ์ แถมอาการปวดเมื่อยหลังโดนรถชนก็เริ่มมา ยกแขนขวาแทบไม่ขึ้นเลยค่ะ แผลที่ขาก็เริ่มซึมจนทะลุขากางเกงออกมา และด้วยชุดสีขาว แน่นอนเห็นชัดเลยค่ะ ชีวิตเริ่มช้ำเลืดช้ำหนอง แต่งานยังไม่จบนะค่ะ ยาเช้ามากมี ต้องเจาะเลือดคนไข้อีก แต่เพื่อนร่วมเวรต่างก็ช่วยกันเต็มที่ หมอมาราววอร์ดไม่ต้องตามก็ได้เพราะไม่ได้อยู่ทีม กว่าจะลงเวรได้เล่นเอาตายแล้วตายอีกเลยค่ะ เหนื่อยไม่เท่าปวดค่ะ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

"เป็นพยาบาลต้องอดทน รถชนต้องไม่ตายค่ะ ถ้าตายมึงต้องฟื้นมาขึ้นเวรค่ะ"

**HC-RN**




 

Create Date : 24 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 1:32:47 น.
Counter : 27 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 


DID-girl
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add DID-girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.