ตามรอยแดนบราวน์ ณ อินแฟรโน
 ***บันทึกการเดินทางสนุกสนานของเราเอง เก็บไว้อ่านเล่น ***

Firenze 29 / 5 / 2015  ตามรอยแดนบราวน์ ณ อินแฟรโน

                             สถานที่เดียวในโลกที่เรียกหาเราตลอดเวลา ... เพื่อนสนิทเราคงเห็นคำนี้บ่อยๆ นั่นคือจุดหมาย Dream Destination ของเราตลอดเวลา ฟิเรนเซ่ หรือฟลอเร้นซ์  เมืองที่ทั้งเมืองเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ไม่ว่าจะเดินไปไหนล้วนมีร่องรอยของประวัติศาสตร์ศิลป์  และผลงานของศิลปินหลากหลายยุคสมัย โดยเฉพาะเรเนซองค์  อบอวลอยู่ทั่วไป

                             หากจะโฟกัสที่เมืองเฉยๆก็เอาไป 100 คะแนนแล้ว แต่แถมคะแนนให้อีกที่ความน่ารักของผู้คน ชาวฟลอเรนติน่า ที่เต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีกับนักท่องเที่ยว เพราะรายได้หลักของเค้าคือนักท่องเที่ยว แต่เราคิดว่านอกจากสาเหตุนั้นแล้ว ชาวฟลอเร้นซ์เป็นคนที่มีความสุข มองเห็นโลกสวยงาม ทั้งในเมืองและเนินเขา  บ้านเรือนแถบทัสคานี่ที่งดงาม  คงหาสถานที่ไหนในโลกนี้เหมือนที่นี่คงจะยาก

                             บรรยายมาตั้งนานยังไม่ได้เริ่มเรื่องตามรอยแดนบราวด์เลย  แต่ก็นะ แค่อยากบอกว่าที่นี่ มีอะไรให้ค้นหาได้ตลอดเวลา  สามครั้งในฟลอเร้นซ์ได้ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ครั้งที่สี่เราก็ได้เรื่องตลบกลับไปตามสถานที่เหล่านั้น  อีกครั้ง  เพราะสาเหตุที่เราเป็นแฟนอีตาบราวด์  พอหนังสือเล่มใหม่ออก INFERNO เราก็รีบหามาอ่านโดยทันใด พอเริ่มอ่านเท่านั้นแหละภาพต่างๆในเมโมรี่ก็ผุดออกมาเป็นฉากๆ ด้วยเพราะบราวด์เองก็เป็นคนชอบประวัติศาสตร์ศิลปะและงานศิลปะ สถานที่ต่างๆในฟลอเร้นซ์ก็เลยยกทัพกันมาอยู่ใน INFERNO ... งั้นเอาละ ปีนี้เราจะไปฟลอเร้นซ์เพื่อตามรอยพี่ท่าน





                            เรื่มฉากแรกอินแฟร์โน  อีตาโรเบิร์ต แลงดอน ผู้ดำเนินเรื่องเกิดบาดเจ็บและความจำเสื่อม จำไม่ได้ว่าตัวเองมาอยู่ที่ฟลอเร้นซ์ได้อย่างไร แต่หอคอยสูงใหญ่กลางเมืองฟลอเร้นซ์ก็ทำให้เค้าจำได้ เพราะว่าหอสูงของ Palazzo vecchio นั้นมีแห่งเดียวในโลกคือที่นี่ ภายในปาลาซโซ่ มีห้องแห่งห้าร้อย  ห้องที่เคยเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อบรรจุคน 500 คนในการประชุมสภาก็อยู่ที่นี่และอยู่ในเรื่องนี้เช่นกัน

                              วันนี้กลาง Piazza Della Signoria เหมือนเช่นเคย เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เหมาะอย่างยิ่งที่เป็นที่หลบซ่อนจากการตามหา  เดินจากปิอัซซ่านี้ไป คือหอศิลปะ Uffici  หอศิลปะที่มีงานศิลปะมากมายและหลากหลายพอๆกับ ลูฟ ในฝรั่งเศส  เข้าไปดูแล้ววันเต็มๆก็ดูไม่หมด แต่อาจเกิดอาการเอียน งานศิลปะ ได้นะเตือนกันไว้  จากนั้นเราเดินผ่ากลางหอศิลปะไป  จะพบแม่น้ำอาร์โน  เดินเลี้ยวขวาย้อนไปหน่อยจะเจอสะพานทางด้านซ้ายที่มีคนรุมเยอะๆ นักท่องเที่ยวเป็นแสนๆคนที่มาทำสะพาน Vecchio ให้ทรุด ที่นี่เป็นที่ดีสำหรับหลบซ่อนตัวกลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวเช่นกัน  ที่จริงด้านบนมีทางเชื่อมที่ต่อไปถึง Palazzo Pitti ซึ่งแลงดอน ใช้หลบหนี แต่ทางนี้ปิดไว้เหมือนเป็นทางลับอะไรสักอย่าง  ว่าแต่มันไม่ลับแล้วสิ  เพราะตอนนี้คนที่อ่านอินแฟรโน ก็รู้กันหมดแล้วทุกคน







                             เดินไปจนสุดสะพานและเดินตรงไปเรื่อยๆอีกหน่อยทางด้านซ้ายมือเราจะมองเห็นทางลาดกว้างใหญ่ที่นำสายตาขึ้นไปถึงอาคารหนาหนักด้วยอิฐก้อนโตๆ ปาลาสโซ่ปิติ หรือวังปิติที่เป็นวังอันแข็งแรงมั่นคงของตระกูลเมดิชินั่นเอง ในวังนี้มีสวนขนาดใหญ่ที่เป็นสวนของตระกูลนี้เอาไว้เดินเล่นกัน แค่เบาๆ 111 เอเคอร์เท่านั้น แล้วเราก็พุ่งตรงไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าในสวนนี้ทันที คิดว่าเดินเล่นเบาๆตามรอยไป ที่ไหนได้ ต้องเดินขึ้นไปบนเนิน บันได ปีนทางลาดต่างๆกว่าจะไปถึงตัวสวนจุดบนสุด ทำเอาเหนื่อยแฮ่ก

โรเบิร์ต แลงดอนวิ่งพานางเอกเข้ามาหลบในนี้  วิ่งหลบโดรน(คอปเตอร์ติดตาม) ไปมา ขึ้นๆลงๆ เข้าไปในเขาวงกตต้นไม้ อุโมงค์ต้นโอ๊ค คงจะเหนื่อยไม่ใช่เล่น  แต่ที่นี่เป็นสวนที่ยอดเยี่ยมมากๆ ไม่แปลกใจเลยที่ตำแหน่งของประติมากรรมที่นี่ จะจัดวางอย่างลงตัวอย่างยิ่ง ก็เป็นสวนเก่าแก่ของตระกูลเมดิ ซี่แห่งฟลอเร้นซ์ ที่มีสถาปนิก Bartolomeo Ammanati , นักภูมิสถาปัตย์ Giorgio Vasari (ที่โด่งดังในเรื่อง Inferno) และ ประติมากร Bernardo Buontalenti ทั้ง 3 เทพที่รังสรรค์งานศิลปอันงดงามบนผืนผ้าใบ 45,000 ตารางเมตร นี่ขึ้นมา ใครมาถึงฟลอเร้นซ์ อย่าพลาดเช่นกัน






                                  ออกจากสวนโบโบลิ  กลับไปยังปิอัสซ่าดูโอโม่อีก เพื่อเข้าหอพิธีเจิมน้ำมนต์ Florence Baptistery ...ตอนนี้แลงดอนเข้าไปเพื่อหาหน้ากากที่ซ่อนเอาไว้  เพื่อไขปริศนาต่อไป หอพิธีนี้ข้างนอกดูเฉยๆก็จริง แม้จะเป็นแปดเหลี่ยมก็ตาม ดูนิ่งๆ แต่มีประตูสุดอลังการโดยโลเรนโซ กีแบร์ตี  Lorenzo Ghiberti  และภายในงดงามอลังการด้วยโมเสคสีทอง  กระเบื้องทองคำที่ประดับประดาบนหลังคาแปดเหลี่ยมนั่น  ต้องไปดูด้วยตา  ให้บรรยายยังไงก็ไม่เหมือนจริงๆ






                              จบวันนี้ด้วยการแวะไปเยือน Dante กวีชาวฟลอเร้นซ์ หรือชาวอิตาลี่ เพราะดันเต้เค้ารักฟลอเร้นซ์มาก และภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นชาวฟลอเร้นซ์  ดันเต้ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในเรื่อง INFERNO ค่ะถ้าใครอ่านคงนึกตามได้  เราพามาเคารพรูปปั้นดันเต้ ที่ตั้งอยู่หน้า Santa Croce มหาวิหารสำคัญในฟลอเร้นซ์ที่เราชอบ  มหาวิหารนี้เป็นวิหารฟรานซิสกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างโดยนักบุญฟรานเชสโก้ อัสสิสินั่นเอง เป็นสถาปัตยกรรมนีโอ กอธิคด้านหน้าสีขาวสะอาดตา ด้านหลังยังคงเป็นกอธิคยุคโบราณ เป็นสถานที่ฝังศพคนสำคัญๆมากมาย เช่น กาลิเลโอ กาลิเลอี, ไมเคิล แอนเจโล , ลอเร็นโซ กิเบอร์ติ ประติมากร อีกหลายคน
                               มีทั้งนักวิทยาศาสตร์ และศิลปินสาขาต่างๆ  ชื่อดันเต้ก็ถูกฝังไว้ที่นี่เช่นกัน แต่น่าสงสารที่ดันเต้ ไม่มีวันได้กลับบ้านเพราะร่างจริงของเขาฝังอยู่ที่เมือง ราเวนนา Ravenna เรื่องราวของดันเต้เป็นดราม่าที่ทั้งยิ่งใหญ่และน่าสงสาร ปีหน้าเราจะไปราเวนนา เยี่ยมเขาให้ได้  วันนี้ตามรอยแดนบราวน์จบดื้อๆแบบนี้ละ ใครชอบศิลปะ ประวัติศาสตร์ผสานวิทยาศาสตร์ และสัญรูป สัญลักษณ์หามาอ่านกัน สนุกน่าติดตามมากๆ เดี๋ยวขอกลับไปอ่านรอบที่สี่อีกที เผื่อเจออะไรไปตามรอยได้อีก  แล้วจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่







Create Date : 06 ตุลาคม 2558
Last Update : 6 ตุลาคม 2558 10:51:14 น.
Counter : 444 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

somm_ZA
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]