คุณลุงขับแท๊กซี่

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งแท๊กซี่จาก "นนนทีรีสอร์ท" เพื่อกลับหอซึ่งอยู่แถวบางเขน


นั่งไปสักพักคุณลุงที่ขับแท๊กซี่ก็ชวนคุยว่า "ลุงเลี้ยงหมาทุกตัวตั้งแต่ถนนหน้า "นนนทีรีสอร์ท" ไปจนสุดถนนใหญ่ ประมาณร้อยกว่าตัว ถ้าวันไหนมีเงินหรืออาหารไม่พอ ก็ไปขอแบ่งข้าวสารจาก "นนนทีรีสอร์ท" เขาก็เต็มใจให้ คนที่นั่นนับถือลุงทุกคน ลุงไม่มีลูก เลยเลี้ยงหมาแทน"
เรารับฟังลุงด้วยรอยยิ้ม พร้อมตอบรับ "ค่ะ" ทุกครั้งที่ลุงพูดจบประโยค "คุณลุงเป็นดีมีเมตตาจัง" เราคิด
ลุงก็พูดต่อว่า "เนี๊ยะ ลุงขับรถเลี้ยงหมานะ เงินที่ได้จากหนู ลุงก็เอาไปซื้ออาหาร อย่างเช่นซี่โครงไก่ ให้มันกินวันละมื้อ"


สักพักคุณลุงก็ถามขึ้นว่า "หนูทานเนื้ออยู่ใช่ไหม"
เราก็ตอบไปว่า "ไม่ได้ทานค่ะ"
"แน่ใจนะ"
เราจึงถามซ้ำว่า "เนื้อนี่หมายถึงเนื้อวัว เนื้อควายใช่ไหมคะ" ลุงก็พยักหน้า
"ค่ะ ไม่ได้ทานจริงๆ ค่ะ" เราตอบ
ลุงก็พูดว่า "ลุงได้กลิ่นน่ะ...."


จากนั้นเราก็นั่งเงียบไปสักพักหนึ่ง แล้วเริ่มคุยกับลุงต่อว่า "ลุงขา ถ้าเกิดว่าเราทานเนื้อ จะทำให้กลิ่นตัวแรงเหรอคะ"
ลุงตอบว่า "ใช่แล้ว"
แล้วลุงก็พูดอีกว่า "หนูต้องงดทานหน่อไม้ทุกชนิดนะ เพราะหนูเลือดลมไม่ดี ลุงมองหน้าหนูก็รู้ อาหารทะเลก็ควรงด อย่าทาน"
เรานั่งฟังลุงด้วยความสนใจ เมื่อวานตอนเย็นเพิ่งไปทานอาหารทะเลมา สงสัยนี่คงเป็นเหตุผลที่ลุงได้กลิ่นบางอย่างจากเรา


"หนูควรทำบุญเยอะๆ นะ เพราะลุงไม่เห็นบุญในตัวหนูเลย"
เราตอบ "ค่ะ" ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
"แต่หนูโชคดีนะ ลุงไม่เห็นโรคร้ายในตัวหนู เบาหวานเดี๋ยวนี้เค้าถือว่าเป็นโรคร้ายแล้วนะ แต่ในตัวหนูไม่มี ที่มีคือความดัน"
เราตอบว่า "ค่ะ" พร้อมรอยยิ้ม รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อยนึง


แล้วลุงก็พูดต่อ "หนูส่งเงินไปให้แม่มั่งนะ อย่าโกรธลุงนะที่พูดแบบนี้"
เรารีบพยักหน้าทันที "ค่ะ หนูเข้าใจ ไม่โกรธหรอกค่ะ แต่หนูยังเรียนไม่จบเลย"
"หนูน่ะไม่ลำบากหรอก แต่ที่บ้านตอนนี้กำลังลำบาก"


พอได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ เป็นห่วงพ่อกับแม่ขึ้นมาทันที
เราเองก็ได้รับเงินจากทางบ้านทุกเดือนไม่เคยได้ขาด ฐานะทางบ้านใครๆ ที่ได้เห็น ต่างก็บอกว่าครอบครัวนี้สบาย ที่ดินก็มี...
แต่สิ่งที่เราไม่เคยนึกถึงเลย "คือความลำบาก" ที่พ่อกับแม่ต้องเผชิญ ในขณะที่เรามีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน


ความลำบากในที่นี้ (เราคิดว่า) หมายถึง การที่ท่านต้องทำงานไม่เคยได้หยุดพัก สร้างนู่นสร้างนี้ไว้ให้ลูก ทั้งๆ ที่อายุของท่านทั้งสองควรจะอยู่อย่างสุขสบายได้แล้ว แต่เพราะมีภาระที่ต้องส่งลูกสองคนเรียน ที่ถึงแม้เลยวัยเบญจเพศมาแล้วแต่ก็ยังให้ท่านพึ่งพาไม่ได้เลย


พอดีรถพามาส่งถึงหน้าหอพัก เรายื่นแบงค์ร้อยให้คุณลุงสองใบ พร้อมกับเศษยี่สิบตามราคามิเตอร์ และพูดว่า "ลุงขา ส่วนที่เหลือ หนูขอช่วยลุงเอาไปเลี้ยงหมานะ"
ลุงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกำชับอย่างหนักแน่นว่า "อย่าลืมนะ อย่าทานหน่อไม้กับอาหารทะเล"
เรายกมือไหว้ขอบคุณคุณลุงพร้อมรอยยิ้ม


เมื่อกลับเข้าห้องเรียบร้อย นึกย้อนคำสนทนากับคุณลุงเมื่อครู่นี้ ตั้งใจกับตนเองไว้ว่าจะไม่ทานหน่อไม้ รวมทั้งอาหารทะเลทุกชนิด
++เรียนให้จบไวๆ ที่ยังเคยตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเรียนต่อดีหรือเปล่า ตอนนี้ตัดสินใจได้แล้ว หางานทำเพื่อลดและแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่
++มีความเลื่มใสศรัทธาและทำบุญให้มากกว่านี้...


ขอบขอบพระคุณคุณลุงขับแท๊กซี่มากๆ นะคะ



เล่าต่อ....


จากนั้นเล่าให้แม่ซึ่งอยู่ต่างจังหวัดฟัง แม่บอกว่าอาจโดนหลอก พ่อก็บอกว่าเค้าก็แค่ชวนคุยฆ่าเวลาเท่านั้นเอง


อ้าว แย่แล้ว (ตู) เชื่อคนง่ายอีกแล้ว


เสร็จแล้วก็มานั่งคิด มีหลายๆ เหตุผลเข้ามาในหัว ทำให้เชื่อได้ว่า "เราอาจจะโดนหลอก"


เง้อ ... ช่างมันๆ ไม่ค้งไม่คิดมันแล้ว เหนื่อยสมอง 


แต่ก็ได้อุทาหรณ์เพิ่มมาข้อหนึ่ง คือ อย่าเพิ่งเชื่อคำพูดคนทันที ต้องคิดๆๆๆ หลายๆ ด้านก่อน แต่ก็อย่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไป






Free TextEditor


Free TextEditor




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551   
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 13:17:22 น.   
Counter : 141 Pageviews.  


Lee_shanad
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Lee_shanad's blog to your web]