คนไทยเสี่ยงเป็นหนี้ 'จนวาระสุดท้าย' ของชีวิต



เมื่อคนกลุ่มหนี้“เจนวาย”ก่อหนี้สูงถึง 2.13 ล้านล้านบาท อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้น และนับจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย...ในวัยเกษียณ

 

กลุ่มคนเจนวาย เป็นช่วงที่เกิดในปี ..2523-2538 หรืออายุประมาณ 22-35 ปี ซึ่งกลุ่มนี้เกิดมาในช่วงกระแสของการบริโภคนิยม มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟื่อย ไม่มีการวางแผนทางการเงิน และสามารถเข้าถึงช่องทางการเงินได้ง่าย..และสิ่งที่ตามมาคือ รายได้ไม่พอรายจ่าย จนทำให้สถานการณ์กลุ่มหนี้ในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตในอนาคต

ข้อมูลบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร พบว่า ในไตรมาส 1/2560 คนเจนวาย 5.24 ล้านคน มีหนี้รวมกันสูงถึง 2.13 ล้านล้านบาท พบประวัติผิดนัดชำระหนี้ 1.1 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุ 29 ปีพบว่ามีหนี้สินต่อคนอยู่ที่ 150,000 บาท ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย

ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ นายสุรพล โอภาสเสถียร บอกว่า สาเหตุที่ทำให้คนเจนวาย มีหนี้เร็ว และยอดหนี้สูง เพราะ ไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนไปตามการเติบโตของสังคมเมือง โดยเฉพาะพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเร่งพฤติกรรมการ ในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และช่องทางการเงินที่ง่ายที่สุดคือ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ที่แต่ละธนาคาร ต่างก็แข่งออกโปรโมชั่นมากมายเพื่อตอบสนองลูกค้าในยุคปัจจุบัน

ตัวเลขล่าสุดของแบงก์ชาติ พบว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงถึง 80% ของ จีดีพี ประเทศ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังพบว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ 1.อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ 2.มาตรการโครงการภาครัฐที่ผ่านมาไม่ว่าจะเรื่องรถ หรือบ้าน เป็นการกระตุ้นคนที่ไม่พร้อมให้ก่อหนี้ และ 3.การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ทำการตลาดเพื่อให้คนเข้าถึงง่าย และสะดวกมากขึ้นขณะเดียวกันการอนุมัติบัตรเครดิตใหม่ให้กับลูกค้าในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านใบ ในจำนวนนี้ มี 1ล้านใบหรือ 50% ออกให้คนเจนวาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการจับจ่ายใช้สอย

โดยตัวเลขหนี้สินต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2554 ประชาชนมีหนี้ต่อคนเฉลี่ย 70,000 บาท และในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท และยังพบว่าในระบบเครดิตบูโรมีลูกหนี้ค้างชำระหนี้ 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของประชากร 60 ล้านคน

ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ บอกว่า “คนอายุน้อยไม่ใช่ร้อยล้าน แต่คนอายุน้อยมีหนี้เป็นล้าน หรือคนอายุน้อยเริ่มเป็นหนี้เร็ว เป็นหนี้เสียเร็วภาพต่อไปคือ คนอายุ 55 ปี อีก 5 ปีเกษียณรายได้จะต้องหายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเขาควรจะมีหนี้ลดลง แต่กลับพบว่าหนี้ยังเยอะอยู่ดังนั้นชีวิตหลังเกษียณเรียกว่าถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีหนี้ ซึ่งเราไม่อยากเห็นภาพนั้น”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)ให้ข้อมูลว่า คนเจนวายเป็นวัยที่เติบโตมากับกระแสการบริโภคนิยมกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยขาดความระมัดระวัง ซึ่งส่วนใหญ่การก่อหนี้ของคนกลุ่มนี้นอกจากหนี้จากการบริโภค อุปโภคแล้ว ยังพบว่าความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟน ก็ทำให้การตัดสินใจเป็นหนี้เร็วและง่ายขึ้นด้วย

ดังนั้นคนเจนวาย จึงถือเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความรู้ในเรื่องวินัยทางการเงินมากที่สุดเพื่อเตรียมการเข้าสู่วัยเกษียณมิเช่นนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในวันชราที่ต้องแบกรับทั้งภาระหนี้สินและการดูแลตนเองหลังเกษียณจากงานประจำ

ถ้าวันนี้ไม่เริ่มแก้ไขอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเห็นในอนาคตคือ หนี้สินที่ตามไปถึงวัยเกษียณทำให้ภาวะ “แก่ไม่มีกิน” รุนแรงมากขึ้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 10:58:27 น.
Counter : 2 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'เนื้อสัตว์' มัจจุราชซ่อนรูป ยาปฏิชีวนะท่วม ยิ่งบริโภคอ่วม 'เชื้อดื้อยา'



ภัยสุขภาพซ่อนรูปที่แฝงมากับการบริโภคเนื้อสัตว์ กำลังทำให้มนุษย์ตกอยู่ในที่นั่งยากลำบาก

 

ข้อมูลบ่งชี้ว่าอีก 13 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2030 โลกอาจใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นถึง 120% จากปัจจุบัน นั่นหมายความว่าทั้งเราและสัตว์จะได้รับเชื้อดื้อยามากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว

แม้จะไม่มีหลักฐานทางสถิติว่าในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ปริมาณการสั่งซื้อและบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อเฉลิมฉลองวันหยุดยาวจะเป็นปริมาณเท่าใด หากแต่ ข้อมูลสถิติจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้ระบุถึงปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ยในปี 2015 โดยพบว่าทั่วโลกบริโภคเนื้อหมู 117,568 กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อไก่ 112,539 กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อวัว 67,452 กิโลกรัม ต่อคน/ปี และเนื้อแกะ 14,257 กิโลกรัม ต่อคน/ปี

สำหรับข้อมูลการบริโภคในประเทศไทย พบว่ามีการบริโภคเนื้อหมู 10.9 กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อไก่ 9.7กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อวัว 1.8 ต่อคน/ปี

ปริมาณยาปฏิชีวนะที่ถูกใช้และฉีดลงไปในกระบวนการผลิตเหล่านี้ว่ามหาศาลเพียงใด และนั่นย่อมส่งผลต่อลูกน้อย ต่อการดื้อยา ต่อโรคระบาดในสัตว์ และต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างไร

งานวิจัยเรื่อง Global trends in antimicrobial use in food animals หรือ แนวโน้มโลกเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ วิเคราะห์ว่า ในปี 2030 ทั่วทั้งโลกจะมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและป้องกันโรคในสัตว์จะเพิ่มขึ้น 67% และอาจถูกใช้มากเป็นสองเท่า หรือราวๆ 120% ในบราซิล รัสเซียอินเดีย จีน และแอฟริกาใต้

แล้วผลที่ตามมาคืออะไร?

เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดดังทั่วโลก นอกจากจะเคยมีข่าวว่าใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่สะอาดและหมดอายุแล้ว ยังมีอีกหลายครั้งที่ถูกระบุว่า ได้ใช้ยาปฏิชีวนะเลี้ยงสัตว์ และมีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาและกลายพันธุ์ของไวรัสตัวใหม่ๆ ในโลก

ในบทความของ ฟิโอนา ฮาร์วีล์ (Fiona Harvey) ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อมมือรางวัลของ The Guardianรายงานว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในเอเชียมีการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมาก นั่นทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อ และเป็นที่มาของเชื้อไข้หวัดนกที่รุนแรงขึ้น จากไข้หวัดนกสายพันธ์ H5N1 กลายมาเป็นH7N9 ซึ่งเก็บข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่ามีผู้เสียชีวิตจาก H7N9 มากกว่า H5N1 ถึง 84%

อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (U.S. Centers for Disease Control and Prevention: CDD) พบว่า ในแต่ละปีชาวอเมริกันว่า 2 ล้านคน อยู่ในภาวะดื้อยา และเสียชีวิตจากภาวะนั้นราว 2.3 หมื่นคน

อีกหนึ่งบทความที่ฉายภาพผลพวงจากการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากในขั้นตอนการเลี้ยงสัตว์ ก็คือบทความเรื่อง การป่วยไข้ด้วยไวรัสสายพันธ์ใหม่ๆ ในเด็กเล็ก โดย ซาช่า สแตชวิกค์ และ ลีน่าโบรก(Sasha Stashwick and Lena Brook) สองคอลัมนิสต์ ชี้ประเด็นว่า ท่ามกลางวิวาทะเรื่องการรักษาพยาบาลในการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินควร ซึ่งนำมาสู่การดื้อยาในคนและทวีความรุนแรกมากขึ้นเรื่อยๆนั้น เรายังรับยาปฏิชีวนะโดยอ้อมจากอาหารที่เรากินเข้าไปทุกวันด้วย

บทความนี้ยกกรณีตัวอย่างคุณแม่จำนวนหนึ่ง ที่ลูกๆ ของพวกเธอตกอยู่ในภาวะดื้อยา เป็นโรคเรื้อรัง นำมาซึ่งการรักษาที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากการรับยาปฏิชีวนะที่มาก และนำมาสู่การกลายพันธุ์ของแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่ทับซ้อนพะรุงพะรังก็คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปลูกพืชเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ด้วย

ดังที่ฮาร์วีล์อ้างอิงข้อมูลว่า เฉพาะพื้นที่ป่าปลูกถั่วเหลือง เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ของประเทศจีน ก็มากกว่าพื้นที่ป่าถั่วเหลืองของประเทศบราซิลถึงสามเท่า

ขณะที่มีการเรียกร้องให้อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ลดการใช้ยาปฏิชีวนะลง ข้อเท็จจริงของธุรกิจประเภทนี้มีว่า เจ้าของโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการลูกเกือบทั้งกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงกระทั่งหน้าร้านที่เปิดขาย นั่นทำให้พวกเขามีอำนาจในการต่อรองทั้งกระบวนการ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 7:22:34 น.
Counter : 0 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เศรษฐกิจซบ-กำลังซื้อหด กระทบยอดร้านทองร่วง10%



เศรษฐกิจซบยอดร้านขายทองร่วง 10% เหตุกำลังซื้อหายคนใช้เงินอย่างอื่นที่จำเป็น เอกชนหวังลงทุนรัฐโครงการใหญ่กระตุ้นใช้จ่ายครึ่งปีหลัง

 

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจร้านค้าทองคำปัจจุบันมียอดขายลดลงเฉลี่ยประมาณ 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลจากกำลังซื้อในประเทศที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้คนชะลอซื้อสินค้าที่มีมูลค่าแพง โดยคนส่วนใหญ่จะซื้อทองรูปพรรณเพื่อความสวยงาม ส่วนทองคำแท่งซื้อไว้เก็บเพื่อการออม เก็งกำไรระยะสั้น ลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ จากการที่กำลังซื้อชะลอตัว หรือบางภาคส่วน เช่น กลุ่มเกษตรกรมีรายได้จากราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นำเงินส่วนที่เป็นเงินออมไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแทนการซื้อทองคำ ส่วนธุรกิจร้านทองจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจดีร้านทองก็ขายดี แต่หากชะลอตัวการลงทุนทองคำก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในการลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ จะช่วยเศรษฐกิจไทยดีขึ้นในครึ่งปีหลังนี้

สำหรับราคาทองคำในปัจจุบันอยู่ที่ 1,280 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ คาดมีแนวโน้มจะปรับราคาเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากจิตวิทยาต่อความกังวลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดของเกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่เป็นผลทางจิตวิทยาระยะสั้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 19:40:47 น.
Counter : 2 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

วิวัฒนาการม็อบการเมือง สู่ล็อก 3 ชั้น ตีกรอบการชุมนุม



หลังจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินยกฟ้องคดีจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

 

ไม่เพียงแค่ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล... พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล... สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช..จำเลยทั้ง 4 คน พ้นมลทินแล้ว

ผลจากคำพิพากษาครั้งนี้ยังส่งผลต่อทิศทางการชุมนุม หรือม็อบการเมืองในอนาคตอย่างมีนัยยะสำคัญ

คำพิพากษาระบุถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 .. 2551 ว่า การที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมประตูเข้าออกทุกด้านของอาคารรัฐสภาถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบสันติตามที่แกนนำได้ประกาศไว้

เนื่องจากตามทางนำสืบของเจ้าหน้าที่พบว่าภายหลังเกิดเหตุ ในพื้นที่พบระเบิดปิงปองและตามรายงานตามทางข่าวพบว่าผู้ชุมนุมพกอาวุธ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้โล่ผลักดัน ผู้ชุมนุมได้ใช้หนังสติกยิงลูกเหล็กหัวน็อต ลูกแก้ว รวมทั้งขว้างปาไม้ ขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

การปิดล้อมอาคารรัฐสภาก็นำรั้วลวดหนามที่คล้ายกับที่ใช้ในทางการทหารและแผงกั้นเหล็กมาวางไว้ที่กลางถนน อีกทั้งยังนำยางรถยนต์ขวางทางดังกล่าว และราดน้ำมันไว้บนพื้นผิวจราจรด้วย

การชุมชุมนั้นจึงไม่ได้เป็นการที่ชุมนุมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ไม่ต่างจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 9 .. 2551 ที่แม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และมีลำดับขั้นตอน

แต่ศาลระบุด้วยว่า การปิดล้อมประตูทางเข้าทุกด้านของรัฐสภา เพื่อมิให้ .. และ .. เข้าและออกรัฐสภาได้ โดยใช้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดน้ำมันขวางกั้นถนนไว้ การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ จนไม่กล้าเข้าและออกจากรัฐสภา อันเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพผู้อื่น

การชุมนุมดังกล่าวจึงมิใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับ 2550)

แน่นอนว่านี่อาจยังไม่ใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดเสียงทั้งหมด เพราะขั้นตอนหลังจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ยังเปิดช่องให้ทางคู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ใน 30 วัน และเวลานี้ กลุ่ม พธม. ก็เริ่มกดดันไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) ให้พิจารณาอุทธรณ์คดีเพื่อทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจน

แต่ลำพังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ออกมาครั้งนี้ ย่อมจะสะกดไม่ให้มีการชุมนุมในรูปแบบเช่นเดิมอีกต่อไป

เมื่อคำพิพากษานี้อาจมีผลต่อไปถึงการต่อสู้ทางคดีอื่นๆ ทั้ง ทางอาญา และ ทางแพ่ง และไม่ใช่เพียงแค่ของกลุ่ม พธม. แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มอื่นๆ อีกด้วย

ทำให้ “ม็อบมีเส้น” ตามฉายาที่ พล... โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงในเวลานี้

นี่จึงเป็น “ล็อกตัวแรก” ที่จะสะกดให้การชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นได้ยากนับจากนี้ต่อไป

แถมยังมี “ล็อกตัวที่สอง” นั่นก็คือ ...การชุมนุมสาธารณะ 2558 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 158 เสียงเห็นชอบในวาระ 3 และมีผลบังคับใช้ในเวลาต่อมา

กฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าออกมาดักทางการชุมนุมด้วยรูปแบบเดิมๆ จนยากจะขยับตัว หรือสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดความเห็นได้อย่างมีพลังอีกต่อไป

เริ่มตั้งแต่ “ทำเลทอง” หรือจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมในอดีตล้วนแต่ถูกขึ้นบัญชีห้ามชุมนุม ทั้งรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และ ศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล) เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่นั้น

รวมทั้งจะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้แก่ 1. สถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ 2. ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ 3. โรงพยาบาล สถานศึกษาและศาสนสถาน 4. สภานทูตหรือสถานกงศุลของรัฐต่างประเทศ หรือสถานที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ 5. สถานที่อื่นตามกฎหมายกำหนด

ยังไม่รวมกับขั้นตอนที่มีระเบียบแบบแผนชัดเจนมากขึ้น ทั้งต้องแจ้งความประสงค์ก่อนการชุมนุมอย่างน้อย 24 ชม. โดยระบุ วัน เวลา สถานที่ และขออนุญาตใช้สถานที่ และเครื่องขยายเสียง

ผู้จัดการชุมนุมจะต้องรับผิดชอบการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ปิดบังหรืออำพรางตนเอง ไม่บุกรุกหรือทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย ทรัพย์สิน เสรีภาพ

ที่สำคัญ การเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนจะทำได้ก็ต่อเมื่อแจ้งต่อหัวหน้าสถานีตำรวจซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบดูแลการชุมนุมนั้น

ทั้งหมดหากฝ่าฝืนมีทั้งโทษจำคุกและปรับ

จนมาถึง “ล็อกที่สาม” คือ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ที่ใดๆ ที่มีจํานวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

แม้จะเป็นคำสั่งที่คาดว่าจะปลดล็อกในเร็วๆ นี้เพื่อสร้างบรรยากาศเตรียมความพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ทั้งหลายทั้งปวง ย่อมไม่อาจสกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครอง ตามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนจะทำให้รูปแบบการชุมนุมในอนาคตตต้องเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตที่ผ่านมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

วิวัฒนาการม็อบจาก พธม. – นปช. – กปปส.

หากไล่เรียงย้อนไปดูรูปแบบการชุมนุมเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาจะพบว่า รูปแบบการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ล้วนแต่มี “พลวัต” ที่สอดรับไปกับสถานการณ์และบริบทในขณะนั้น

พร้อมด้วย ลูกเล่น สีสัน ที่ทางแกนนำหยิบยกมาชักจูง หล่อเลี้ยงมวลชน ให้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงและเหนียวแน่น

พธม. ต้นแบบ ม็อบดาวกระจาย ล้อมทำเนียบ-ปิดสนามบิน

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 .. 2551ที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ภายใต้การนำของ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเว็บไซต์ ที่ประกาศตัวนำมวลชนขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกมองว่าเป็นนอมินีของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มมาตรการกดดันหนักขึ้นด้วยการเคลื่อนขบวนภายใต้ยุทธการสงคราม 9 ทัพ ฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 มิ.. ต่อด้วย ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล26 .. ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้พื้นที่ทำเนียบสำหรับทำงานได้จนถึงรัฐบาล สมชาย

การชุมนุมยืดเยื้อปักหลักข้ามวันข้ามคืนมาร่วมเดือนด้วยรูปแบบกิจกรรมความบันเทิงสลับปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล จนเกิดวลี “อาหารดี ดนตรีไพเราะ”

พร้อมเคลื่อนไหวด้วยยุทธการดาวกระจายพามวลชนเคลื่อนขบวนไปจุดต่างๆ ทั้ง กระทรวงมหาดไทยสำนักงานอัยการสูงสุด สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ

ก่อนทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ แม้จะเพิ่มแรงกดดันแต่ก็ไม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอีก 2 พรรค อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อวันที่ 2 .. วันรุ่งขึ้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศยุติการชุมนุมรวมเวลาทั้งสิ้น 190 วัน

นปช. ม็อบเลือด กับ วาทกรรม ไพร่-อำมาตย์

แนวรวมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มต้นชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 12 มี.. 2553 ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ภายใต้การนำของ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ เพื่อขับไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และต่อต้านเผด็จการ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันเจาะเลือดเพื่อนำไปเทยังสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ บ้านพักนายอภิสิทธิ์ ด้วยแนวคิดใช้เลือดเป็นสัญลักษณ์ในการสละเลือดเพื่อชาติ

กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มกดดันรัฐบาลมากขึ้นด้วยการไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์อันเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ในวันที่ 27 มี.. พร้อมกับการเคลื่อนไหวเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคม

จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.. ที่ถนนดินสอ ช่วงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนตะนาว ช่วงแยกคอกวัว จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก กลุ่มผู้ชุมนุมนำศพผู้เสียชีวิตแห่ขบวนไปยังจุดต่างๆ

9 เม.. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม เพื่อเรียกร้องให้ยุติการระงับการเผยแพร่สัญญาณการออกอากาศของดี-สเตชัน ต่อมา 29 เม.. พายัพ ปั้นเกตุ แกนนำ นปช. ระบุว่า ในโรงพยาบาลจุฬาฯ มีกำลังทหาร หากไม่ถอนกำลังทหารออกไปให้หมดภายในคืนนี้ จะนำสื่อมวลชนและกลุ่มคนเสื้อแดงไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล จนแกนนำคนอื่นต้องออกมาขอโทษ

ท่ามกลางเสียงระเบิดที่หนักขึ้นเรื่อยๆ และปริศนาเรื่องชายชุดดำที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป สุดท้าย หลังรัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุม 19 .. แกนนำเข้ามอบตัวและยุติการชุมนุม รวมระยะเวลาการชุมนุม 65วัน

ตามมาด้วยเหตุการณ์เผาอาคาร และสถานที่ราชการ ทั้งเซ็นทรัลเวิร์ล และศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง

กปปส. ม็อบนกหวีดชัตดาวน์กรุงเทพ

ฟางเส้นสุดท้ายจากการผลักดัน ...นิรโทษกรรม ทำให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ นำคณะ ..ประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งลาออกมาเคลื่อนไหว ชุมนุมในนาม กปปส. ต่อสู้ข้างถนนหลังไม่อาจใช้เสียงในฐานะฝ่ายค้านทัดทานความพยายามการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ได้สำเร็จ

การชุมนุมครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อวันที่ 31 .. 2556 ที่สถานีรถไฟสามเสน ก่อนขยับมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 4 .. ก่อนผุดเวทีตามที่ต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มแรงกดดัน

รูปแบบการเคลื่อนไหวเน้นไปที่การเดินขบวนไปจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อระดมมวลชนให้ออกมาคัดค้านร่าง ...นิรโทษกรรม ก่อนยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นอกจากจะใช้วิธีเน้นการระดมมวลมหาประชาชนออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมากแล้ว ยังใช้รูปแบบการเดินขบวนไปยังสถานที่ราชการให้ข้าราชการออกมาเคลื่อนไหว

จนพัฒนาเป็นการปิดกรุงเทพฯ พร้อมกันในหลายจุด แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศกมนตรี แยกศาลาแดง ห้าแยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แจ้งวัฒนะ ท่ีไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ก่อนขยับมาทีสวนลุมพินีและสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนเกิดการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 .. 2557 ปิดฉากการชุมนุมอันยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 203 วัน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 14:24:05 น.
Counter : 3 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ทาสอเมริกา-ทาสไทย โดยผักกาดหอม



ดูๆ ไปความขัดแย้งในประเทศไทยเทียบไม่ได้เลยกับความขัดแย้งที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา

 

แม้ความขัดแย้งในไทยจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชน กลุ่มใหญ่ แต่ต้นสายปลายเหตุไม่ใช่ปัญหาที่หยั่งรากลึก จนแก้ไขอะไรไม่ได้ จลาจลที่เวอร์จิเนียเกิดจากกลุ่มผิวขาวชาตินิยมขวาจัด เดินขบวนต่อต้านการถอนอนุสาวรีย์พลเอกโรเบิร์ต อี ลี ผู้บัญชาการฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา อนุสาวรีย์พลเอกโรเบิร์ต อี ลี คือชนวนความขัดแย้ง เพราะช่วงสงครามกลางเมือง นายพลลีสนับสนุนให้มีทาสต่อไป

นั่นหมายความว่า ลึกๆ แล้วสังคมอเมริกันในปัจจุบันยังมีการแบ่งชนชั้นระหว่างคนขาวกับคนดำอยู่อย่างกว้างขวาง และดูเหมือนความเกลียดชังจะปะทุขึ้นอีกรอบจากนโยบายกีดกันเชื้อชาติ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นเอง

หลังสงครามระหว่างเม็กซิโกและอเมริกา เพื่อแย่งชิงรัฐเทกซัส ในช่วง ..1846-1848 จบลงด้วยชัยชนะของสหรัฐอเมริกา

"ลี" มีส่วนสำคัญในการรบครั้งนั้น ลีได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พันเอกโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ลี ซึ่งเป็นยศที่สูงสุดของลีในสหรัฐอเมริกา

เพราะเมื่อสหพันธรัฐอเมริกา หรืออเมริกาใต้ ได้ประกาศแยกตัวออกป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากฝ่ายใต้ไม่ยอมรับนโยบายเลิกทาสของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ของฝ่ายเหนือ การแยกตัวของฝ่ายใต้ เป็นเหตุนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกา

1 ในรัฐทั้ง 1 รัฐของฝ่ายใต้ ก็คือรัฐเวอร์จิเนีย บ้านเกิดของผู้พันลี ทำให้ลีได้ตัดสินใจสละหน้าที่การงานในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด เพื่อกลับมารับใช้บ้านเกิดที่เวอร์จิเนีย หลังจากเขาเข้าร่วมกับสมาพันธรัฐอเมริกา ลีก็ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายใต้ให้เป็น พลเอกโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ลี

การถอนอนุสาวรีย์นายพลี จึงกลายเป็นการจุดชนวนก่อจลาจล!

นั่นคือด้านความเชื่อ ชั้นชน และสีผิวในอเมริกา

กลุ่ม White nationalist ซึ่งมีหลายกลุ่มในอเมริกา กระจายอยู่ในแทบทุกรัฐ ยังคงมีความเชื่อในเรื่องการรักษาชาติพันธุ์ผิวขาวที่บริสุทธิ์เอาไว้

จึงไม่แปลกที่การเดินขบวนในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย มีผู้ชุมนุมบางคนถือธงนาซีแสดงเป็นสัญลักษณ์ด้วย ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า “เป็นการแสดงออกด้านความเกลียดชังอย่างน่าเลวร้าย ความโง่เขลา และความรุนแรงในหลายด้านที่ได้แสดงออกมา” แต่สายไปเสียแล้ว เพราะทรัมป์นั่นเองที่รณรงค์นโยบายกีดกันสีผิว

เทียบกับประเทศไทย ไม่ต่างจากนายทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้นโยบายทางการเมืองกีดกันประชาชนที่ไม่เลือกพรรคไทยรักไทย

หนำซ้ำบรรดาสมุนน้อยใหญ่ใช้วาทกรรมว่าด้วยเรื่องทาส มาสร้างความแตกแยกในสังคม จากกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ

ที่อเมริกาความขัดแย้งเรื่องสีผิวคือเรื่องจริงที่สืบย้อนไปถึงยุคค้าทาส หยั่งรากลึกจนยากจะสลัดพ้นไปจากสังคมอเมริกัน

ในประเทศไทย ครั้งหนึ่งการหมอบคลานถูกมองเป็นเรื่องทาสกับนายทาส

แต่วันนี้หมอบคลานเป็นเพียงประเพณีแสดงความเคารพ ที่ไม่มีบริบทของคำว่าทาสมาเจือปน กระนั้นก็ตาม กลับมีความพยายามหยิบประเด็นทาสขึ้นมาเพื่อปลุกให้เกิดความเกลียดชังทางชนชั้น

จะเห็นว่าต้นตอของปัญหาระหว่างสังคมไทยกับอเมริกันแตกต่างกัน

ความขัดแย้งในไทยไม่ได้หยั่งรากลึกอย่างสังคมอเมริกัน เป็นแค่ความโลภของนักการเมืองที่ใช้ผลประโยชน์หลอกล่อให้ประชาชนเพื่อตัวเองจะได้ผลประโยชน์ก้อนโตกว่า

หากหมดนักการเมืองเลวๆ ความขัดแย้งในสังคมจะเบาบางลง

แต่ก็อยู่ที่ประชาชนว่ารู้เท่าทันนักการเมืองหรือไม่

ฉะนั้นหากมองความขัดแย้งที่มีอยู่ทั่วโลก ปัญหาในไทยเปรียบได้แค่วงจรชีวิตยุงเท่านั้น.


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 9:55:03 น.
Counter : 2 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.