ปัญญา จริยธรรม นำการพัฒนา
 

สรุป วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้น (รศ.ดร.สมศักดิ์ เพียบพร้อม)

สรุป วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้น (รศ.ดร.สมศักดิ์ เพียบพร้อม)
บทที่1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์
-เศรษฐศาสตร์ หมายถึง วิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในการจัดสรรทรัพยากร หรือเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่จำกัด
-ทรัพยากรปัจจัยการผลิต คือ ปัจจัยที่ใช้สำหรับผลิตสินค้าและบริการแบ่งออกได้เป็น
1.ที่ดิน –ผลตอบแทน ค่าเช่า
2.แรงงาน- ผลตอบแทน เงินเดือน,ค่าจ้าง
3.ทุน- ผลตอบแทน ดอกเบี้ย
4.การประกอบการ- ผลตอบแทน กำไร
-สินค้า หมายถึง สิ่งที่ผลิตขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จับต้องได้
-บริการ หมายถึง สิ่งที่สนองความต้องการของมนุษย์ที่จับต้องไม่ได้
-สินค้าเศรษฐกิจ หมายถึง สินค้าที่มีต้นทุน มีราคา และมีจำนวนจำกัดเมื่อผลิตแล้วต้องมีต้นทุนค่าเสียโอกาส แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ
1.สินค้าเอกชน-สินค้าที่ใช้ส่วนตัวเฉพาะบุคคล มีราคา เช่น เสื้อผ้า บ้าน รถยนต์
2.สินค้าสาธารณะ – สินค้าที่มีต้นทุนและร่วมกันใช้หลายคน เช่น รถโดยสาร โรงพยาบาล
-สินค้าได้เปล่า – สินค้าที่ไม่มีต้นทุน จึงไม่มีราคา ไม่มีค่าเสียโอกาส มักเป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น ทะเล อากาศ
-เส้นเป็นไปได้ในการผลิต คือ เส้นที่แสดงถึงส่วนประกอบของสินค้า 2 ชนิดที่สามารถผลิตได้จากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มที่
-ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ทุกระบบต้องเกิดได้แก่
1.ปัญหาว่าจะผลิตอะไร
2.ปัญหาว่าจะผลิตอย่างไร
3.ปัญหาว่าจะผลิตเพื่อใคร
-ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย
1.หน่วยครัวเรือน – ทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคและเจ้าของปัจจัยการผลิต(แรงงาน,ที่ดิน,ทุน)
2.หน่วยธุรกิจ – ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ มีเป้าหมายที่จะแสวงหากำไรสูงสุดจากการผลิตสินค้า
3.หน่วยรัฐบาล – ทำหน้าที่ปกครองประเทศ ดำเนินกิจการต่างๆให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต
-รูปแบบของระบบเศรษฐกิจ แบ่งออกได้เป็น 3 แบบคือ
1.ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือเสรีนิยม หรือระบบตลาด
1.1เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
1.2เอกชนมีเสรีภาพในการตัดสินใจ รัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง
1.3การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ใช้ระบบตลาดหรือกลไกราคา ในการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าอะไร ผลิตอย่างไรและจำแนกแจกจ่ายให้กับใคร
1.4เป็นการมุ่งเน้นกำไรสูงสุด เกิดความไม่เท่าเทียมกันหรือความไม่เสมอภาคในการกระจายรายได้
2.ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
2.1รัฐบาลมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและเป็นผู้ครอบครองปัจจัยการผลิต
2.2เอกชนไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจ
2.3รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่าควรผลิตอะไร ปริมาณเท่าไร ผลิตอย่างไรและจำแนกแจกจ่ายให้ใคร
2.4มีความเสมอภาคในการกระจายรายได้ แต่การจัดสรรทรัพยากรอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
3ระบบเศรษฐกิจแบบผสม-ทุนนิยม + สังคมนิยม
3.1เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและมีเสรีภาพในการผลิต
3.2รัฐบาลเข้ามาดำเนินการกิจการที่มีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม
3.3ใช้กลไกราคาและการวางแผนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาตามความเหมาะสม
-เศรษฐศาสตร์จุลภาค หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหน่วยย่อยๆ เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค ผู้ผลิต เป็นการศึกษาดุลยภาพเฉพาะส่วน ไม่คำนึงถึงตลาดอื่นๆ ที่มิได้พิจารณา จึงมักสมมุติให้ปัจจัยอื่นๆคงที่
-เศรษฐศาสตร์มหภาค หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมทั้งระบบ เช่น การศึกษารายได้ประชาชาติ จะพิจารณาดุลยภาพของตลาดต่างๆพร้อมกัน ซึ่งแต่ละตลาดมีความเกี่ยวข้องกัน เป็นการมองภาพรวมทั้งระบบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะกระทบไปทั้งระบบ
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑














บทที่ 2 เครื่องชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
1เป้าหมายเศรษฐกิจมหภาคที่แต่ละประเทศมักจะประสบได้แก่
1.การจ้างงานเต็มที่ หมายถึง ภาวะที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเต็มที่ แต่ยังมีการว่างงานชั่วคราวหรือการว่างงานตามฤดูกาล (ไม่ถือว่าเป็นปัญหาเศรษฐกิจ)
2ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ความมีเสถียรภาพทางด้านราคา อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนและดุลการชำระเงิน
1.เครื่องวัดสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ได้แก่
1.1 อัตราการ่างงาน
1.2อัตราเงินเฟ้อและดัชนีราคา
1.3อัตราดอกเบี้ย
-อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คือ อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน ลบ อัตราเงินเฟ้อที่คาดคะเน
-อัตราเงินเฟ้อมาก / อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะลดลง
-อัตราเงินเฟ้อมากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ทำให้ผู้กู้ได้รับผลประโยชน์
1.4 ตัวเลขรายได้รวมหรือผลิตภัณฑ์มวลรวม ใช้ชี้วัดความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
2.ตัวเลขรายได้ประชาชาติมีความสำคัญ คือ
2.1ใช้วัดระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
2.2เป็นเครื่องชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบหรือเศรษฐกิจมหภาค ทั้งทางด้านการผลิต รายได้รวมและรายจ่ายรวม
2.3สามารถใช้วิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบเพื่อใช้ในการวางแผนทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและภาครัฐบาล
2.4ใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
3.กรณีสมมุติให้ระบบเศรษฐกิจแบบปิดไม่มีภาครัฐบาล หน่วยเศรษฐกิจประกอบด้วย ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ มีปัจจัยการผลิต, สินค้าและบริการ –เป็นส่วนอัดฉีด มีรายได้, ผลตอบแทนปัจจัยการผลิต และค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการ – เป็นส่วนรั่วไหลในระบบ
4.กรณีสมมุติให้ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบปิดมีภาครัฐบาล หน่วยเศรษฐกิจประกอบด้วย ภาคครัวเรือน, ภาคธุรกิจ, ภาครัฐบาล
-ส่วนอัดฉีด –การลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งมีส่วนทำให้รายได้ไหลเข้ามาในระบบ
-ตัวรั่วไหล – การออมและการเก็บภาษี ซึ่งทำให้รายได้ไหลออกจากกระแสการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ
5.กรณีสมมุติให้ระบบเศรษฐกิจเป็นระบบเปิด ประกอบด้วย ภาคครัวเรือน, ภาคธุรกิจ, ภาครัฐบาล และภาคต่างประเทศ
-ตัวอัดฉีด – การลงทุน การใช้จ่ายของรัฐบาล และการส่งออก
-ตัวรั่วไหล – การออม การเก็บภาษี และการนำเข้า
6.วิธีคำนวณรายได้ประชาชาติ สามารถคำนวณได้ 3 วิธี ได้แก่
6.1วิธีคำนวณทางด้านผลผลิต
6.2วิธีคำนวณทางด้านรายได้
6.3วิธีคำนวณทางด้านรายจ่าย
7.ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น( GDP )หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายเบื้องต้นในราคาตลาดที่ผลิตขึ้นมาภายในอาณาเขตของประเทศในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น 1 ปี
-ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น( GNP )หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายเบื้องต้นในราคาตลาดที่ผลิตขึ้นใหม่ด้วยปัจจัยการผลิตของประเทศนั้นในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น 1 ปี
GNP จะเน้นที่เชื้อชาติ โดยไม่คำนึงว่าการผลิตนั้นจะเกิดขึ้นภายในประเทศหรือต่างประเทศ GDP จะเน้นอาณาเขตภายในประเทศเป็นหลัก คิดเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นภายในประเทศเท่านั้น
8.ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ ( NNP ) หมายถึงมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายสุทธิในราคาตลาดที่ผลิตขึ้นใหม่ภายในอาณาเขตของประเทศไทย ในระยะเวลา 1 ปี
รายได้ประชาชาติ ( NI ) หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายสุทธิในราคาตลาดที่ผลิตขึ้นใหม่ด้วยปัจจัยการผลิตในประเทศนั้นในระยะเวลา 1 ปี
NNP ต่างกับ NI ตรงที่ ราคาปัจจัยการผลิตหรือราคาทุนกับราคาตลาด
ราคาทุน หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้เจ้าของปัจจัยการผลิต ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ประชาชาติ แต่ราคาตลาดจะประกอบด้วย ราคาปัจจัยการผลิต หรือราคาต้นทุน กับภาษีทางอ้อม
9.ในการใช้ตัวเลขรายได้ประชาชาติมีข้อจำกัด ได้แก่
9.1ตัวเลขรายได้ประชาชาติไม่สามารถนับรวมมูลค่าของผลผลิตหรือสินค้าและบริการที่ไม่ได้ซื้อขายผ่านการตลาด
9.2ตัวเลขประชาชาติไม่สามารถแสดงถึงคุณภาพชีวิต สวัสดิการหรือความเป็นอยู่ของประชาชน
9.3ตัวเลขรายได้ประชาชาติใม่แสดงถึง การกระจายรายได้เนื่องจากเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ
9.4ไม่สามารถใช้วัดประสิทธิภาพในการผลิต หรือการใช้ประโยชน์จากการใช้ปัจจัยการผลิต ในการผลิตสินค้าและบริการ
9.5ไม่สามารถวัดคุณภาพของผลผลิต
9.6ไม่ได้วัดถึงผลเสียที่เกิดจากสภาวะแวดล้อมหรือต้นทุนทางสังคม๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒


บทที่3 ปัจจัยที่กำหนดรายได้ประชาชาติ / องค์ประกอบของรายจ่ายรวม
1.ปัจจัยที่กำหนดรายได้ประชาชาติหรือองค์ประกอบของรายจ่ายรวม ประกอบด้วย
1.1รายจ่ายในการบริโภค( C )
1.2รายจ่ายในการลงทุน( I )
1.3รายจ่ายของภาครัฐบาล( G )
1.4รายจ่ายของภาคต่างประเทศหรือมูลค่าการส่งออกสุทธิ( X-M )
รายได้ประชาชาติหรือรายจ่ายรวม( GDP)=C+I+G+[X-M]
2.ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายในการบริโภคและการออมได้แก่
2.1รายได้ประชาชาติ (เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ถ้ามีมากการบริโภคจะมากตาม ล ถ้ามีน้อย การบริโภคก็จะมีน้อยตาม
2.2การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี
2.3สินทรัพย์ของผู้บริโภค
2.4สินค้าคงทนที่ผู้บริโภคมีอยู่แล้ว
2.5อัตราดอกเบี้ยและสินเชื่อเพื่อการบริโภค
2.6การคาดคะเนของผู้บริโภค
2.7ระดับราคาสินค้า
2.8ค่านิยมทางสังคม
2.9อัตราการเพิ่มของประชากรและโครงสร้างอายุของประชากร
3.สมการการบริโภค คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภค กับรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ซึ่งการบริโภคและรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง จะแปรผันไปในทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามการบริโภคบางส่วนจะเป็นอิสระจากรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง คือ ตามปกติถึงแม้ว่าไม่มีรายได้ที่ใช้จ่ายจริงก็ยังต้องมีการบริโภค
สมการการออม คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง และการออม
4.การเปลี่ยนแปลงการบริโภคและการออม มีผลต่อรายได้ระดับประชาชาติดังนี้
4.1ถ้าการบริโภครวมเพิ่ม รายได้ประชาชาติจะเพิ่ม
ถ้าการบริโภครวมลด รายได้ประชาชาติจะลดลง
4.2ถ้าการออมรวมเพิ่ม รายได้ประชาชาติจะลดลง
ถ้าการออมลดลง รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้น
5.ปัจจัยที่กำหนดการลงทุน ได้แก่
5.1ระดับรายได้ประชาชาติและการเปลี่ยนแปลงรายได้ประชาชาติ (เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด)
5.2กำไรที่คาดว่าจะได้รับ
5.3การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
5.4อัตราดอกเบี้ย
5.5นโยบายของรัฐบาล ความมีเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ
6.ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการลงทุน หมายถึง ค่าที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนหรือการใช้จ่ายในการลงทุน กับรายได้ประชาชาติ ว่าการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ เมื่อรายได้ประชาชาติเปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย
ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการลงทุน หมายถึง ค่าที่แสดงสัดส่วนของการลงทุน หรือการใช้จ่ายในการลงทุน กับรายได้ประชาชาติ
7.การเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายในการลงทุนมีผลกับรายได้ประชาชาติดังนี้
-การใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้น รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นด้วย
-การใช้จ่ายในการลงทุนลดลง รายได้ประชาชาติจะลดลงด้วย
8.การเปลี่ยนแปลงรายจ่ายของรัฐบาล และการเก็บภาษีของรัฐบาล มีผลต่อรายได้ประชาชาติดังนี้
-รายจ่ายรัฐบาลเพิ่ม จะกระตุ้นให้รายได้ประชาชาติเพิ่ม
รายจ่ายของรัฐบาลลดลง รายได้ประชาชาติก็จะลดลง
-ถ้ามีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายในการบริโภคลดลง รายได้ประชาชาตจะลดลงตาม
ถ้าลดการเก็บภาษี การใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้น รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น
9.ปัจจัยที่กำหนดการส่งออก ได้แก่
1ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการภายในประเทศ – มากเกินความต้องการจะส่งออก
2ความต้องการสินค้าและบริการของตลาดต่างประเทศ – มีมากก็จะส่งออกมาก
3ราคาสินค้าและบริการที่ส่งออก – ราคาต่ำกว่าสินค้าต่างประเทศ-ส่งออกมาก
4อัตราเงินเฟ้อ – ถ้าสูง อัตราการส่งออกจะลดลง
5อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ – เงินบาทแข็ง ส่งออกลดลง
6นโยบายการค้าของต่างประเทศ – กีดกันมาก การส่งออกจะน้อย
7นโยบายส่งเสริมการส่งออกของรัฐบาล – ส่งเสริมมาก การส่งออกมากตาม
ปัจจัยที่กำหนดการนำเข้า ได้แก่
1.รายได้ประชาชาติ(สำคัญที่สุด) – ถ้ามาก การนำเข้ามากตาม
2.นโยบายของรัฐบาล – ไม่ส่งเสริมนำเข้า การนำเข้าน้อย
3.อัตราเงินเฟ้อ – เงินเฟ้อมาก นำเข้ามาก
4.อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ – ค่าเงินบาทแข็ง นำเข้าสูงขึ้น
๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓๓




บทที่5 การเงินและนโยบายการเงิน
1.หน้าที่และความสำคัญของเงิน ได้แก่
1.เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน(สำคัญที่สุด)
-เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
-เก็บไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมสภาพ
-ยากตอการปลอมแปลง
-แบ่งเป็นหน่วยย่อยได้
-ขนาดกะทัดรัดพกติดตัวได้ง่าย
2.เป็นหน่วยในการวัดมูลค่าของสินค้าและบริการ
3.เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้
4.เป็นเครื่องสะสมมูลค่าไว้ใช้ในอนาคตได้
2.บทบาทหน้าที่ที่สำคัญของธนาคารกลางได้แก่
-รักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยใช้นโยบายทางการเงิน
–เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน ทำธุรกรรมทางการเงินให้ธนาคารพาณิชย์
-เป็นนายธนาคารของรัฐบาล
-จัดพิมพ์และออกธนบัตร
-บริหารและดำเนินกิจการการเงินระหว่างประเทศ สำรองเงิน, รักษาระดับอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา
3.ธนาคารกลางแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ ดังนี้
-ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดอัตราการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรองตามกฎหมายเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบให้เหมาะสม โดย –ถ้าอัตราเงินสำรองสูง เงินในระบบจะลดลง
- ถ้าอัตราเงินสำรองลดลง เงินในระบบจะสูงขึ้น
4.อัตราเงินสำรองตามกฎหมาย คือ อัตราเงินที่ธนาคารกลางกำหนดไว้สำหรับธนาคารพาณิชย์สำรองเงินฝากไว้ไม่น้อยกว่าที่กำหนด เพื่อให้มีสภาพคล่องในกรณีที่ผู้ฝากมาถอนเงิน
5.อุปสงค์ต่อเงิน หมายถึง ปริมาณความต้องการถือเงินของระบบเศรษฐกิจในขณะใดขณะหนึ่ง
อุปทานของเงิน หมายถึง ปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจในขณะใดขณะหนึ่ง ม่มีความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ย
ดุลยภาพของตลาดเงิน จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ อุปสงค์ของตลาดเงิน เท่ากับ อุปทานของเงิน
6.นโยบายการเงิน หมายถึง นโยบายของธนาคารกลางในการควบคุมปริมาณงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ หรือบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ มี 2 ประเภท คือ
1.นโยบายการเงินแบบขยายตัว หรือคล่องตัว
2.นโยบายการเงินแบบหดตัง หรือแบบเข้มงวด
7.เครื่องมือของนโยบายการเงินแบบขยายตัวได้แก่ เพิ่มปริมาณเงินในระบบ, ลดอัตราดอกเบี้ยดุลยภาพ, กระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้น การจ้างงานก็จะมากขึ้น ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว ในกรณีที่เศรษฐกิจซบเซา, มีปัญหาการว่างงาน, และปัญหาเงินฝืด
๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

บทที่6 นโยบายการคลัง
1.นโยบายการคลัง หมายถึง นโยบายที่เกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ หรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นโยบายการคลังจะเกี่ยวข้องกับงบประมาณ การใช้จ่ายของรัฐบาล และรายได้ของรัฐบาล
2.นโยบายการคลัง จำแนกได้ดังต่อไปนี้
1.นโยบายการคลังที่จำแนกตามลักษณะการทำงาน
1.1นโยบายการคลังแบบอัตโนมัติ เป็นนโยบายที่สามารถปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้เองโดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปแก้ไข
1.2นโยบายการคลังแบบจงใจ เป็นนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงงบประมาณายจ่ายและรายได้ของรัฐบาล เนื่องจากเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
2.นโยบายการคลังที่จำแนกตามปัญหาที่จะต้องแก้ไข
2.1นโยบายการคลังแบบขยายตัว เป็นนโยบายที่เพิ่มรายจ่ายรวม เพื่อกระตุ้นรายได้ประชาชาติ ให้สูงขึ้นใช้แก้ปัญหาการว่างงาน เศรษฐกิจซบเซา
2.2นโยบายการคลังแบบหดตัว เป็นนโยบายที่ลดรายจ่ายรวม เพื่อชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
3.เครื่องมือของนโยบายการคลังแบบอัตโนมัติ ได้แก่
3.1การจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และคงที่ (โครงสร้างของภาษี - อัตราคงที่
- อัตราก้าวหน้า
-อัตราถดถอย)
3.2เงินโอนและเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า
3.3กองทุนประกันการว่างงาน
3.4โครงการพยุงสินค้าเกษตรกรรม
4.นโยบายการคลังแบบหดตัว หมายถึง นโยบายการคลังที่ลดรายจ่ายรวม หรืออุปสงค์รวม เพื่อชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงจนเกิดปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรงได้ รัฐบาลจะลดรายจ่ายของรัฐบาล และจัดเก็บภาษีมากขึ้น หรือดำเนินนโยบายเกินดุล เพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยลดลง ลดรายจ่ายรวม หรืออุปสงค์รวม
๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖
บทที่ 7 การค้าและการเงินระหว่างประเทศ
1.การติดต่อค้าขายระหว่างประเทศมีประโยชน์ คือ
-ทำให้แต่ละประเทศสามารถบริโภคสินค้าได้หลายชนิด และสินค้าที่ผลิตเองไม่ได้
-ทำให้แต่ละประเทศบริโภคสินค้าที่ถูกลง
-ทำให้มีการแบ่งงานกันทำ และใช้ทรัพยากรโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ทำให้โลกมีการพัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้น
2.ดุลการชำระเงิน หมายถึง บัญชีที่บันทึกรายรับรายจ่ายของเงินตราต่างประเทศที่เกิดจากการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจหรือการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศหนึ่งกับผู้มีถิ่นฐานของต่างประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
-ดุลการชำระเงินจะเป็นเครื่องชี้เศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ ซึ่งแสดงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ
3.ดุลการชำระขาดดุล หมายถึง รายรับของเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาน้อยกว่า รายจ่ายของเงินตราต่างประเทศที่ไหลออกไปนอกประเทศ ซึ่งบางครั้งการใช้หนี้เงินกู้ต่างประเทศ อาจทำให้บัญชีเดินสะพัดเกินดุล แต่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้าย แต่กรณิดุลการชำระเงินขาดดุลอันเกิดจากบัญชีเดินสะพัดติดลบ หรือดุลการค้าขาดดุลเป็นจำนวนมาก จะทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่มั่นคง อาจต้องกู้ยืมเงินต่างประเทศมาชดเชย
3.อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ หมายถึง ราคาของเงินตราต่างประเทศ 1 หน่วยที่คิดเทียบกับเงินตราต่างประเทศของอีกสกุลหนึ่ง
5.ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ของเงินตราต่างประเทศ ได้แก่
-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
-ปริมาณการนำเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ
-รายได้ประชาชาติ
-รสนิยม
-ผลต่างอัตราดอกเบี้ยภายในและต่างประเทศ
-การเดินทางไปต่างประเทศ
-การงทุนในต่างประเทศ
-การโอนเงินและรายจ่ายเงินตราต่างประเทศ
ปัจจัยที่กำหนดอุปทานของเงินตราต่างประเทศได้แก่
-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
-ปริมาณส่งออก หรือขายสินค้าไปต่างประเทศ
-การลงทุนจากต่างประเทศ
-ผลต่างของอัตราดอกเบี้ยภายในและต่างประเทศ
-การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ
-การรับเงินโอนหรือรายได้ต่างๆ จากต่างประเทศ
6.อัตราแลกเปลี่ยนดุลยภาพ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่อุปสงค์เงินตราต่างประเทศ เท่ากับ อุปทานของเงินตราต่างประเทศพอดี
-ถ้าการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเป็นไปอย่างเสรี อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ และเมื่ออุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง จะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนแปลง
๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗


บทที่ 8 ปัญหาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
1.เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุใหญ่ๆ 2 สาเหตุ คือ ด้านอุปสงค์ และด้านอุปทาน เครื่องมือชี้วัดภาวะเงินเฟ้อได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค
2.เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อแล้วทำให้เกิดปัญหาตามมา ดังนี้
-อำนาจซื้อที่แท้จริงของเงินลดลง
-ทำให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น
-อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินสูงขึ้น
-การลงทุนลดลง
-การนำเข้าลดลงจนก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงิน
3.ใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบหดตัวในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ เพื่อลดรายจ่ายรวมของรัฐบาล และลดรายจ่ายของภาครัฐ
4.เงินฝืด หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาสินค้า และการบริการโดยทั่วไปลดลงเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ผลของการเกิดภาวะเงินฝืด
-ทำให้การลงทุนลดลง
-เกิดปัญหาการว่างงาน
-ทำให้เศรษฐกิจถดถอย
5.เครื่องมือนโยบายการเงินและการคลัง ในการแก้ปัญหาเงินฝืด ได้แก่
-ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือแบบขยายตัว และนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อกระตุ้นให้มีการลงทุนและการบริโภคมากขึ้น ได้แก่ การซื้อหลักทรัพย์คืน การลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย เพื่อทำให้การปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยลดลง ส่งผลให้การลงทุนมากขึ้น รายจ่ายในการบริโภคมากขึ้น รายจ่ายรวมมากขึ้น
-ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ได้แก่ เพิ่มรายจ่ายของรัฐบาล เพิ่มการลงทุนของรัฐบาล ลดการจัดเก็บภาษี ดำเนินนโยบายแบบขาดดุล
6.เมื่อเกิดปัญหาการว่างงาน ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ได้แก่ ลดการจัดเก็บภาษี สนับสนุนการลงทุนภา๕ธุรกิจ เพิ่มรายจ่ายของรัฐบาล ให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ใช้เงินชดเชยช่วยเหลือผู้ว่างงาน รัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายในการลงทุน ส่งเสริมการส่งออก
7.สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลการชำระเงิน เกิดจาก
7.1 เกิดจากปัจจัยภายใน ได้แก่
-เกิดปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
-ดุลการค้าขาดดุล
-อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศน้อยกว่าภายนอกประเทศ
-การครบกำหนดการชำระคืนเงินกู้และการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศ
-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศลดลง
-ความต้องการใช้จ่ายรวมภายในประเทศสูงขึ้น
-ขาดเสถียรภาพภายในประเทศ
8.การพัฒนาทางเศรษฐกิจ หมายถึง กระบวนการที่ทำให้รายได้ประชาชาติ ที่แท้จริงเฉลี่ยต่อบุคคลเพิ่มขึ้น เป็นระยะเวลายาวนาน และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีมาตรฐานการครองชีพและสวัสดิการที่ดีขึ้น
-การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจแต่มิได้แสดงให้เห็นว่าประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเสมอไป ส่วนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จะเน้นถึงการอยู่ดีกินดีด้วย นอกจากการมีรายได้ประชาชาติที่เพิ่มขึ้น
9.เครื่องมือชี้วัดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
9.1การเพิ่มขึ้นของระดับรายได้ประชาชาติที่แท้จริง เฉลี่ยต่อบุคคลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นเวลานาน
9.2ความอยู่ดีกินดีของประชาชน หรือมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น
***********************************************************

สรุปโดย คุณสมจิตร ช้างแรงการ
GOOD LUCK




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2550 2:38:19 น.  

สรุปวิชาองค์การของ ดร.สุพจน์


องค์การ1501512
1.ความหมายขององค์การ หมายถึง หน่วยงาน อาจจะเป็นภาครัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มคนที่มารวมตัวกัน ภายใต้โครงสร้าง โดยมีเป้าหมายบางสิ่งบางอย่าง ที่ต้องการให้บรรลุ
2.องค์ประกอบขององค์การ
2.1 จุดมุ่งหมายของโครงการ หรือวัตถุประสงค์ที่มีการจัดตั้งองค์การและเป็นทิศทางในการทำงาน ตลอดจนเป็นทิศทิศทางของการนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในองค์การ องค์การหนึ่ง องค์การอาจจะมีจุดมุ่งหมายได้มากกว่า 1 ข้อ หลักๆ มี 3 ข้อ คือ
-เพื่อแสวงหากำไร
-เพื่อบริการลูกค้า
-เพื่อช่วยเหลือสังคม
2.2 โครงสร้างขององค์การ คือ ระบบให้ความสำคัญของคนที่เข้ามาทำงานร่วมกันในองค์การว่าใครมีความสำคัญใครเป็นหัวหน้า ใครเป็นลูกน้อง ใครเป็นผู้ออกคำสั่ง ใครเป็นผู้รับคำสั่ง โครงสร้างขององค์การจะเป็นตัวที่ทำให้เห็นระบบงานทั้งหมดขององค์การ ว่าเริ่มต้นตรงไหน ส่งต่อไปที่ใคร และสิ้นสุดที่ไหน โครงสร้างขององค์การอาจจะถูกจัดลำดับโดยใช้ความสำคัญของคนหรือความสำคัญของงานก็ได้
2.3 บุคลากร บุคคลกับองค์การต้องไปด้วยกัน ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน
2.4 สภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมภายนอก
-สภาพแวดล้อมทั่วไป คือแรงผลักดันที่อยู่ภายนอกองค์การ แต่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานขององค์การหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น อิทธิพลทางการเมือง กฎหมายและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม
-สภาพแวดล้อมที่มีโดยตรงต่อการดำเนินการขององค์การ เช่น ลูกค้าหรืผู้รับบริการ วัตถุดิบ ตลาดแรงงาน
สภาพแวดล้อมภายใน หมายถึงทรัพยากร เช่น คน เงิน วัสดุ เทคนิคการจัดการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น

3.ลักษณะขององค์การ มี 5 ลักษณะ คือ
3.1 องค์การเป็นลักษณะของกลุ่มบุคคล ที่มาทำงานร่วมกัน โดยมีความเชื่อว่า คนเพียงคนเดียวไม่สามารถ กระทำสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีกลุ่มบุคคลในองค์ก็การก็ย่อมเกิดการขัดแย้งเกิดขึ้น ทั้งในลักษณะที่เป็น Personal conflict และ Technical conflict เพื่อทำให้องค์การเกิดการพัฒนา อาจจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ได้
3.2 องค์การเป็นโครงสร้างของความสัมพันธ์ คือ คนที่เข้ามาอยู่ร่วมกันต้องมี การกำหนดความสัมพันธ์ของคนและงานต่างๆทที่อยู่ภายในองค์การนั้นว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
3.3 องค์การเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารหรือการจัดการ องค์การเป็นขั้นตอนขั้นตอนหนึ่งของการบริหารและการบริหารจัดการก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์การเช่นกัน โดยอาจจะเอาหลัก POSDCORB MODEL เข้ามาใช้
P Planing
O Oganizing
S Staffing
D Directing
CO Co-ordinating
R Reporting
B Budgeting

3.4 องค์การเป็นกระบวนการ เมื่อมีการจัดองค์การก็ต้องนำเทคนิคการบริหารจัดการมาใช้ ( การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการ ) โดยการกำหนดเป็นขั้นตอน เป็น 5 ขั้นตอน คือ
1.การกำหนดเป้าหมาย ที่ชัดเจนว่าเน้นด้านไหน อย่างไร
2.การแบ่งงาน เป็นฝ่ายต่างๆที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการตลาด ฝ่ายจัดหา
3.การจัดบุคคลเข้าทำงาน ให้ตรงกับความรู้และความสามารถของบุคคล
4.การสร้างความสัมพันธ์ กำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ของแต่ละตำแหน่ง
3.5 องค์การเป็นระบบระบบหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ คือ
-ระบบเปิด คือ จะให้ความสนใจสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ
-ระบบปิด คือ ให้ความสนใจสภาพแวดล้อมภายในองค์การเพียงอย่างเดียว
4.ประเภทขององค์การ
4.1 แบ่งตามการจัดระเบียบภายในองค์การ
4.1.1 องค์การที่เป็นทางการ ( รูปนัย ) คือ มีการจัดตั้งโดยมี กฎหมายรองรับ มีการกำหนดโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ( ภายในองค์การที่เป็นทางการจะมรองค์การที่ไม่เป็นทางการแทรกอยู่เสมอ )
4.1.2 องค์การที่ไม่เป็นทางการ (อรูปนัย) เป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นจากความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในองค์การ ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบมารองรับ เช่น สโมสร ชมรม กลุ่มต่างๆ อาจแบ่งเป็นกลุ่มได้ 2 กลุ่ม คือ องค์การสาธารณะและองค์กรเอกชนหรือเอกชนธุรกิจ
4.2 แบ่งโดยการถือกำเนิด
4.2.1 องค์การแบบปฐม คือ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล ศาสนา
4.2.2 องค์การแบบมัธยม คือ มนุษย์จัดสร้างขึ้น
5.วัตถุประสงค์ขององค์การ
5.1 ทางเศรษฐกิจหรือกำไร
5.2 ทางด้านบริการ
5.3ทางด้านสังคม เช่น ทุนการศึกษา ทุนอาหารกลางวัน
6. ความสำคัญขององค์การ
6.1 ด้านการระดมสรรพกำลัง เป็นแหล่งรวมทรัพยากรทางด้านการบริหาร
6.2 สร้างความเข้มแข็งหรืออำนาจในการดำเนินกิจกรรม เป็นการสร้างอำนาจในการแข่งขันหรือต่อรองกับหน่วยงานอื่นๆ
6.3 เป็นหน่วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นศูนย์กลางการผลิตที่ทันสมัยและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยอยู่เสมอ
6.4 เป็นแหล่งพัฒนาทักษะการทำงาน
7.ความแตกต่างระหว่างทฤษฎีองค์การและพฤติกรรมองค์การ
จุดแตกต่าง ระหว่างทฤษฎีและพฤติกรรม
1.ทฤษฎีองค์การ คือ การศึกษาองค์การในระดับมหัพภาค หน่วยในการวิเคราะห์ คือ
1.หน่วยงานย่อยในองค์การ
2.องค์การทั้งองค์การ
2.พฤติกรรมองค์การ คือ การศึกษาองค์การระดับจุลภาค หน่วยในการวิเคราะห์ คือ
1.บุคคล ( ปัจเจกบุคคล )
2.กลุ่มในองค์การ
8.ทัศนะเกี่ยวกับการศึกษาองค์การ
8.1 ทัศนะเชิงความสมเหตุสมผลตามสถานการณ์ เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้น ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้องค์การมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และรักษาสภานภาพขององค์การไว้ได้
8.2 ทัศนะของมาร์กซีสม์ เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และอำนาจ
8.3 ทัศนะเชิงเศรษฐศาสตร์ต้นทุนของธุรกิจ เป็นทัศนะที่เน้นทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งพัฒนามาจากแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์

ทฤษฎีองค์การ
1. ทฤษฎีสมัยดั้งเดิม เป็นยุคพื้นฐาน จุดเน้น คือ
1.ให้ความสำคัญและศึกษาองค์การที่เป็นทางการเท่านั้น
2.มุ่งค้นหาวิธีการบริหารองค์การว่าทำอย่างไรองค์การจะมีประสิทธิภาพ (การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ )และประสิทธิผลสูงสุด ( ได้ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ )
3.มองพนักงานเปรียบเสมือนเครื่องจักรและเชื่อว่าปัจจัยที่จูงใจคนได้ คือ ปัจจัยทางเศรษฐทรัพย์หรือเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
1. แนวคิดของเฟรดริก ดับบลิว เทย์เลอร์ วิศวกรชาวอเมริกัน เป็นผู้ที่ใช้แนวความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้กับการบริหาร เป็นคนแรก แนวความคิดที่สำคัญ คือ แนวความคิดที่ว่า หนทางที่ดีที่สุดในการปฏิบัติงาน (one best way) โดยมองว่า การทำงานทุกอย่างในองค์การ จะมีวิธีการที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว การที่จะได้มาซึ่ง one best way ต้องไปศึกษาเรื่อง time and motion นอกเหนือจากนี้ เทย์เลอร์ยังเป็นคนแรกที่จ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนทำงาน
2. แนวคิดของเฮนรี ฟาโยห์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส เป็นเจ้าของแนวความคิดของการบริหารงานตามหน้าที่ โดยกระบวนการจัดการ 5 อย่าง หรือ POCCC
P Planing
O Organizing
C Commanding
C Coordinating
C Controlling
และเป็นคนคิดหลักการบริหารทั่วไป 14 ข้อ คือ
1.หลักอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งต้องอยู่คู่กันในลักษณะที่เหมาะสมและสมดุลกัน
2.หลักของการมีผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว เพื่อไม่ให้สับสนในการตัดสินใจ
3.หลักของการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน มีนโยบายที่ชัดเจน
4.หลักการธำรงไว้ซึ่งสายงาน มีการกำหนดสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน จากระดับสูงไปหาต่ำ
5.หลักของการแบ่งงานกันทำ
6.หลักเกี่ยวกับระเบียบวินัย
7.หลักของการถือประโยชน์ส่วนบุคคล
8.หลักของการให้ผลประโยชน์ตอบแทน
9.หลักของการรวมอำนาจไว้ส่วนกลาง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการกระจายอำนาจด้วยบางส่วน
10.หลักของความมีระเบียบแบบแผน
11.หลักของความเสมอภาค
12.หลักของความมีเสถียรภาพของการว่าจ้าง
13.หลักของความคิดริเริ่ม
14.หลักของความสามัคคี
3. แนวคิดของไลน์ดาล เออวิคและลูเธอร์ กูลิค POSDCORB MODEL ซึ่งจะครอบคลุมทุกพื้นที่ในการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การรายงานผล
4. แนวความคิดของแมกซ์ เวเบอร์ เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันนี ซึ่งมีแนวความคิดว่า การที่การบริหารงานจะมีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ จะต้องมีการจัดองค์การในลักษณะขององค์การแบบระบบราชการ ซึ่งไม่ได้หมายถึงองค์การภาครัฐอย่างอย่างเดียวแต่รวมถึงเอกชนด้วย แต่ต้อง มีลักษณะเฉพาะ ครบทั้ง 7 ข้อ คือ
1.ลำดับชั้นของการบังคับบัญชา ต้องกำหนดให้ชัดเจน จากสูงไปหาต่ำ หรือมใครเป็นหัวหน้าใครเป็นลูกน้อง
2.ความรับผิดชอบ เมื่อมีหน้าที่ก็ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องมีการแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจน
3.ความสมเหตุสมผล เป็นการกำหนดกฎ ระเบียบในการปฏิบัติงาน เช่น การเข้า การออก การหยุด
4.การมุ่งสู่ผลสำเร็จ คือ มีเป้าหมาย
5.เน้นการชำนาญเฉพาะด้าน
6.ระเบียบวินัย เป็นการกำหนดพฤติกรรมของคนในองค์การ
7.ความเป็นวิชาชีพ คือสามารถยึดเป็นอาชีพได้ตลอดชีวิต
2.ทฤษฎีองค์การแบบดั้งเดิมใหม่ มีฐานความคิดแบบดั้งเดิม แต่มีสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามา คือ
1.ให้ความสำคัญกับองค์การที่ไม่เป็นทางการ เพิ่มขึ้น เช่น ชมรม สมาคม
2. เชื่อว่าในการจูงใจให้คนทำงานนั้น มีปัจจัยด้านอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเพียงอย่างเดียว เช่น ด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยา
1. แนวคิดของเอลตัน เมโย บิดาแห่งการบริหารงานแบบมนุษยสัมพันธ์ เมโยพยายามทดลองว่าปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้คนทำงานอย่างเต็มที่ และบอกว่ามนุษยสัมพันธ์มีส่วนในการที่จะทำให้คนทำงานมากหรือน้อย เป็นตัวกำหนดมาตรฐานในการทำงาน
2.แนวคิดของอับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ เจ้าของทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการของคน 5 ลำดับขั้น เช่น ความต้องการพื้นฐาน
1.ความต้องการทางกายภาพ
2.ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
3.ความต้องการทางสังคม การเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
4.ความต้องการการยกย่อง
5.ความต้องการประจักษ์ในคุณค่าของตนเอง ว่าเกิดมาต้องการเป็นอะไร
3.แนวคิดของดักลาส แมคเกรเกอร์ ทฤษฎี X และ Y มองว่าคนต่างกัน X มองคนในแง่ร้าย มองว่าคนขี้เกียจ คนเกียจคร้าน ชอบหลบหนีงานเมื่อมีโอกาส ส่วน Y มองคนในด้านดี ชอบที่จะทำงานโดยธรรมชาติ แต่ผู้บริหารต้องปรับสภาพการทำงานให้เหมาะสม กับการทำงาน การบริหารงานตามแนวความคิดนี้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่ามองคนในด้านไหน เพื่อความสอดคล้องของการบริหาร เช่น หากผู้บริหารมองคนในด้าน X ก็จะบริหารงานแบบเผด็จการ ควบคุมอย่างใกล้ชิด ลงโทษอย่างรุนแรง แต่ถ้าหากผู้บริหารมองคนในด้าน Y ผู้บริหารก็จะใช้วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม หรือแบบประชาธิปไตย ให้โอกาสพนักงานแสดงความคิดเห็น ซึ่งปัจจัยทั้ง 2 อย่างสมารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพ คือ X อาจจะเปลี่ยนเป็น Y หรือ Y อาจจะเปลี่ยนเป็น X ก็ได้
ทฤษฎี X และ Y ยังใช้ได้กับการมองผู้บริหารได้ด้วย คือ มองผู้บริหารเป็น 2 แบบ แบบที่ 1 poor manager ไม่สนใจทั้งคนไม่สนใจทั้งงาน งานก็ไม่สนคนก็ไม่สร้าง แบบที่ 2 dictative manager เน้นงานมาก เอาจริงเอาจังกับงาน งานต้องเสร็จ ไม่สนเรื่องของคนแบบที่ 3 playboy manager ใจดี ให้ความสนใจกับลูกน้องมาก ให้ความสนใจกับคน แต่ไม่ให้ความสนใจกับงาน ผู้บริหารประเภทนี้จะเป็นที่รักของลูกน้อง ปัจจุบันจะเน้น แบบ professional manager คือให้ความสนใจทั้งคนทั้งงาน นอกเหนือจากมองผู้บริหารแล้วยังสามารถมองลูกน้องหรือผู้ปฏิบัติงาน ได้ 4 แบบเหมือนกัน โดยเอาความรับผิดชอบและความรู้เข้ามาจับ หรือที่เรียกว่า maturity ( วุฒิภาวะ ) ซึ่งมีองค์ประกอบสองตัวคือ ความรู้ในงานที่ทำและความรับผิดชอบในงานที่ทำ เราสามารถแบ่งลูกน้องออกได้ 4 แบบคือ 1.ลูกน้องที่ไม่มีความรู้ ความรับผิดชอบเลย ( โง่-ขี้เกียจ ) 2.ลูกน้องที่มีความรับผิดชอบมาก แต่ไม่มีความรู้ (โง่-ขยัน ) 3.มีความรู้ แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ( ฉลาด-ขี้เกียจ ) 4.มีทั้งความรู้และความรับผิดชอบ ( ฉลาด-ขยัน ) ซึ่งทั้ง 4 แบบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับหัวหน้า ว่ารู้จักพัฒนาเขาหรือไม่
4.แนวความคิดของเฟดเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก ทฤษฎี 2 ปัจจัย
1.ปัจจัยสุขวิทยา เป็นปัจจัยที่ใช้บำรุงรักษาจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน ที่จะทำให้มีกำลังใจในการทำงาน เช่น เงินเดือน สภาพแวดล้อมในการทำงาน การบังคับบัญชา นโยบายและการบริหารของบริษัท
2.ปัจจัยจูงใจ เกี่ยวข้องในเรื่องของการกระตุ้น ให้ผู้ปฏิบัติงานดีขึ้น เช่น การได้รับคำชมเชย การได้รับความเคารพนับถือจากคนอื่น ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน
3.ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ ยุคที่ 3 แนวความคิดสมัยใหม่นี้ ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดของทฤษฎี 2 ยุคแรก จะเป็นแนวความคิดที่เป็นการเพิ่มเติมขึ้นมาจากฐานเดิม เพื่ออธิบายทฤษฎีที่ยุคเดิม ไม่สามารถอธิบายได้ แต่อยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีสมัยเดิมทั้ง 2 ยุค ทฤษฎีสมัยใหม่จะมีสิ่งที่เข้ามาใหม่ ก็คือ ให้ความสนใจกับสาขาวิชาการต่างๆหลายๆสาขาวิชาที่นำมาอธิบายปรากฎการณ์ขององค์การ เช่น เอาวิชาเศรษฐศาสตร์ คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ มาผสมผสานกัน หรือที่เรียกว่า สหวิทยาการ ในทฤษฎีองค์การสมัยใหม่จะมีองค์การย่อยๆ อยู่ 2 ทฤษฎี
1. ทฤษฎีระบบ จะมองว่าองค์การเป็นระบบๆหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบ 5 ส่วนด้วยกัน ได้แก่
input สิ่งนำเข้าหรือทรัพยากรที่ใช้ในการบริหารงานขององค์การ
process กระบวนการที่ใช้ในการแปลงสิ่งนำเข้าหรือทรัพยากร ให้ออกมาเป็น สิ่งส่งออกหรือผลผลิต หรือการบริการ
output สิ่งส่งออกหรือผลผลิต หรือการบริการ
feedback ข้อมูลย้อนกลับ ว่าสินค้าและการบริการได้รับความพึงพอใจหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่กลับมาสู่กระบวนการของการ input
environment สิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารงาน เช่น เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม
2.ทฤษฎีการบริหารตามสถานการณ์ พัฒนามาจากความอิสระ ที่ว่าองค์การที่เหมาะสมที่สุดควรจะเป็นองค์การที่มีโครงสร้าง มีระบบที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นจริง
4.ทฤษฎีองค์การยุคหลังใหม่ ยุคไร้ระเบียบ เนื่องจากปัจจุบัน ปัญหาทุกปัญหามันมีความสลับซับซ้อน มีตัวแปรมากมายทั้งตัวแปรที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะทำงานตามระเบียบตามกฏเกณฑ์ไม่ได้ เราต้องใช้การบริหารแบบนอกกรอบหรือเป็นการสร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาใช้ในการบริหาร เพื่อให้องค์การมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

ส่วนประกอบขององค์การ ( สอบ )
เฮนรี่ มินเบิร์ก ได้พูดถึงการแบ่งรูปแบบขององค์การ สามารถแบ่งออกได้หลายวิธี เช่น แบ่งตามลักษณะหน้าที่ขององค์การ แบ่งตามภูมิศาสตร์ แบ่งตามการจัดระเบียบภายใน แบ่งตามลักษณะกฎหมายที่จัดตั้งองค์การ แต่ในความเห็นของเฮนรี่ มินเบิร์ก องค์การประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญ อยู่ 5 ส่วน คือ
1.ฝ่ายปฏิบัติงานหลัก คือ สมาชิกองค์การ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานหลัก เช่น การผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญ
2.นักบริหารระดับสูง คือ ทำหน้าที่บัญชาการสูงสุด มีหน้าที่สำคัญคือ การดูแลให้องค์การทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิผล เช่น จัดสรรทรัพยากร แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ประเมินผลการทำงาน บริหารความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับสิ่งแวดล้อม กำหนดนโยบาย
3.นักบริหารระดับกลาง ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับฝ่ายปฏิบัติงานหลัก
4.ฝ่ายที่ปรึกษา ทำหน้าที่วิเคราะห์ ปรับปรุงและกำหนดมาตรฐานงาน เช่น ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายให้คำปรึกษา
5.ฝ่ายสนับสนุน

รูปแบบขององค์การ
เฮนรี่ มินเบิร์ก ได้แบ่งรูปแบบองค์การ โดยใช้หลักการพิจารณา ว่าองค์การมีลักษณะและส่วนประกอบขององค์การเป็นหลัก ซึ่งแบ่งได้ 5 แบบ คือ
1.องค์การแบบเรียบง่าย มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ 1.นักบริหารระดับสูง และ 2.ฝ่ายปฏิบัติงานหลัก เช่น ธุรกิจขนาดย่อย ร้านค้าต่างๆ ร้านขายวัสดุก่อสร้าง
2.องค์การแบบระบบราชการแบบเครื่องจักรกล เป็นไปตามแนวความคิดของแมกซ์ เวเบอร์ คือ องค์การแบบระบบราชการ ที่มีโครงสร้าง 7 ข้อ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานที่เป็นบริษัทเอกชนและภาครัฐบาล เช่น กระทรวง ทบวง กรม กอง โดยจะพิจารณาได้จากการนำโครงสร้างทั้ง 7 ข้อมาจับและมีส่วนประกอบขององค์การครบถ้วน ทั้ง 5 ส่วน
3.องค์การระบบราชการแบบวิชาชีพ รูปแบบคล้ายกับองค์การระบบราชการ แต่มีเงื่อนไขตรงที่ว่า ฝ่ายปฏิบัติงานหลัก จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการอบรม มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โรงเรียน ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ได้
4.องค์การแบบสาขา มีการแบ่งโครงสร้างระดับกลางเป็นองค์การย่อยๆ องค์การรูปแบบนี้ผู้บริหารระดับกลางจะมีความสำคัญมาก เพราะจะต้องเป็นผู้ประสานระหว่างสาขากับองค์การแม่ เช่น ธนาคารที่เป็นสาขา การไฟฟ้า องค์การโทรศัพท์ หรือหน่วยงานที่เป็นบริษัทข้ามชาติ ฯลฯ
5.องค์การแบบโครงการ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นมาและยืมตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ จากหลากหลายสาขาอาชีพมาทำงานร่วมกัน พอโครงการจบก็ส่งตัวกลับไป เช่น องค์การนาซ่า โครงการพระราชดำริ

ทฤษฎีองค์การ
1.) ทฤษฎีสมัยดั้งเดิม
1. แนวคิดของเฟรดริก ดับบลิว เทย์เลอร์ (One Best Way)
2. แนวคิดของเฮนรี ฟาโยห์(การบริหารงานตามหน้าที่ โดยกระบวนการจัดการ 5 อย่าง หรือ POCCC )
3. แนวคิดของไลน์ดาล เออวิคและลูเธอร์ กูลิค (POSDCORB MODEL)
4. แนวความคิดของแมกซ์ เวเบอร์ (องค์การแบบระบบราชการ) ---------------------} 1.ลำดับชั้นการบังคับบัญชา
2.ความรับผิดชอบ
3.ความสมเหตุสมผล
4.การมุ่งสู่ความสำเร็จ
5.เน้นความชำนาญเฉพาะด้าน
6.มีระเบียบวินัย
7.มีความเป็นวิชาชีพ
2.) ทฤษฎีองค์การแบบดั้งเดิมใหม่
1. แนวคิดของเอลตัน เมโย บิดาแห่งการบริหารงานแบบมนุษยสัมพันธ์
2.แนวคิดของอับราฮัม มาสโลว์
3.แนวคิดของดักลาส แมคเกรเกอร์ ทฤษฎี X และ Y
4.แนวความคิดของเฟดเดอริก เฮิร์ซเบิร์ก ทฤษฎี 2 ปัจจัย -ปัจจัยสุขวิทยา - ปัจจัยจูงใจ

3.) ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่
1. ทฤษฎีระบบ IPOFE Input-Process-Output-Feedback-Environment
2.ทฤษฎีการบริหารตามสถานการณ์

4.) ทฤษฎีองค์การยุคหลังใหม่ ยุคไร้ระเบียบ

ส่วนประกอบขององค์การ ตามแนวคิดของ เฮนรี่ มินเบิร์ก
1. ฝ่ายปฏิบัติงานหลัก
2. นักบริหารระดับสูง
3. นักบริหารระดับกลาง
4. ที่ปรึกษา
5. ฝ่ายสนับสนุน

รูปแบบขององค์การ 5 แบบ ตามแนวคิดของ เฮนรี่ มินเบิร์ก
องค์การแบบเรียบง่าย
องค์การแบบระบบราชการ/เครื่องจักรกล
องค์การระบบราชการแบบวิชาชีพ
องค์การแบบสาขา
องค์การแบบโครงการ

แนวข้อสอบ
1.ให้ยกตัวอย่างองค์การที่มีรูปแบบองค์การตามแนวความคิดของ เฮนรี่ มินเบิร์ก รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใน 5 รูปแบบ
2.องค์การที่มีอยู่ในปัจจุบัน รูปแบบใดที่ท่านคิดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและยกตัวอย่างประกอบด้วย

***สอบเมื่อ 25 ส.ค.50 ให้อธิบายองค์การระบบราชการแบบวิชาชีพ ***

ไชยันต์ ช้างแรงการ




 

Create Date : 25 กันยายน 2550    
Last Update : 25 กันยายน 2550 22:24:30 น.  

Welcome & Party

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเชียงใหม่ U-MDC ทุกท่าน

นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีเว็บBlog เป็นศูนย์กลางในการติดต่อ กระจายข่าวสารข้อมูลถึงกัน ผมจะพยายามทำให้Blogนี้เป็นประโยชน์กับพวกเรามากที่สุด รวมทั้งเพื่อกระจายข่าวสารไปยัง เพื่อนๆของเราที่เรียนอยู่ศูนย์อื่น ไม่ว่าจะเป็น สุวรรณภูมิ บางเขน อู่ตะเภา สงขลา และชุมชนชาว U-MDC ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่อีกหลายสาขา โดยฝีมือสุดยอดผู้อำนวยการวิทยาลัยผู้มีวิสัยทัศน์ไกล อาจารย์ ดร.จริน ศิริ และทีมงาน
แต่ลำพังผมคนเดียวคงเหมือนมดงานตัวน้อยที่ขยันอย่างไรก็ไม่อาจทำการใหญ่ได้สำเร็จ จึงขอให้พวกเราชาวชุมชน U-MDC ทุกๆ สาขาช่วยกันต่อเติม ส่งเสริมให้ Blog นี้เต็มไปด้วยวิชาการและเนื้อหาสาระ อันจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราทุกคน รวมทั้งเพื่อเป็นวิทยาทานกับผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมเยียน Blog นี้ด้วย
และในวันที่ 6-7 ตุลาคม 2550 พวกเราก็จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น ตามโครงการความร่วมมือระหว่าง U-MDC กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมตัวรับน้อง(เพื่อน)ใหม่ได้นะครับ 6 ตุลาคม 2550 ปฐมนิเทศก์ที่สาขาเชียงใหม่ และ 7 ตุลาคม 2550 ปฐมนิเทศก์ที่วิทยาเขตพัทลุง 2 แห่งรวมกันเราจะมีพี่น้องชาวตำรวจเพิ่มขึ้นอีกเกือบหนึ่งพันนาย นี่อาจจะทำให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอัตราเติบโตรวดเร็ว รุนแรงที่สุดในประเทศไทยเชียวนะครับ
และขอเชิญพี่น้องชาวสาขาเชียงใหม่ทุกท่าน ทั้ง ป.ตรี และ ป.โท ร่วมกันจัดงานต้อนรับ Welcome & Party สมาชิกใหม่ของเราด้วยนะครับ แล้วทีมงานจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกทีครับ

ด้วยความรู้สึกยินดียิ่ง
ไชยันต์ ช้างแรงการ




 

Create Date : 23 กันยายน 2550    
Last Update : 23 กันยายน 2550 23:54:21 น.  

 
 
MPAUMDC
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา
มหาวิทยาลัยทักษิณ
ศูนย์การศึกษาเชียงใหม่
ศุนย์อู่ตะเภา http://www.thaksin.pantown.com
[Add MPAUMDC's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com