Chateau de Je Due
 

สถาปนา Chateau de Je Du

กลางเดือนมกราคมปีค.ศ. 2007 ภายหลังจากเฌอเตมและฟองดูได้ลืมตาดูโลกนี้มาครบ 1 ปีพอดี น้องสาวของฉันก็ได้นิยามคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาหนึ่งคำ

Chateau de Je Du ฟังเผินๆ ก็เป็นชื่อที่เท่ห์ไม่หยอก แถมยังฟังเป็นสำเนียงนานาชาติเสียอีก จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อคำว่า Chateau ก็เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ปราสาท ส่วนคำว่า Je กับ Du ก็ย่อมาจากชื่อหมาพันธ์ไซบีเรียน ฮัสกี้จอมแสบสองตัวที่ชื่อ Je t' iame (เฌอเตม) กับ Fondu (ฟองดู) ซึ่งก็เป็นชื่อที่หยิบยืมมาจากภาษาฝรั่งเศสอีกนั่นแหล่ะ ด้วยเหตุนี้ "ปราสาทแห่งเฌอดู" จึงถือกำเนิดขึ้นมาในโลกกลมๆ ใบนี้

อย่างไรก็ตามแม้ชื่อจะฟังดูดีเพียงเท่าใดแต่สภาพความเป็นจริงของปราสาทหลังนี้ก็คือกรงหมาธรรมดานั่นแหล่ะ แถมเป็นกรงเก่าๆ โทรมๆ ที่เกือบจะพังเนื่องจากการรุมทำร้ายของเจ้าของทั้งสองนั่นเอง กรงสีขาวที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นไปเสียแล้วตั้งอยู่บริเวณหลังบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง พื้นที่ส่วนหลังบ้านถูกล้อมรอบด้วยรั้วสีน้ำตาลที่เริ่มจะเผยตัวตนที่แท้จริงของมันภายหลังจากการใช้งานมามากกว่าครึ่งปี สีน้ำตาลที่ทาทับเริ่มหลุดลอกเผยให้เห็นผิวโลหะสีเงินที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง ทว่าพื้นที่ของหมาน้อยไม่ได้คับแคบนักเพราะความกลัวที่เจ้าตัวแสบทั้งคู่จะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายและรู้สึกอึดอัดเมื่อถูกจำกัดบริเวณเมื่อฉันตัดสินใจทำการล้อมรั้วจึงได้เผื่อแผ่พื้นที่บริเวณข้างบ้านให้ราวครึ่งสนาม

สำหรับพื้นที่ส่วนนี้เดิมเป็นสนามหญ้าทั้งหมด มีต้นหมากเขียวกอใหญ่ปลูกอยู่บริเวณมุมหลังบ้านข้างรั้วบ้าน ทว่าหลังจากสองแสบได้เข้ามาพักอาศัยอย่างเต็มรูปแบบไม่นาน พื้นที่สนามครึ่งหนึ่งก็เริ่มแปรสภาพจากทุ่งหญ้าเขียวขจีเป็นทะเลทรายที่เต็มไปด้วยฝุ่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะโดนฝนยูเรียที่เฌอเตมและฟองดูช่วยกันบรรจงพรมรดอยู่ทุกวัน วันละหลายครั้ง ซ้ำๆ อยู่บริเวณเดิมจนแม้แต่หญ้าที่มีพลังชีวิตอันเหลือเชื่อและสามารถเติบโตได้ในสภาวะที่โหดร้ายก็ยังมิอาจทานทนชูช่อใบต่อไปได้ ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งของสนามก็ไม่ต่างอะไรไปจากสนามเพลาะสมัยสงครามเวียดกงที่มีแต่หลุมดักกินคนกระจายอยู่เต็มไปหมด มีทั้งหลุมก้นตื้นแต่ปากกว้างเหมือนหลุมที่เกิดจากแรงระเบิด หลุมปากแคบๆ แต่ลึกเหมือนเป็นหลุมที่พยายามจะขุดไว้เป็นทางเดินใต้ดินแต่ยังไม่เสร็จ บางหลุมมีเศษหญ้าแห้งและกิ่งไม้วางปกคลุมอยู่บนปากหลุมทำให้มองเผินๆ เหมือนเป็นพื้นดินที่มั่นคงทั้งที่เบื้องหลังมีแต่ความว่างเปล่ารอให้ผู้สัญจรผ่านไปมาเผลอเหยียบแล้วร่วงหล่นลงไป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านักสำรวจผู้ทำการขุดเจาะพื้นที่ส่วนนี้ก็คือเจ้าของบ้านทั้งสองนั่นเอง

สำหรับพืชพรรณอื่นๆ นอกเหนือจากต้นหญ้าแล้วก็มีต้นหมากเขียวที่อยู่มุมรั้วตามที่ได้บอกไปแล้ว ต้นหมากต้นนี้เป็นต้นไม้กลุ่มแรกที่ถูกนำมาปลูกในเขตรั้วบ้านตั้งแต่ก่อนที่ปีศาจหมาทั้งสองจะเข้ามาร่วมชายคาเสียอีก น่าแปลกที่ต้นไม้ต้นนี้สามารถรอดชีวิตมาจากสถานการณ์ที่มีแต่ความเสี่ยงมาได้จนถึงบัดนี้ ที่จริงต้องบอกว่าเหลือเชื่อเสียด้วยซ้ำเพราะเมื่อเจ้าคู่แสบเข้าบ้านมาต้นไม้ต้นนี้ก็แทบไม่ได้รับการรดน้ำเลย เนื่องจากสองหมาจะใช้เวลาเกือบตลอดวันอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่หลังบ้านซึ่งต้นหมากนี้ยืนต้นอยู่ทำให้ไม่สามารถรดน้ำได้จนกว่าทั้งคู่จะเข้ากรงนอนมิฉะนั้นทั้งสองจะแปลงร่างกลายเป็นหมาน้ำเปียกชุ่มไป นอกจากนี้ทั้งคู่ยังคอยไปกัดทึ้งต้นหมากผู้น่าสงสารยามที่มันเขี้ยวหรือเบื่อๆ อีกด้วย ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็เห็นจะเป็นว่าทั้งที่ต้นหมากเขียวนี้ต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและได้รับการดูแลอย่างเลวร้ายถึงขนาดนี้กลับสามารถชูใบเขียวมันปลาบและแตกใบใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง หน่ำซ้ำลำต้นของมันยังดูใหญ่โต อวบอิ่มยิ่งขึ้นทั้งที่พื้นดินรอบโคนต้นแห้งผากแสดงถึงการขาดน้ำอย่างรุนแรง ทว่า.. ในที่สุดต้นหมากผู้กล้าหาญก็มีอันถึงคราวหมดสภาพเมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมานี้เอง เฌอเตมและฟองดูหวนกลับมาแสดงแสนยานุภาพอีกครั้งในช่วงเวลาที่อากาศหนาวที่สุดของปีหลังจากร้างราไปนานตามอายุที่มากขึ้น อาจเป็นเพราะอากาศที่เปลี่ยนไปเหมาะกับสภาพร่างกายของเผ่าพันธ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ที่เป็นหมาลากเลื่อนในเขตุหนาว ทำให้ทั้งสองตัวมีเรี่ยวแรงและพละกำลังเหลือเกินกว่าปกติ สภาพพื้นที่สวนของปราสาทเฌอดูจึงกลายเป็นสนามรบอีกครั้ง แน่นอนว่าต้นหมากเขียวอันสวยงามถูกรวมอยู่ในบัญชีรายชื่อของผู้เคราะห์ร้ายด้วย ในวันแรกๆ มีเพียงใบของมันไม่กี่ใบที่ถูกฉีกทึ้งออกมากจากต้น ส่วนที่เหลือยังคงดูสวยงามเฉกเช่นที่เคยเป็น แต่เมื่อย่างเข้าวันที่สองและสาม ชิ้นส่วนที่โดนดึงทึ้งแยกออกมาจากต้นค่อยๆ เพิ่มขนาดและจำนวนขึ้นเรื่อย จนสุดท้ายตนหมากก็แทบจะถูกแยกออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งยังคงฝังรากลึกลงดิน ในขณะที่อีกส่วนนั้นแปรสภาพเป็นซากใบไม้แห้งและกิ่งไม้ที่มองไม่เห็นเค้าเดิม ช่ออ่อนที่พยายามแทงตัวขึ้นมาเหนือดินเพื่อรอวันผลิบานก็กลับเหี่ยวเฉาลงไปไม่รู้ว่าด้วยฤทธิ์ของน้ำลายกับฉี่หมาหรือเพราะว่าแอบเห็นชะตากรรมของรุ่นพี่แล้วหมดหวังในการดำรงชีวิตอยู่กันแน่ อย่างไรก็ตามเจ้าบ้านผู้แสนโหดร้ายทั้งสองก็ยังคงมีความเมตตามากพอที่จะยังปล่อยให้ต้นหมากครึ่งที่เหลืออยู่มีชีวิตต่อไปโดยไม่ซ้ำเติมแผลเก่า ที่จริงอาจเป็นเพราะฤดูหนาวได้สิ้นสุดลงแล้วนั่นเอง...




 

Create Date : 25 มกราคม 2550    
Last Update : 24 มิถุนายน 2551 16:04:17 น.
Counter : 131 Pageviews.  

 
 

AYLIT
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอต้อนรับสู่ปราสาทแห่งเฌอดู
[Add AYLIT's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com