A ........ Z
Group Blog
 
All blogs
 
Tokyo Sonata ดนตรีที่เราเล่น ยากที่จะเห็นในบั้นปลาย





ขณะที่บ้านเมืองไทย ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะออกหัวออกก้อย
หรือจะออกติ๊กต่างลูกควบลูกครึ่ง อีกทั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ
ก็ทำท่าว่าจะแท้งตั้งแต่เริ่มต้นเสนอตัว เพราะหัวของอีกฝ่าย
คงจะคิดมากเอาการ เพียงเพราะคณะกรรมการฯนั้น
ไม่รู้จักการเรียกแขก เลยต้องเตลิดไปหาอีกฝ่ายถึงยังค่าย
ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่แปลกน่าดู
ถ้าคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะออกไปหาถึงอีกฝ่าย
ด้วยการตีตั๋วเครื่องบิน ไปถึงถิ่นประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่
หรือไม่ก็ไปยังประเทศที่ขัดเคือง ในการที่จะส่งผู้ร้ายมาข้ามแดน
ความจริงทางออกของเวทีสมานฉันท์ มันมีอยู่ใกล้ๆตามสไตล์วัฒนธรรมตะวันออก
ซึ่งก็ไม่เข้าใจอีกเช่นกันว่า ทำไมต้องลำบากลำบน ออกรอบตีกอล์ฟให้เหงื่อท่วมตัว
เพื่อหาจุดเชื่อมกึ่งกลางผลประโยชน์ของบางสิ่งบางอย่าง
อย่างโต๊ะทานข้าวในห้องครัว เวทีสมานฉันท์ประจำบ้าน ปรากฎให้เห็นออกไป
อย่างน้อยๆ ก็จากภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata นี้ไง เป็นต้น

Tokyo Sonata เป็นหนังที่ผู้เขียนได้รับชมมานานพอควร สักปีกว่าๆเห็นจะได้
ได้ยินชื่อ่เรื่องนี้ครั้งแรก ก็จากรายการวิทยุเมาท์แตกรอบดึกวันอาทิตย์
อย่างรายการหนังหน้าไมค์ ที่มีทั้งคำสรรเสริญปนเหน็บแหนมอยู่หน่อยๆ
แต่ก็ไม่อาจทลายซึ่งความดีของหนังเรื่องนี้ลงไปได้ แม้จะเอ่ยในสำบัดสำนวนไว้ว่า
"เป็นหนังที่เหมือนจะเถลไถลลอยทะเลเท้งเต้ง หรือไปสู่การเข้ารกเข้าพงอย่างไรทางออก
แต่สุดท้ายมันก็วกกลับเข้าหาฝั่งหรือทะลุกลับมาจุดเดิมอย่างที่ควรจะเป็นได้ทันเวลาท่วงที"
ความน่าสนใจในจุดนี้ เลยทำให้ผู้เขียนริจะลองวิชา
แม้ว่าทางคณะผู้จัด จะไม่กล้ารับประกันเงินเหรียญห้าบาท
หากปรากฎว่าดูแล้ว ไม่ถูกใจ ตามคำโฆษณาชวนเชื่อที่ได้โปรย
แต่นั่นก็ทำให้ผู้เขียนปล่อยไก่โทริยากิตัวเขื่อง
เมื่อไปถามหาจากร้านเช่าวีดีโอ ว่ามีหนังเรื่อง Tokyo Toyota รึเปล่า?
จนโดนพนักงานตอกหน้าหงาย เเซวเอาว่า "ก็จอดอยู่หน้าร้านไงละเพ่!"



Tokyo Sonata เป็นหนังดีที่ผู้เขียนปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่าจะขอดูแค่เพียงครั้งเดียว
เพราะหนังเรื่องนี้ ได้เล่าถึงชีวิตครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่ง
ที่มีองค์ประกอบของความเป็นครอบครัวเดียว อันได้แก่ ผู้เป็นพ่อ คนเป็นแม่
และบุตรชายต่างวัยอีกสองคน ที่ถ้านับถึงองค์ประกอบที่ว่าแล้ว
มองด้วยสายตาคนนอกข้างบ้านแบบสอดรู้สอดเห็น อาจหลงนึกไปว่า
ก็เป็นครอบครัวที่น่าจะอบอุ่นตามคาด ที่มีบ้านเป็นของตนเอง
ครอบครัวก็อยู่กันพร้อมหน้า ไม่ได้มีปัญหาหย่าร้าง
บุตรชายทั้งสอง ต่างก็ได้รับการศึกษาแบบไม่ต้องง้อการเรียนฟรีจากรัฐบาล
คุณแม่บ้านก็มีเงินสะสมเข้าบ้าน จากน้ำเหงื่อคุณ สามีในทุกๆปลายเดือน เป็นต้น
ถ้าถือตามหน้าฉากเหล่านั้น ก็อาจดูจะไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ความระหองระแหงภายในและการเก็บซ่อนในปัญหาของสมาชิกในครอบครัวนี้สิ
ที่เป็นสิ่งนำพาต่อสถานการณ์ ที่มีตัวบ่งชี้สัญญาณความผุกร่อนของสถาบันครอบครัว
อันเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อสถานภาพในส่วนอื่นๆของสมาชิก
ที่ต่างคนก็เก็บงำปัญหาคนละอย่างสองอย่างไว้เต็มอก
ที่รอวันเพียงอาการจะปะทุออก จากความไม่เข้าใจหัวอกของกันและกัน
เหมือนกับคำโปรยหัวเรื่อง ที่บอกลักษณะพิเศษของแต่ละคนก็น่าสนใจแล้ว



Father who can't tell the family about the layoff
(ป๋าผมแกไม่อาจจะบอกกับครอบครัวได้ว่า แกเพิ่งถูกเจ้านายเฉดหัวไล่ออก)

Mother who can't get anyone to eat her donut.
(ส่วนม๊าผมเวลาแกเรียกใครให้ลงมาทานโดนัทฝีมือแก ก็ไม่ค่อยจะมีใครลงมา)

Brother who join the US Army.
(พี่ผมแกก็ดันทะลึ่งอยากจะจอยกับกองทัพของพวกมะกัน)

But l
(ส่วนผม.....)

ความผุกรอ่นในสัญญาณดังกล่าว ของครอบครัวสกุลซาซากิ
หนังเริ่มต้นถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อ ริวไฮอิ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะการเลิกจ้าง
ด้วยกระบวนการของความเป็นโลกาภิวัฒน์ ที่ศัพท์ในหนังสือที่ชื่อ World is Flat
ให้นิยามของคำว่า Outsourcing มันเป็นอย่างไรนั่นเหรอ?
ถ้าใครเคยดู slamdog millonaire หรือ Die hard 4 หนังก็มีการฉายความเป็น
outsource แต่ในสองเรื่องนั้น เขายกตัวอย่างเกี่ยวกับศูนย์เชื่อมสัญญาณโทรศัพท์
ที่เรียกว่า Call Center กล่าวง่ายๆเลย คือ แทนที่จะจ้างคนในประเทศตัวเอง
ที่มีรายได้เงินเดือนที่แพงกว่าสู้เอาเงินส่วนนี้ แล้วไปโยกฐานการบริการยังต่างประเทศ
ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียง แต่กินเงินเดือนรายได้ที่น้อยกว่ามาก
บริษัทที่ริวไฮอิทำงานด้วย จึงเลือกที่จะจ้างชาวจีนที่พอพูดญี่ปุ่นได้
แทนที่จะชาตินิยมจ๋า อย่างธรรมเนียมเศรษฐกิจของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่
งานนี้ตัวพ่อริวไฮอิก็เจอสึนามิทางเศรษฐกิจเล่นงานชนิดที่ทำงานอยู่ดีๆ
ก็โดนเรียกว่า ถูกไล่ออกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เดินมึนโซซัดโซเซ
กลับบ้านแบบไม่ได้เตรียมรับกับคำตอบที่จะบอกเล่าแก่ครอบครัวของตัวเอง
มึนชนิดที่ว่า ไม่กล้าเดินกลับเข้าทางประตูหน้าบ้าน
อย่างที่เคยเป็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่เลี่ยงเส้นทางแม้จะไม่มีม็อบ
เดินเลาะย่องเข้าทางช่องหน้าต่าง ที่ประจำอยู่หลังบ้านเป็นการแทน
ไร้เสียงตามธรรมเนียมปฏิบัติของคนญี่ปุ่น แม้จะกลับบ้านด้วยความที่มีอารมณ์ขุ่นเคือง
ก็ต้องส่งสัญญาณเสียงเพื่อบอกให้สมาชิกได้รับรู้ว่า
ตนกลับมาถึงแล้วนะ ประมาณว่า วันนี้ยังเอาตัวรอดจากโลกภายนอกมาได้
หรือสุดท้าย คือ ยังไม่ตาย



จากนั้นหนังก็ค่อยๆไล่กระทบ ไปถึงตัวตนของปัญหาเดิมๆในสมาชิกของแต่ละคน
อย่างตัวแม่ เมกูมิ ที่ดูจะมีความสุขของการมีชีวิตแบบแม่บ้าน
ที่คอยดูแลอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ให้ความรักและเอาใจใส่แก่ลูกชายทั้งสอง
แต่ลึกๆแล้ว ก็มีความโหยหาในอิสรภาพและการมีชีวิตส่วนตัว
เที่ยวไปเรียบๆถูๆ รถสปอร์ตคันงามตามโชรูม แล้วก็ถอนหายใจเมื่อได้สัมผัส
จนรู้สึกว่าสาแก่ใจแม่แล้ว ก็กลับสู่โลกของความเป็นจริงเช่นเดิม
ส่วนตัวคุณลูกชายก็มีปัญหาส่วนตัว ที่ไม่แพ้คนผู้เป็นพ่อและเป็นแม่
อย่างลูกคนโตทากาชิ ที่โตเกินหมาจะเลียก้น เป็นเด็กหนุ่มวัยปัญญาชน
ที่กำลังจะขอเลือกชีวิตในเส้นทางของตัวเอง โดยเลี่ยงแนวทางการอุปถัมภ์
ของผู้บังเกิดกล้าว แต่สุดท้ายแล้ว ต้องมาติดกับกรอบกติกาทางสังคม
ที่แม้ใจตัวเองอยากจะเป็นทหารในหน่วยฟื้นฟูสันติในอิรัก แต่ทว่า
ก็ต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากตัวผู้ปกครองของตน ซึ่งทากาชิ
เองก็รู้ปัญหาในเงื่อนไขตรงจุดนี้ ว่าคำตอบจะออกมาในรูปแบบใด
ส่วนลูกชายคนสุดท้อง เคนจิ เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทางดนตรี
ดีดเปียโนไม่กี่ที ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากครูฝึกแถวบ้าน สุโค่ยย์เน่ๆ
แต่เป็นคนละเสียงกับผู้เป็นพ่อ ที่มองว่าเป็นเพียงกิจกรรมฆ่าเวลา
เล่นไปสักพัก เดี๋ยวมันก็เบื่อไปเอง เจ้าหนูเคนจิจึงสู้อุตสาห์อดอาหารกลางวัน
เพื่อเอาเงินในส่วนนี้ ไปเป็นค่าครูในการที่จะได้ฝึกเล่นเปียโนเป็นชิ้นเป็นอัน
อันนี้ยังไม่ต้องไปนับกับการที่จะให้ทางบ้านสละทรัพย์ เพื่อมีเครื่องเปียโน
ไว้ประจำสถาน แทนการที่จะทนจิ้มคียบอร์ดของเล่นเพื่อสร้างจินตนาการ
ในโลกส่วนตัว ว่ามันคือเปียโนตัวเบ้อเร้อ แบบไม่ให้ผู้เป็นแม่รับรู้




l'm not against piano.l like men who can play the piano.
(แม่ไม่ห้ามลูกหรอกที่คิดจะเล่นเปียโน ชายที่เล่นเปียโนได้ แม่ชอบดีออก)

ขณะที่สถานการณ์ปัญหาเดิมที่กำลังผุดขึ้น ไม่ได้รับการคลี่คลาย
ปัญหาของผู้เป็นพ่อในฐานะเสาหลักทางเศรษฐกิจ ที่ไม่มีช่องทางของรายได้
อีกทั้งมีความติดยึดในทัศนคติ ทั้งของความเป็นชาย ความเป็นพ่อ
และสถานของผู้มีอำนาจสูงสุดในครอบครัว ริวโฮฮิจึงเลือกที่จะเก็บซ่อนปัญหา
การถูกเลิกจ้าง ให้กับสมาชิกในครอบครัวให้ได้รับทราบอย่างที่บอกไว้ข้างต้น
ยังคงปฏิบัติตัวเหมือนเช่นทุกเช้า อาบน้ำ แต่งตัว ผูกเน็คไท แบกกระเป๋าเอกสาร
อันเป็นกิจวัตรอันสมบูรณ์แบบ ขาดอย่างเดียว คือ ไม่มีงานทำ
แต่ด้วยความที่ศักดิ์ศรีจัด ระดับที่อีโก้ยังเรียกพ่อ จึงพยายามที่จะเสาะแสวงหางานใหม่
แต่ก็ไม่หลงลืมตำแหน่งความเป็นอดีตหัวหน้างานผู้ทรงเกียรติ์
และยังหลงเชื่อโลกทัศน์เก่าๆ ตามสูตรนิยมที่ว่าจะมีการจ้างงานตลอดชีพ
แต่สมัครงานที่นั้นก็แล้ว ที่นี้ก็แล้ว ระดับของความเป็นอีโก้ส่วนตัวที่เกาะแน่น
ก็ค่อยๆลดระดับรองลงในแต่ละวัน ลงในระดับที่ว่า ให้ต่อแถวทานข้าวฟรี
ก็พร้อมทำตามด้วยความยินยอม เคยดูในซีรีย์ shiroi haru เห็นอ.สุวินัยเล่าว่า
ส่วนใหญ่คนที่มาแจก มักจะเป็นในรูปมูลนิธิของเครือคริสตจักรเสียส่วนใหญ่
ฟังดูก็แปลกๆ เพราะถ้าย้อนไปในปี ๘๐ ถ้าคนญี่ปุ่นหงายหน้าไปมองตึกแถววอร์สตรีท
สักตึกนึง นั่นเป็นการส่งสัญญาณว่า ในไม่ช้าคงได้มีการซื้อกิจการตึกสักหลัง
ภายใต้ทรัพย์สินที่เป็นเงินเยนโดยแน่
สุดท้าย ตัวพ่อคงต้องรับสภาพของโลกการแข่งขันตามระบบทุนเสรี
ยอมรับในอาชีพคนทำความสะอาดตามห้างสรรพสินค้า ที่เป็นช่วงตกต่ำของชีวิต
เพื่อแลกกับการประคับประคองสถานภาพปกติของความเป็นครอบครัว
ให้กลับคืนมาอีกครั้ง แม้จะเป็นครั้งที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิต
ที่สุดท้ายก็ยังไม่กล้าที่จะเปิดเผยความจริงนี้แก่ครอบครัวตัวเองอยู่ดี
แม้จะปาเข้าไปท้ายเรื่องแล้วก็ตาม



เหมือนว่าจะสังเวชใจอย่างเพียงพอแล้ว หนังยังคงราวีอย่างไม่เลิกลาวาศอก
ยังชวนคนดูให้สังเวชใจยิ่งกว่า เมื่อตัวพ่อริวไฮอิที่กำลังต่อคิวรอรับอาหารแจกฟรี
แก่เหล่าพวกคนเร่ร่อน เลยมีโอกาสทำให้ริวไฮอิได้พบกับเพื่อนสมัยมัธยมแบบบังเอิญ
เป็นดวงสมพงษ์ชนิดที่ว่า ก็ใส่สูทผูกไทเข้าแถวต่อรับอาหารฟรีด้วยสีหน้าท่าทางเฉยเมย
ตามประสาคนสายแข็ง ที่มียถากรรมก่อนหน้ามาเนินนานหลายเดือน
แถมเพื่อนคนนี้ยังชวนริวไฮอิให้มาแวะที่บ้าน เพื่อเสริมการจัดฉากให้ดูแนบเนียนมากยิ่งกว่าเดิม
หลังจากที่ทางครอบครัวของเพื่อนพ่อ เริ่มระแคระคายว่าตัวพ่อของเรา
น่ากำลังจะตกงานแบบมาราธอน เพราะมีสัญญาณแทรกซ้อนเข้ามาหลายอย่าง
ให้สมควรพอที่จะเป็นบุคคลที่น่าต้องสงสัย
ริวไฮอิจึงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ที่ปกติแล้วการเก็บซ่อนความลับอะไร
ก็เล่นได้ไม่เนียนตา แถมยังทำหน้าตาได้เหรอหรา จนลูกเพื่อนจำทางได้
เล่นเอาตัวพ่อริวไฮอิสีหน้าถอดสี และคาดเดาอนาคตได้เลยว่า
ในไม่ช้า ครอบครัวของเราก็คงจะจับไต๋ได้ ในสิ่งที่ควรรู้แต่ยังไม่ได้รับรู้
ขึ้นกับว่า ช้าหรือเร็วเท่านั้น ที่คำตอบนั้นจะถูกเพ่งพาย
อันจะนำมาซึ่งความสั่นครอนทางอำนาจ ในสถานภาพของผู้เป็นพ่อ
ที่เป็นเสาหลักของครอบครัวในที่สุด ที่วันๆนึกแต่เรื่องการบริหารศูนย์กลางอำนาจของบ้าน
โดยไม่สนใจใยดี ว่าสมาชิกลูกบ้านจะมีความรู้สึกเช่นใด



Dad,You say you protect us ,but what do you do everyday?
l am joining the Us Army becauce l want to protect all of you.
(ไหนป๋าบอกว่าป๋าจะปกป้องพวกเรา แต่วันๆป๋าคิดสิว่าป๋าได้ทำอะไรลงไปบ้าง
ผมจะสมัครเข้าร่วมกองกำลังสหรัฐ เพราะว่าผมต้องการที่จะปกป้องทุกๆคน)


หนังได้นำพาผู้ชมไปไกล ชนิดที่ไม่คิดว่าจะมีหนทางกลับมาได้
เมื่อคนเป็นแม่ ที่อยู่มาวันหนึ่ง ดันมีโจรเข้ามาปล้นในฐานะตัวเยือน
และดูท่าว่าจะเป็นโจรมือใหม่ ที่มาปล้นโดยไม่รู้จักเลือกเจ้าทุกข์
เลยต้องมาเจอเจ้าทรัพย์ ในสถานการณ์ที่ตกอับไร้ทรัพย์สินเหลือแต่ความเป็นเจ้า
แถมยังจี้เอาตัวประกันที่มีแม่อยู่เพียงคนเดียวในบ้าน ติดสอยห้อยตามไปด้วย
ไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เพราะก่อนหน้าที่พี่โจรแกจะมาปล้นบ้านนี้
ก็ได้โจรกรรมรถเก๋งสปอร์ตคันงาม เป็นรุ่นเดียวกันกับที่คนเป็นแม่ได้ถูๆไถๆ
ณ โชรูม แบบได้มาไม่ถูกต้องแต่ก็ขับได้ถูกทาง จนได้รับความเชื่อใจจากคุณโจร
ที่ขับรถไม่ชำนาญเท่า สุดท้ายปลายเหตุก็หนีไกลจากจุดเกิดเหตุพอสมควร
ยิมยอมที่จะปล่อยตัวมิโฮะให้เป็นอิสระ แต่คราวนี้ตัวแม่ไม่ยอมเชื่อคำสั่งของผู้เป็นโจร
ถึงขั้นแสดงกำลังภายในในสถานที่มิดชิด จนทำท่าว่าหนังเตลิดไปจนได้ที่
ค่านิยมทางสัมคมของคนที่เป็นศรีภรรยา ที่มีลูกมีเต้าอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
ที่ดูท่าว่าน่าจะเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของผู้หญิงโดยส่วนใหญ่
จะแก้แค้นแก่ผู้เป็นพ่อที่ไม่ยอมบอกเล่าความจริง หรือปลดปล่อยอิสรภาพที่เก็บอั้น
มานานก็ไม่ทราบได้ แต่ที่ผู้เขียนรับรู้ คือ เป็นความแตกสลายโดยสมบูรณ์
ของครอบครัวๆหนึ่ง ที่ไม่มีโอกาสกลับมาแก้ไขให้เหมือนเดิมได้อีกครั้ง
พ่อไปทาง แม่ไปทาง ส่วนลูกก็หนีออกจากบ้านกลายเป็นเด็กเร่ร่อน
แต่สุดท้าย ผู้กำกับก็สร้างปาฏิหาริย์อย่างเหลือเชื่อในสิบนาทีสุดท้าย
เมื่อดึงสมาชิกแต่ละคน ให้วกกลับมาจุดเดิมของความเป็นครอบครัวนี้อีกครั้ง
ทั้งๆที่ ไม่ได้มีตัวกลางสมานฉันท์อย่างคนหนึ่งคนใด เป็นผู้ชักนำให้กลับคืนมา
กลับกลายเป็นเรื่องสำนึกของความเป็นสถาบันทางครอบครัวเฉพาะบุคคล
จะด้วยต้นทุนเดิมที่เคยอบอุ่นก่อนที่ครอบครัวซาซากิจะประสบด้วยนานาปัญหา
เพราะหนังไม่ได้ฉายความรู้สึกนึกคิดของตัวละครและบทย้อนก่อนหน้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่น
เพราะบทจะกลับคืนมา ก็กลับคืนมาเสียอย่างดื้อๆ
เป็นความยินยอมพร้อมใจซึ่งกันและกัน บนโต๊ะกินข้าวตัวเดิม
เหมือนกับว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายในชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาตลอดทั้งคืน
ราวกับว่า ไม่เคยอะไรเกิดขี้นกับตัว เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง พอเช้าวันใหม่
ก็กลับมารีสตาร์ท เริ่มต้นชีวิตใหม่กันอีกครั้ง.
ซึ่งจะว่าไป หากผกก. เลือกให้เป็นความล่มสลายของครอบครัวซาซากิ
ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า เพราะหนังมันมาในทิศทางนั้นโดยตลอดทั้งเรื่อง
การตีวกแบบ๑๘๐องศา อาจทำให้คนที่ผล่อยหลับไปช่วงท้ายอาจพลาดสิ่งดีดี
ในปรากฎการณ์ที่ไม่น่าเชื่อในโลกของภาพยนตร์โดยไม่รู้ตัว



Tokyo Sonata เป็นงานกำกับของ ผกก. คิโยชิ คูโรซาว่า
ผู้ที่มีจริตนิยมทางด้านการสร้างหนังเขย่าขวัญสั่นประสาทที่ออกฤทธิ์มึนๆ
ในช่วงท้ายเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Kairo , Loft และSakebi
ดังนั้น จะเเปลกอะไรที่จะผกก.ท่านนี้ จะหันมาสร้างหนังดราม่าหม่นๆ
แนวครอบครัว ที่แม้จะปรับไปอีกแนวทางก็ยังไม่ถือว่าสายนัก แม้จะผ่าน
งานการกำกับมากว่าสามสิบกว่าปี ซึ่งใน Tokyo Sonata
แกก็ยังรักษาการออกฤทธิ์อย่างมึนๆ อันเป็นเสมือนลายเซ็นต์เฉพาะบุคคล
ที่ถ้าไม่ใช่แกทำแล้ว อาจเป็นงานที่ลอยทะเลเคว้งของมือของผู้กำกับคนอื่น
หรือมองในอีกแง่ อาจเป็นหนังที่ดูแบบเข้าใจได้ไม่ยาก ก็เป็นไปได้
ถือเป็นความกล้า ที่ตีแผ่ปัญหาสังคมในประเทศ
ด้วยการใช้สื่อภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสื่อสารให้วงสาธารณะ
จะว่าเป็นหนังที่ว่าเรื่องของปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่แปลก
คือ การใช้ครอบครัวซาซากิเพียงครอบครัว เป็นเครื่องยกตัวอย่าง
ที่ไปสัมพันธ์กับอีกหลายๆปัญหาในประเทศ ได้อย่างแยบคาย
(หรือหัวอนุรักษ์ในประเทศ อาจมองว่าหยาบคาย)
แถมแตะยังไม่จบ ยังมีการขยายผลเชื่อมโยงกับปัญหาจนเรื่องราว
ของหนังไหลเป็นตัวโน็ตโซนาต้า ที่บรรเลงยาวนานกว่าเพลงป็อปตลาดทั่วไป



We are like the slow-sinking boats
(เราก็ไม่ต่างจากเรือ ที่กำลังจมลงอย่างไปช้าๆ)

ส่วนมือเขียนบทก็เป็นคนเดียวที่เขียนบทและร่วมกำกับจากหนังเรื่อง
Dance of the Dragon ที่เป็นงานร่วมดาวเอเชียหลายสัญชาติ
อาทิ เจสัน สก็อต ลี ลูกครึ่งอเมริกา, จาง ฮุก จากเกาหลี และเฟย หวอง
จากสิงคโปร์ เป็นรักสามเศร้าครั้งนั้น จนมาครอบครัวเกือบเศร้าในครั้งนี้
แต่เสน่ห์ของ Tokyo Sonata สำหรับผู้เขียน คือ การล้อมวงร่วมกินข้าว
ของสมาชิกในครอบครัว ที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์ประเทศ ไม่ใช่แค่สาย
ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ดูจะเป็นสายวัฒนธรรมของแทบโลกตะวันออก
เพียงแต่การสอดแทรกให้ดูโดดเด่น ผกก.ญี่ปุ่นดูจะเน้นเอื้อต่อการเข้าฉาก
โดยเฉพาะในซีรีย์ญี่ปุ่นที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวด้วยแล้ว
แทบจะเป็นสูตรวิชาบังคับที่ขาดไปเสียมิได้ ไม่ว่าจะเป็นซีรีย์อย่าง
Otousan , Summer Snow ,Grand Family ,FlowerShop without Rose
หรือ Aikurushii ปากก็กินไปพร้อมกับสอบถามสารทุกข์สุขดิบภายในครอบครัว
แม้คนเป็นลูกจะพยายามหลีกหนี ที่ไม่อยากพูดคุยด้วยก็เหอะ
แต่ก็ยากที่จะปฏิเสธ ที่จะไม่ร่วมทานข้าวให้อยู่ท้องได้
ถึงขั้นมีมาตราการลงดทษให้อดข้าวกันมาแล้วก็มี
เป็นกติการตามธรรมเนียมสามัญครอบครัว ที่ปัจจุบันนี้ไม่แน่ใจว่า
การมีอาหารสะดวกซื้อและหากินเองได้นอกบ้าน จะทำให้โต๊ะกินข้าว
แลดูศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตจริงรึไม่ ถ้าไม่แล้วทุกวันนี้โต๊ะกินข้าวจะถูกดัดแปลง
อรรถประโยชน์เหมือนกับเครื่องออกกำลังกายที่ไว้แขวนเสื้อผ้ารึเปล่า
อันนี้ก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกัน



แต่ถึงกระนั้น Tokyo Sonata ก็ได้รับอิทธิพลจากงานในสาย Ozu เเบบเต็มๆ
อย่างยากที่จะเอ่ยคำปฎิเสธออกมาได้เต็มปาก เพราะความที่กลิ่นแนว
ดราม่าที่ใช่ว่าจะเล่นหนักเพียงสถานเดียว อย่างน้อยๆก็ยังมีเสียงตลกแหะๆ
ในการพฤติกรรมของตัวละครที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะเล่นให้ขำก็ตาม
แม้จะมีรสตลกปนสังเวชอยู่หน่อยๆ จะว่าตลกร้ายก็ไม่แปลกนัก
เพราะเป็นความร้ายที่สอดรับการสถานการณ์อันน่าสิ่วน่าขวานของชีวิต
แบบไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า และทางเลือกที่ว่าอาจจะไม่ดีที่สุด
แต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือกระทำแล้วยังนั่งภาวนาถึงอดีตอันหวานชื่น
อีกทั้งการแบกรับปัญหาด้วยทัศนคติความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่ว่า
คนที่เป็นพ่อ ยอมต้องเป็นหัวเรือใหญ่ที่แบกรับในทุกสถานการณ์
และมีอำนาจการบัญชาการสูงสุด
โดยไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ที่ผันเปลี่ยนในปัจจุบัน
ที่ผู้หญิงมีสิทธิแบกรับในการหารายได้เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ครอบครัว
และเหล่าบรรดาลูกน้อย ที่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเพื่อแบ่งปัน
ความรู้สึกและหนทางร่วมในแก้ปัญหาไปด้วยกัน
ซึ่งบทของผู้เป็นพ่อนี้ เทรุยุกิ คากาวะ เล่นได้เด็ดขาดและเด็ดดวงยิ่ง
ซึ่งบทประมาณนี้แกก็ถนัดมาแต่ไหนแต่ไหน นับตั้งแต่ใน
ซีรีย์ Unfair และ Mr.Brain ที่นิยมการเอะอะมะเทิงและสื่อความเป็น
อำนาจนิยมเป็นเบื้องหน้า แต่ทว่าเรื่องน้ำใสใจจริงแล้ว
ก็ปรารถนาดีได้ไม่น้อยหน้ากว่าใครๆ
ส่วนตัวแม่ เคียวโกะ โคอิซุมิ ที่รับบทเป็นเมกุมิ
อาจจะได้รับบทที่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่เคยรับเล่นก่อนหน้า
ที่มักมาตามแนวสายแม่ ที่เป็นแม่บ้านตามจารีตดีศรีสังคม
อาทิ แม่ของยาทาโระ ใน Nada SoSo หรือแม่ของมิชิโกะ ใน Love my Life
เพราะการมาครั้งนี้ของเธอ นอกจากจะอมทุกข์โศกและผิดโลกจารีตนิยม
ทางสังคมด้วยแล้ว ยังมีกระบวนการคิดอ่านที่สะท้อนความเป็นตัวแทนทาง
สังคมของแม่บ้านสมัยใหม่ ที่อยากจะปลดปล่อยพันธนาการบางสิ่งบางอย่าง
ที่คุณสามีปัจจุบันที่เมาเหล้าโซซัดโซเซยามดึก เขาไม่เข้าใจ
ซึ่งเรื่องนี้เจ๊ก็บรรเลงได้สักเต็มเหนี่ยว ไม่เหนียวฝีมือ
แต่บทลูกชายหัวปลี ที่รับเล่นโดย ยู โคยานางิ
ที่มีบทแสดงออกต่อฉาก ค่อนข้างน้อยกว่าน้องคนเล็ก
แถมไปรับเล่นหนังหรือซีรีย์เรื่องอื่นๆ ก็มักจะได้รับบทแขกรับเชิญ
หรือไม่ก็ตัวประกอบ อย่างใน Crow Zero ภาค๑และ๒ รวมทั้ง
My Boss My Hero ก็โผล่มาแค่ตอนแรกตอนเดียวสักงั้น
แต่ก็เป็นนักแสดงที่ทุ่มทุนกร่อนผมสลวยให้เลียนเตียน เพื่อเหมาะกับบท
ทหารอาสาสมัครนอกดินแดน ที่ถือว่าเขียนบทได้อินเทรนด์เข้ากับยุคสมัยที่
สภาของญี่ปุ่นมีข้อถกเถียงกับการประจำการของกองกำลังป้องกันตนเอง
ที่ช่วยไปเสริมความมั่นคงภายในตะวันออกกลาง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ
จำกัดการเสริมแสนยานุภาพทางกองทัพ นับตั้งแต่ที่แพ้สงครามโลกเครั้งที่ ๒
การสร้างตัวละครนี้ขึ้นมา ถือว่ากล้ามากเพราะไม่ค่อยเห็นหนังญี่ปุ่นเรื่องไหน
กล่าวถึงประเด็นนี้เท่าไรนัก
ไม่เหมือนกับคนน้องที่เล่นได้เด่นเอามากๆ ถือเป็นบทแจ้งเกิดก็ว่าได้
เล่นโดย อิโนวากิ ไค ผู้เขียนไม่คุ้นกับเจ้าเด็กคนนี้สักเท่าไร
เลยทำให้ไม่ติดบทบาทเรื่องก่อนหน้าใดใด พอทำให้เชื่อว่า
เป็นเด็กดีที่มีปัญหาชีวิตได้ไม่ยาก เห็นว่าเล่นซีรีย์กับเขาเหมือนกัน
ถ้ามีโอกาสคงได้ติดตาม ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องมีคนโม่ซับให้เสร็จสรรพ
เพื่อความเข้าใจที่ดีที่ตรงกัน ไม่งั้นผู้เขียนคงเออระเหยดูต้นฉบับ
นั่งเทียนในใจเหมือนครั้งเก่าก่อน ยิ่งเป็นนักแสดงชายด้วยแล้ว
พาลให้ไม่เกินสิบนาที เผลอๆมีปิดเอาด้วยความรำคาญใจ
แต่ต้องยอมรับว่า สื่อบันเทิงญี่ปุ่นเขาแม่นในการจับคนที่ไม่เป็นเปียโน
มานั่งทำนิ้วจุ่มๆ อย่างเป็นวิชา แล้วใส่เพลงบรรเลงในช่วงมิกซ์เสียง
ให้สมจริงในเชิงเนียนจับไม่ติด จะจับได้อย่างไรสักพักพี่ท่านก็ตัดสลับ
มุมกล้องไปทางโน้นที ทางนี้ที คงมีแต่เสียงเปียโนเท่านั้นที่มีความต่อเนื่อง
อยู่โดยตลอด เห็นมาเยอะแล้วจากในซีรีย์ Nodame Cantabile,
Mr.Brain ,Otousan, และ Tokyo Sonata ก็เช่นกัน
ที่ไม่เคยนึกเคยฝันเลยว่า เพลง Clair de Lune ของ Claude Debussy
(ขอบคุณสำหรับข้อมูลจากท่านมะนาวเพคะ ที่ผู้เขียนอธิบายได้ด้วยเพียงเลียนเสียงดิ๊งด๋องๆ)
เป็นเพลงที่ถูกนำใช้ประกอบหนังก็หลายเรื่อง แต่ไม่ยักมีหนังเรื่องไหน
จงเจาะใช้เพลงนี้ในฐานะเครื่องมือชนิดหลัก ที่สยบทุกความเคลื่อนไหวของคนดู
ทั้งๆที่ไม่ได้คาดหวังอันใดว่า จะมาเจอะเพลงนี้ในฉากสุดท้าย
และดูคล้ายจะเป็นตัวแทนที่สรุปรวบยอด ของหนังเรื่องนี้ทั้งหมด
ดีดเสร็จก็จากไป เหลือไว้ในคำถามที่ว่า อ้าว!จบลงแบบนี้เลยเหรอ
แหม!หนังกำลังจะหนุกได้ทีแล้วเชียว ผู้กำกับแกก็เลิกถ่ายต่อสักงั้น



Music we play separately merge into an ending
None of us could've foreseen.
(ดนตรีที่เราเล่นอยู่ ได้แยกพวกเราไปสู่บั้นปลาย
ในที่ๆเราไม่อาจจะหยั่งรู้ได้อีกต่อไป)

คงเหมือนกับหลายๆคน ที่แสดงความเห็นเอาไว้ว่า
เป็นหนังที่อืดและเหนือยใน สองส่วนสามของความยาวทั้งหมดในเรื่อง
จนบางฉาก หากจะตัดทิ้งไป ก็จะช่วยเสริมบรรเทาความน่าเบื่อหน่าย
ที่มีให้เห็นเสียตั้งหลายฉาก แต่ถ้าใครสามารถอดรนทนได้ไปสักพักใหญ่
จนหัวเรือของเรื่อง หมุนวกตกท้ายคลื่นเข้ามากระทบฝั่งในสถานการณ์ปกติเมื่อใด
ที่เหลือก็จะนำมาสู่จุดสำคัญของเรื่อง และฉากที่แสนประทับใจ
ที่คิดว่า ถ้าไม่มีการดำเนินเรื่องที่แสนห้าวและชวนผล่อยหลับไปในหลายช่วง
เป็นตัวส่ง ความรู้สึกในระดับปริมาณของความประทับใจอาจได้ไม่มากเท่า
ภายใต้การกำกับของผกก. คูโรซาวา ก็ว่าได้
ส่วนใครที่รู้สึกว่าหนังจบ แต่คนไม่จบ นั่น
อันนี้มีความเป็นไปได้สูง เพราะตอนท้ายของหนังสรุปรวดรัดไปไกล
ผิดกับตอนเริ่มต้น ที่พยายามไล่เลาะตามเก็บทีละประเด็น
อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่สำหรับผู้เขียนแล้วจบก็คือจบ
จบแบบอโหสิกรรม เลิกแล้วต่อกัน อย่าได้หลอกหลอนซึ่งกันและกันเลย
รับการการันตีการเป็นหนังที่ดีไว้แต่เบื้องต้น
เพียงแต่ทว่า เป็นหนังดีที่ขอดูเพียงครั้งเดียว และไม่ขอเลี้ยวซ้ำแบบ
Be with You หรือ Departures ที่ประโลมโลกยิ่งกว่า แน่นอน ........


อวยข้อมูลโดย
imbb และ มารีออง@bloggang




Create Date : 21 มีนาคม 2553
Last Update : 21 มีนาคม 2553 22:58:55 น. 20 comments
Counter : Pageviews.

 
เรื่องนี้ก็เคยได้ยินชื่อเสียงมานานแต่ยังไม่ได้ดู

ถามนิดสิคะว่าหาซีรี่ย์ญี่ปุ่นจากไหนอ่า หลังจากเรื้อวงการไปต่างแดนพักใหญ่ก็เกิดอยากกลับมาดูแล้วน่ะค่ะ


โดย: ทินา IP: 110.164.125.211 วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:20:06:21 น.  

 
ไม่เจอท่านทินาเสียนาน

หายจากบล็อกไปครั้งใหญ่เลยนะครับ

อะโน เรื่องนี้ไม่ใช่ซีรีย์นะครับ

เป็นหนังใหญ่ที่กวาดรางวัลอะไรสักอย่าง

ในเมืองคานส์นะท่าน ถ้าเป็นท่านทินา

น่าจะชอบได้ไม่ยาก หาได้ทั่วไปตามร้านครับ

ยังเดินผ่านเห็นแว้บๆอยู๋


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:21:02:33 น.  

 
อ่านคอมเมนต์อีกครั้ง

สงสัยว่าท่านทินา น่าจะแสวงหาซีรีย์ญี่ปุ่นมาดูจริงๆ

ก็มีหลายทางครับ ตามห้างที่มีขายซีรีย์เกาหลีนะท่าน

ซีรีย์ญี่ปุ่นเขาไม่มีลิขสิทธิ์ในเมืองไทยหรอกท่าน


ส่วนใหญ่ผู้เขียนก็เลือกช่องทาง ผ่านทางสั่งซื้อในเน็ต

ดูในคลิปเว็บ และได้จากผู้อุปถัมภ์ที่บ้านเน็ตแรง



โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:21:17:00 น.  

 
555ปล่อยไก่ตัวใหญ่กว่าผีเคโระอีก Tokyo Toyota
ถึงบอกว่าเป็นหนังที่เครียดแต่ก็น่าสนใจ
ได้อ่านแล้วอยากดูนะ เหมือนเป็นโศกนาฏกรรมครอบครัว
หนังปูเรื่องมาแตกสลายขนาดนั้นทำไมถึงใจดีในตอนจบได้ล่ะ
ดูแล้วมีเหตุผลเพียงพอหรือเปล่าคะในการกลับมาสมานฉันท์ในตอนจบ
แต่อย่างน้อยก็ได้ฟังเพลงที่แสนจะไพเราะอย่างClair de Luneล่ะ
ฟังแล้วทั้งเหงาทั้งเศร้า เพียงแต่ว่าเล่นจนจบเพลงหรือเปล่าคะ




โดย: มะนาวเพคะ IP: 118.174.52.233 วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:21:23:13 น.  

 
หนังเรื่องนี้ ซื้อมาเพราะชื่อเรื่อง
แล้วได้ยินมาว่า "ดี"
ก็หวังว่าจะเกี่ยวกับดนตรี
เพราะช่วงนั้นกำลังคลั่งไคล้ โนดาเมะ

ปรากฏว่ามันไม่ใช่อะดิ
แต่มันก็เป็นหนังทีดีจริงๆ
โดนใจมาก

ปัญหาครอบครัว มันเกิดจากคนในครอบครัวไม่พูดคุยกันให้เข้าใจนั่นแหล่ะ
เรื่องนี้ตีแผ่ออกมาจนหมดทุกตัวละคร
ทุกคนมีเรื่องปิดบัง...
แต่ท้ายที่สุด ...ชีวิตครอบครัวก็ต้องดำเนินไปตามครรลองของมันต่อไป


โดย: นัทธ์ วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:21:36:58 น.  

 
ถามว่าเหตุผลเพียงพอรึไม่เหรอท่านมะนาว
อืม มันเหมือนผู้กำกับได้ลำดับหนัง
แล้วมันเหลือช่องวา่่่งอันน้อยนิดให้เติมใส่

ซึ่งโดยปกติ ผู้กำกับเขาไม่ค่อยจะทำกัน
อย่างมากสุด ก็ต้องปูพื้นลำดับความเสียเล็กน้อยสักห้าถึงสิบนาที
เพื่อให้เนื้อเรื่องวกกลับคืนมาโดยสมบูรณ์
หรือ ถ้าเป้นหนังหักมุม ก็ต้องมีลำดับภาพย้อนหลังแรงจูงใจในการ
ก่อเหตุ แต่ผกก.คูโรซาวา เขาเลือกที่จะ
วกกลับมาเฉยเลย สั่งทีมงานจัดของเก็บเข้ากองถ่าย

แล้วไปถ่า่ยในฉากใหม่ ในอีกห้าหรือสิบเดือนข้างหน้า โดยไม่ปล่อยให้เห็นชีวิตในช่วงเวลา
ต่อมา
แต่โชคคงเข้าข้างแกมั้ง ที่เนื้อหามันสอดรับกับวิธีการ
ของแกพอดี ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่างานนี้
คนดูหรือนักวิจารณ์จะยอมรับวิธีการนี้
จากแกอีกต่อไปสักเมื่อไรละ

ส่วนเพลงจบไหม ก็เพลงที่เล่นอัตโนมัติอยู่
ก็มาจากหนังเรื่องนี้แหละท่านมะนาวฯ
แต่ขอบอกก่อน Clair de Lune มันมาเอาท้ายสุดของเรื่อง
อยากดูเร็วนักก้อเข้ายูทูปดูเลยไม่ดีกว่าเหรอท่าน


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 21 มีนาคม 2553 เวลา:23:08:51 น.  

 
คือมะนาวขอเท้าความนิดหนึ่งว่าตัวเองเข้าใจถูกหรือเปล่าว่า
ตอนจบน้องคนเล็กเล่นเปียโนเพลงClair de Lune
ก็เลยอยากรู้ว่าน้องคนเล็กเล่นเปียโนเพลงนี้จนจบเพลงหรือเปล่า
หรือว่าปล่อยให้เล่นแค่เสี้ยวเดียวแล้วตัดเป็นฉากจบเลย
เพราะที่เปิดคลอบล็อกมันก็แค่เสี้ยวเดียวเอง
ก็เลยไม่แน่ใจว่าที่คุณChanpanakrit เอามาแปะ
มันเท่ากับที่เล่นอยู่ในหนังหรือเปล่า ก็เลยได้ถามขึ้นมาค่ะ
ถูกดุแถมถูกไล่ให้ไปเข้ายูทูปอีก........(อยากแปะemotionตรงนี้จัง)



โดย: มะนาวเพคะ IP: 118.174.52.233 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:20:23:59 น.  

 
กำลังจะดูครับ


โดย: คนขับช้า วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:21:55:06 น.  

 
ต้องขอจูนอารมณ์และขอประทานอภัยแก่ท่านมะนาวเพคะสักก่อน

คงด้วยความนิสัยเสียของตัวผู้เขียนเอง
ที่มักจะสนิทตีซี้กับใคร มักจะลงเอยด้วยการเลยเทิดเล่นกระบาล
ตามประสาเพื่อนเกลอน้องเกลอ แม้เราจะไม่เคยเห็นหน้าคาตา
หรือได้ยินเสียงอุแหว้ๆ ตามคลานกันมาแต่ปางนี้

โดยปกติแล้ว ผู้เขียนมักจะไม่ค่อยตอบคอมเมนต์โดยเฉพาะ
คนที่ไม่ได้สมัครของท่านbloggang โดยอาศัยช่องคอมเมนต์
ของตนเอง
โดยปกติ ก็จะไปแวะแก่บล็อกของท่านนั้นๆ
ที่ให้เกียรติเยี่ยมชมและสละเวลากับปลายนิ้วเพื่อแสดงความเห็น

แม้ส่วนมาก จะเป็นประเภทแวะมาแต่ไ่ม่ได้อ่านงานมหาร่าย
ของตัวผู้เขียนหรอก

แต่วันนั้นไม่รู้นึกครึ้มอะไรขึ้นมา ถึงได้ตอบความเห็นของ
ท่านมะนาวเพคะไปได้ ไม่รู้ว่าเป็นมนต์เขมรท้ายซอยที่ไหนรึเปล่า
จำได้เลยว่า มาปฐมเมนต์ในซีรีย์เรื่อง Summer Snow

รู้เปล่าว่า จากนั้นท่านมะนาวเพคะก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ทีขาดท่านไปผู้เขียนคงเหงา และติดกะลาในโลกส่วนตัวเหมือนเช่นเคย ท่านมะนาวฯเลยทำให้ผู้เขียนนึกถึงสมัยเด็ก
ที่หลังเลิกเรียนเสร็จ ต้องโยนกระเป๋าเรียน
เพื่อมาประคองสัตว์เลี้ยงแสนรัก ทามะก็อตจิ
มิให้มันป่วยไข้ และอิ่มพีทีมันอยู่ตลอดเวลา
แต่มะนาวก็อตจิดีอย่าง หากินเองได้ แถมกดรีโมทดูหนัง
อ่านหนังสือ และตะล่อนตามแวดวงเน็ตได้
โดยที่ผู้เขียนไม่ต้องตามกดปุ่มโอเพ่น แถมรีเซทเล่นใหม่
ก็ไม่ยักจะยอมตาย ขยันมาตอบทุกคอมเมนต์ของผู้เขียน
เล่นเน็ตมาตั้งแต่word จุฬา ยังไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อนเลย
ถ้าออกหนังสือจะให้นิยามคนแรก ถ้าเล่นแชร์จะให้เปี๊ยมือที่หนึ่ง
ถ้าเป็นหนี้จะให้เป็นผู้ค้ำประกันรายใหญ่เลยนะขอรับ


แถมก็ยังช่างอ้อนช่างยุ สรรหาเรื่องราวต่างๆ
จำทำให้ผู้เขียนอยากรู้และอยากแจมวิชาขะโมนโฉนเฉน
บางเรื่องก็รับปากทำให้ได้ บางเรื่องรับปากเอาไว้ก่อน
หลายเรื่องจะพยายาม แต่ก็ติดคำว่า จะ ไปเสียทุกที
อย่างงานของผกก.ชุนจิ ก็ไม่ได้ลืมหรอกนะครับ
เพียงแต่แผ่นมันอยู๋ที่บ้านนอก เช่นเดียวกับ himitsu
ที่ทุกวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าแผ่นมันได้สูญหายไปในที่แห่งใด
คิดไม่ออกทีไร โทษเพื่อนเอาไว้ก่อนทุกที

และดูท่านมะนาวฯจะมุ่งมั่นในเนื้อเพลง
มากกว่าเนื้อหนังของ Tokyo Sonata เอาเป็นว่า
ผู้เขียนตัดเพลงมาแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะกว่าจะเข้าอาดาจิโอ
มันจิ้มอารัมภบทมากไปหน่อย อย่างที่ได้เขียนไว้ข้างบน
ไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหน จงใจใช้เพลงClair de Lune
มากเท่านี้มากอ่น เท่าที่จำได้ ในหนังฝรั่งก็มีแค่
God father กับ Die hard ภาคแรก เท่านั้นนะที่พอจดจำได้

งานปราบดาหยุ่น ที่ผู้เขียนคิดว่าเจ๋ง ก็จะมี อุทุกภัยในดวงตา
ที่เหมือนจะเป็นงานเปิดตัวให้ผู้อ่านรู้จัก ฝีไม้ลายมือของคนท่านนี้
ว่าไม่ธรรมดาเลย ส่วนอีกเรื่อง คือ ชิทแตก เป็นหนังสือดีร้อยเล่มวิทยาศาสตร์ไทย ที่คนไทยน่าจะควรอ่าน
ส่วนหนังสือที่คุยระหว่างปราบดากับพี่วินทร์ ซึ่งออกมาหลายเล่มแล้ว
อันนี้ก็ไม่ควรพลาด เป็นการสนทนาผ่านอีเมลล์
ให้เห็นภูมิปัญญาของความเป็นจิตวิญญาณของนักอ่าน
เสมือนโลกที่เรากำลังดูนักปราชญ์เขาวิวาทะกัน

อีกเล่มที่เชื่อว่าท่านมะนาวอ่านแล้วต้องชอบ
เป็นงานของปราบดาอีกเช่นกัน ตั้งชื่อง่ายๆว่า เขียนถึงญี่ปุ่น
จำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่นที่แกเป็นเจ้าของเองนี้แหละ
รวมบทความที่คัดสรรมาจากคอลัมน์ From a Tropical Storm แล้วมีการนำไปแปลในนิตยสารญี่ปุ่นที่ชื่อ Eye Scream
เป็นการมองญีปุ่นด้วยสายตาที่คนญี่ปุ่นไม่เคยสังเกตเห็น
เอาเพียงแ่ค่นี้ก่อนนะครับ

ดูยิบแมนแล้วหรอคับ รู้สึกอย่างไรสาแก่ใจท่านรึเปล่า
แต่ถ้าไม่ ผู้เขียนคิดถึงหนังแนวคล้ายๆกับ tekken
ตอนนี้ได้สองเรื่อง คือ Man on Fire ที่มีเดเซล วอชิงตันเล่น
กับ Law Abiding Citizen ที่มีเจอราด บัทเลอร์เล่น
มาแนวไม่รู้จะเรียกพระเอกได้ดีรึเปล่า แต่ระดับความแค้นนี้ฝังหุ่นเลยละ
น่าจะเหมาะกับสายโหดอย่างท่านมะนาวนะครับ

เอ๊ ผู้เขียนไปเม้นต์อะไรให้ท่าน thaliana
ขออนุญาตกราบลาและแวะไปดูก่อนนะครับ



โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:23:19:32 น.  

 
ไม่เป็นไรแล้วค่า หายมัวแล้วค่า และขอบคุณนะคะสำหรับความรู้สึกดีๆ

เขียนซิคะหนังสือ มะนาวจะอุดหนุนเป็นคนแรกเลย
และจะชวนที่บ้านไปช่วยกันซื้อด้วย เอาสำนวนแบบนี้นะ
แบบSummer Snow ที่อ่านไปยิ้มไป
ไม่รู้ว่าคุณChanpanakrit เคยอ่านหนังสือที่คุณปิ่น บุตรี
เขียนหรือเปล่าคะ สำนวนแกตลกๆแบบนี้เหมือนกัน
อย่างแกนั่งเครื่องไปเที่ยว แล้วแกตั้งใจจะเหล่แอร์
แต่ตรงส่วนที่แกนั่งมีแต่สจ๊วตมาบริการ แล้วสจ๊วตก็เหล่แกแทน
555ตลกดี แล้วแกไปเห็นชื่อๆหนึ่ง แกก็นึกว่าทำไมแกคุ้นอย่างนี้นะ
ทั้งคุ้นหู คุ้นตา คุ้นลิ้น 555ก็แกกรึ่มมาบนเครื่องยันถึงพื้นจะไม่คุ้นลิ้นแกได้หยั่งไง

เล่นแชเปียเป็นมือที่หนึ่งนี้ ไม่ใช่พวกมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรอกเหรอคะ
มะนาวน่ะเศรษฐีนีย่อยๆนะจะบอกให้ 555อย่าเชื่อนะ
ส่วนค้ำประกัน ม่ายอาว ม่ายค้ำ กลัวสูญเสียสถานภาพเศรษฐีนีค่า 555

เพิ่งรู้นะว่าตัวเองเป็นมะนาวก็อตจิ แถมเป็นคนแปลกที่ไม่เหมือนใครอีก
คือคงจะเป็นอย่างนั้นน่ะค่ะ อย่างมะนาวไม่รู้ว่าเวลาคนเขาไปเม้นต์ที่บล็อก
แล้วเขาไม่ตอบกลับกัน เพราะเขากลับไปตอบที่บล็อกของคนที่มาเม้นต์แล้ว
ได้แต่คิดในใจว่าทำไมเย็นชากันอย่างนี้นะ ไม่มีการสื่อสารกันเลย
แล้วเวลามะนาวไปเม้นต์แล้ววกกลับไปอีกครั้งหนึ่ง
ก็คืออยากรู้ว่าคนอื่นเม้นต์หนังเรื่องนั้นว่าไงบ้าง พูดง่ายๆคือเข้าไปเก็บข้อมูลน่ะค่ะ
แล้วที่ไปทิ้งคำขอเรื่องDeparturesไว้ ก็เพราะคิดว่าคุณChanpanakritยังไม่ได้เขียน
เผื่อจะเขียนครั้งต่อไปก็แค่นั้นเองค่ะ แล้วก็เรียกว่าไม่นีกไม่ฝันมาก่อนเลยเหมือนกันว่า
คุณChanpanakritจะแปะลิงค์ไว้ให้ ถามว่าดีใจมั๊ย ก็ต้องบอกว่าดีใจมากกก
เพราะมันเหมือนกับว่าไม่ได้เย็นชาอย่างที่เราคิด จริงๆก็มีการสื่อสารเหมือนกัน
เพียงแต่เราเข้าไม่ถูกจังหวะเท่านั้นเอง

ส่วนTokyo Toyota เอ๊ยTokyo Sonata มะนาวจะมาคุยอีกทีหลังจากดูหนังแล้ว
เพราะคงมีเนื้อหาประเด็นให้คุยได้แล้ว เพราะการคุยตอนนี้ก็เหมือนตาบอดคลำช้าง
คุยยังไงก็ไม่โดน

พอคุณChanpanakrit บอกว่าหนังสือ "เขียนถึงญี่ปุ่น"
มะนาวร้องอ๋อเลยค่ะ เล่มนี้มะนาวเคยอ่านแล้ว
จำได้ว่าตอนที่ซื้อเรื่องนี้ดังมาก หนังสือหลายเล่มเลยที่แนะนำเรื่องนี้
ส่วนเรื่องอื่นๆทั้ง ชิทแตก ทั้งอุทกภัยในดวงตามะนาวเคยได้ยินชื่อ
เหมือนว่าชิทแตกจะเป็นนิยายด้วยใช่ไหมคะ

หนังที่คุณChanpanakritแนะนำทั้ง Man on Fire
และ Law Abiding Citizen เข้าไปอ่านเรื่องย่อแล้วน่าดูทั้ง2เรื่องเลยค่ะ
จะบอกว่ามะนาวไปเดินโต๋เต๋แล้วไปได้เรื่อง The Huntedมา
หนังเป็นไงบ้างคะ สนุกไหมคะ

เขาก็มีสายน่ารักเหมือนกันนะ ไม่ใช่สายโหดสายเดียว
เคยดูมั๊ย The Little Rascals น่ะ





โดย: มะนาวเพคะ IP: 180.180.139.181 วันที่: 23 มีนาคม 2553 เวลา:20:23:05 น.  

 
ก็คงไม่แปลกใจเท่าไรหรอก
ชื่อ มะนาว โดยปกติร้านผัดไทหน้าปากซอย
จะแถมมะนาวครึ่งลูกไว้สำหรับเป็นเครื่องปรุง
แต่เดี๋ยวนี้ ถูกหั่นออกเหลือแค่หนึ่งในสี่ของลูกไปเสียแล้ว

The Hunted ที่ท่านมะนาวเพคะว่านี้
สำหรับผู้เขียนนึกได้เพียงสอง ชื่อ
หนึ่ง เป็น หนังสือในเครือสนพ.แจ่มใส
ในโลกจินตนาการของอนาคต ที่เด็กกลายเป็นกลุ่มชน
ที่หายาก เพราะผู้คนต่างมีอายุยืนด้วยพัฒนาการทางการแพทย์
เป็นงานเขียนของ Alex Shearer แปลโดย กรกฎ
กับอย่างที่สอง เป็นชื่อวงแนวแทรชร่วมสมัย
ที่มาเคยเปิดมินิคอนเสริตในเมืองไทย
ไม่ีรู้สองอย่างนี้มีความใกล้เคียงกับ the hunted
ที่ท่านมะนาวเอ่ยบางอะป่าวเอ่ย


The Little Rascals นี้มันหนังเก่าเอาพอสมควรนะขอรับ
รู้สึกชื่อไทยประมาณว่า แก็งค์จิ๋วจอมยุ่งมั้งครับ
รวมเหล่าเด็กต่างชาติต่างพันธ์มาแสดงความก๋ากั๋นในเรื่อง

ได้ดูหนังดีวันนี้อีกหนึ่งเรื่อง
นำมาจากต้นฉบับนิยายขายดี(อีกแล้ว)
ของผู้เขียนเรื่อง no country from old men
ที่ชื่อเรื่องว่า The Road หนังถ่ายทอดความโหดร้าย
ของมนุษย์หลังจากเกิดการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์
โดยมุ่งจับไปที่สองพ่อลูก นำแสดงโดย
วิกโก มอนเทนเซน หนังทุนฉายไม่มาก
แต่ให้ข้อคิดมากอุดม และชักไม่เชื่อศรัทธาในตัวเองสักแล้ว



โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:19:15:02 น.  

 
เมื่อวานไปตะลุยโรงหมอมา เจอหมอนิสัยไม่ดี
อารมณ์เสียสุดๆ กลับมาถึงบ้าน อาบน้ำ นอนเลยค่ะ

ใช่แล้วค่ะเรื่องThe Little Rascals เก่ามาก เป็นหนังตั้งแต่ปี1994
มะนาวได้มาพร้อมThe Hunted แต่เด็กๆน่ารักนะคะ น้องหมาก็น่ารัก
ส่วนThe Huntedมะนาวยังไม่ได้แกะกล่องเลยค่ะ
เห็นแต่หน้ากล่องโปรยว่า Academy Award Winners
และมี Benicio Del ToroกับTommy Lee Jonesแสดงนำ
จริงๆชอบBenicio Del Toroน่ะค่ะ เห็นปั๊บ คว้าหมับเลย
โดยไม่รู้ว่าเป็นหนังแบบไหน
ทั้ง2อย่างที่คุณChanpanakritกล่าวถึง ใกล้เคียงมั๊กค่ะ อิ อิ ก็ชื่อเรื่องไง

The Roadเหรอคะ เครียดมากไหมค่ะ เพราะเรื่องNo Country for Old men
มะนาวยังไม่ได้ดู ยังกลัวๆ กล้าๆกับแนวหนัง แต่เห็นบอกว่าแสดงได้สมกับรางวัลนี่คะ
แต่มะนาวได้หนังคู่แฝดของTakenมาแล้วค่ะFrom Paris with Love
ไม่รู้ว่าชัดหรือเปล่า เห็นบอกว่าสนุกกว่าTakenอีก ประเภทตายไปเลยค่ะ

คุณChanpanakritเคยได้ยินซีรีส์เรื่องVOICE ไหมค่ะ
ที่มีเออิตะ, โทมะ, และซาโตมิแสดงน่ะค่ะ มะนาวอ่านในมติชนแล้วน่าดูมากเลยค่ะ
เกี่ยวกับแพทย์ด้านนิติเวช ไม่รู้ว่าจะมีให้สั่งแล้วหรือยัง

วันนี้ได้ไปเข้ากระทู้เกี่ยวกับพี่ทหาร ที่ยืนรักษาการดูแลความสงบเรียบร้อยมา
ในกระทู้บอกว่า มีน้องซุปเปอร์โมเดลช่วยซับเหงื่อให้พี่ทหาร
โดยหยิบกระดาษทิชชู่มาจากกล่องโฟร์โมสต์(ตรงนี้มะนาวอ่านผิด)
มะนาวก็สงสัยว่านมโฟร์โมสต์ เขาแถมกระดาษทิชชู่ด้วยเหรอ
ก็ที่เราซื้อทานมันแถมแต่หลอดอย่างเดียวนี่หน่า
อ่านไปซัก2-3ความเห็น ฮาก๊ากเลย 555คนละโฟร์โมสต์
แล้วความที่ว่าเขาเขียนกันตลก มะนาวก็จะไปโพสต์ว่า
กระทู้นี้ตลกจังเลย แต่เอะใจ เอ๊ะ!ขอไล่ดูอีกที มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลย
เผ่นออกจากกระทู้แทบไม่ทัน555
คราวนี้ไม่ได้แปะรหัสกระทู้ให้คุณChanpanakritเพราะ
คิดว่าคุณChanpanakritคงไม่ชอบอ่านอะไรแบบนี้น่ะค่ะ


โดย: มะนาวเพคะ IP: 113.53.182.191 วันที่: 25 มีนาคม 2553 เวลา:20:24:52 น.  

 
ไปเจอหมอไม่ดี
ในสำนักโรงหมอไหนเหรอขอรับ
น่าจะให้หมอเหล่านั้น ดูหมอโกโตะ
หรือไม่ก็หมอจินเป็นตัวอย่าง
แถมหมออาซาดะ อีกสักเรื่อง
หรือหัตถ์เทวดาหมอเทระประกอบท้าย
เพื่อสงเสริมลักษณะวิชาชีพให้ซึมเข้าเส้นเลือด
นะขอรับ

the Hunted คนเป็นคนละอย่างกับที่ท่าน
มะนาวเพคะมีไว้ครอบครองเสียแล้ว
เพราะมากันคนละแนวทาง ปีนี้ได้ดู
หนังของเดลโตโลไปสองเรื่อง
เรื่องหนึ่งแกก็เป็นมนุษย์หมาป่าซะ
กับอีกเรื่องแกก็เล่นเป็นเช กูเวลา แถมทำออก
มาสองภาค เป็นหนังลาตินสุดคลาสสิคเลยท่าน
สร้างโดยผกก.จากเรื่อง Traffic ชื่ออะไรแล้วน้อ
ปีเตอร์ โซเดนเบริก นี้กระมัง

the road ว่าเครียดก็เครียด จะว่างดงามก็งดงาม
โดยเฉพาะไอ้เด็กน้อย น่าตาจิ้มลิ้ม
เหมาะเป็นอาหารว่างสำหรับท่านมะนาวเพคะ
เผื่อเติบใหญ่เราจะได้มีอุปการะคุณ
เฝ้าดูเิติบใหญ่ประดับวงการ

voice เป็นซีรีย์ฉายได้สักพักใหญ่แล้วนิครับ
ไม่สุโค้ยแต่ก็พอดูได้ มาในแนวนิติวิทยาศาสตร์ฉบับเยาวชน

คนที่ตามปลื้มเอตะกับอิชิฮาร่า
ก็คงไม่ต้องคิดมากที่จะิติดตามหาเก็บมาไว้นะขอรับ
ถ้าจะให้ตั้งชื่อภาษาไทยเก๋ๆ
อยากจะตั้งว่า เสียงจากศพ
จะได้แข่งกับหมอพรทิพย์ ที่ตั้งชื่อหนังสือขายดีว่า
สืบจากศพ แต่ถ้าไม่ได้ดู ก็ไม่น่าเสียดายอะไร
เป็นซีรีย์สลายอัตตา ดูเพลินๆได้นะครับ

ส่วนข่าวซุปเปอร์โมเดลซับเหงื่อเอื้ออาทรณ์นี้
น่าจะเป็นของสาวๆจากค่ายmaximไทยแลนด์เขา
ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดที่เข้าท่าดี
เพราะไม่แน่ว่า ขืนไปซับเหงื่อคนเสื้อแดง
น้องๆที่นุ่งน้อยห่มน้อย อาจจะมีอะไรให้น้อยกว่าสิ่งที่เคยมีก็ได้นะขอรับ
สำหรับผู่เขียนถ้าไม่เอาเรียวโกะมาล่อ
คิดว่าคงติดกับดักได้ยากหน่อยนะ


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 25 มีนาคม 2553 เวลา:21:35:38 น.  

 
ไม่ได้ฟังหนังห้าไมค์มาหลายปีแล้วด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง แต่จริงๆก็ฟังคลื่นนี้อยู่ทุกเช้า


โดย: komyooth วันที่: 26 มีนาคม 2553 เวลา:17:00:23 น.  

 
วันนี้มีฟังประชุมวิชาการ อาจารย์ก็พูดดี๊ดี มะนาวก็หลับดี๊ดี
เพื่อนสะกิด ยื่นหมากฝรั่งมาให้ แล้วเป็นไงกัดเอาปากตัวเองได้แผลมาอีก
เอ่อ เฮ้อ ไม่ว่าอะไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ก็มันง่วงอ่ะ

ใช่เลยค่ะอยากให้หมอคนนี้ดูหมอโกโตะจริงๆ
คือญาติมะนาวเป็นเนื้องอกสมอง และจะต้องทำผ่าตัด
หมอเขาบอกคนไข้ว่าอยากให้ญาติมารับรู้ด้วย
พวกเราสามทหารเสือก็เพ็คกันไป เตรียมพร้อมทุกอย่าง
หาข้อมูลกันไปเต็มที่ พอเจอหน้าคนไข้ เขาถามว่าแล้วญาติล่ะ
คนไข้ชี้มาที่พวกมะนาวแล้วแนะนำตัวทีละคน จากนั้นเขาก็อธิบายว่าทำไมถึงต้องทำ
อะไรอย่างนี้ พวกเราก็เริ่มซักถามเพื่อความกระจ่าง หน้าเขาเริ่มหงิก เสียงเริ่มห้วน
พอมะนาวอ้าปากยังไม่มีเสียงหลุดออกมาเลย แกของขึ้นบอกว่าพวกคุณจะพูด
หรือผมจะพูด พวกเรายืนอึ้งพูดไม่ออกเลยค่ะ
อ้าว!แล้วที่เรียกญาติมาพบนี้ไม่ใช่จะวางแผนการรักษาร่วมกันหรอกหรือ
ก็เห็นบอกว่าเป็นcaseที่ยาก อยากให้ญาติมาพูดคุยด้วย
พี่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม หลังหายจากตกตะลึงแล้วก็เลยบอกว่าเชิญคุณหมอเลยครับ
ส่วนคนไข้ ไม่ต้องพูดถึงหน้าเสีย น่าสงสารมาก
หลังจากออกกันมาแล้วพวกเรามาคุยกันว่า
เขาต้องการให้ญาติมาพบนี้ หมายถึงญาติที่เป็นตาสีตาสา ไม่มีความรู้อะไร
มาแล้ว มาฟังเขาอย่างเดียว ไม่ต้องอือ ไม่ต้องแอ พยักหน้าว่าแล้วแต่คุณหมอ
ไม่ใช่ญาติที่มีความรู้ เพราะเราโต้ตอบกับเขาด้วยภาษาแพทย์กันเลยล่ะค่ะ
มะนาวนะเกลียดขี้หน้าเขาสุดๆเลย ทำให้หมอดีๆเขาพลอยเสียชื่อไปด้วย
แล้วก็จบการตะลุยโรงหมอฉบับย่อด้วยประการฉะนี้แล

เรื่องThe Roadนี้ มีเด็กน้อยด้วยเหรอคะ แถมหน้าตาจิ้มลิ้มด้วย อย่างนี้พลาดไม่ได้แล้ว
แล้วคุณChanpanakritจะเขียนอาทิตย์นี้เหรอคะ
มะนาวก็ต้องรีบไปซื้อแล้วซินะ พรุ่งนี้สอบเสร็จไปซื้อโลด

เพื่อนมะนาวตอนนี้คลั่งซีรีส์หมอมากเลยค่ะ หลังจากดูCode Blueแล้ว
เจ้าหล่อนก็โทรมาบอกขอยืมเรื่องIryu Team Medical Dragonทั้ง2ภาค
มะนาวก็ให้ยืมไป เธอโทรมาโวยวายใหญ่เลยว่าหนังดูไม่ได้สักแผ่น
มะนาวก็บอกว่าจะดูไม่ได้ ได้หยั่งไง ก็เพื่อนอีกคนเพิ่งเอาไปดู และเพิ่งคืนกลับมานี่เอง
เธอบอกว่าลองหมดแล้วกับทุกเครื่องที่บ้าน แต่ดูไม่ได้
เธอถามว่าแล้วจะทำอย่างไร มะนาวบอกว่าเอาDr.KotoหรือJINไปดูก่อนไหมล่ะ
บอกไม่เอา จะเอาแต่เรื่องนี้กับCode Blue2
มะนาวบอกว่าถ้างั้นเดี่ยวสั่งให้ใหม่ก็ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะมะนาวเพิ่งสั่งไปเอง
และCode Blue2 มะนาวบอกว่าจะไม่สั่งเพราะหมอไอ เปลี่ยนทรงผมใหม่แล้วไม่หล่อเลย
มันเอ๊ยเธอบอกว่าได้ไง ไร้สาระ ไม่ยอม ให้สั่งด้วย
และอยากให้สั่งตอนนี้เลย เพราะอยากดูมาก
มะนาวเกือบจะสวนกลับไปแล้วว่า ก็ทำไมไม่ซื้อเองล่ะ
นึกได้ เกือบจะเพิ่มความทุกข์ให้เพื่อนซะแล้ว เราโชคดีกว่าเขาที่มีงานทำ
เป็นโดราเอมอนหน่อยจะเป็นไรไป จริงไหมคะ
ทีนี้มะนาวขอรบกวนถามคุณChanpanakritอีกนิดหนึ่งนะคะว่าเรื่องVOICE นี้
ของค่ายไหนคะ เพราะคุณChanpanakritบอกว่าถึงไม่ได้ดูก็ไม่น่าเสียดาย
เลยทำให้ลังเล จะใช้ค่ายผลิตเป็นตัวตัดสินล่ะค่ะ มีอยู่ค่ายหนึ่งที่มะนาวชอบ
มะนาวว่าค่ายนี้เขียนบทดีค่ะ


โดย: มะนาวเพคะ IP: 125.24.30.227 วันที่: 26 มีนาคม 2553 เวลา:19:54:16 น.  

 
มีกันทุกอาชีพนะครับ
บางทีจะตีขลุมไปสักหมดก็ไม่ได้
ต้องไล่เป็นรายบุคคล
แต่ฟังดู หมอเค้าคงมีปัญหาในการ
สื่อสารก็ได้ครับ

ส่วน the road นี้คงไม่เล่านะขอรับ
เพราะไม่ใช่แนว อีกอย่างมีคนเล่ามาเยอะ
แล้ว ขืนเขียนร่วมอีกคน คงเฟ้อน่าดู
ไม่ใช่สายถนัดสักเท่าไรด้วยสิท่าน

voice นี้เป็นซีรีย์ค่าย ฟูจิ ครับ
ใหม่ๆ ผู้เขียนก็ติดซีรีย์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เช่นกัน ก็เสียโอกาสในการดูซีรีย์ดีๆ
อีกหลายเรื่อง ตอนนี้ต้องมาไล่ตามเก็บ
ท่านมะนาวฯเหมือนเป็นเอเยนต์สายนี้ไปแล้วนะครับ
นั่นสิ ตามใจคนอื่นบางที
ก็ไม่เห็นค่าของความเป็นซีรีย์สักเรื่อง
กว่าจะรีวิวซีรีย์สักเรื่อง ผู้เขียนก็ต้องใช้เวลาทั้งวัน
อุทิศให้กับซีรีย์เรื่องนั้น
ทั้งข้อมูล รูปภาพ เรียบเรียง ตรวจสอบ
และแปลความ
ก็ยังรู้สึก ตอบแทนพระคุณจากซีรีย์นั้นๆ
ได้ไม่เต็มทีเอาสักเรื่อง
ก็ขอเป็นทางเลือกให้อีกหลายๆคน
ได้ตัดสินใจ ในการจะลงทุนสักหนึ่งทาง

ฮิตเราไม่เลือก เลือกไอ้ที่ไม่ฮิตนี้แหละ
ชอบนักแล

เออ ไม่เข้าใจความรู้สึกถึงความแตกต่างสักเท่าไร
ที่มะนาวเพคะท่านว่า ติดใจการเขียนบทของ
ค่ายนั้นค่ายนี้ ตกลงชอบค่ายไหนเหรอครับ
แล้วมันต่างจากค่ายอื่นอย่างไร
สำหรับผู้เขียน ถ้าไม่ใช่เรื่อง NTV กับ NHK
ก็แยกไม่ออกเหมือนกันนะขอรับ


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 27 มีนาคม 2553 เวลา:19:27:53 น.  

 
มะนาวชอบค่ายTBSค่ะ จากที่มะนาวดูซีรีส์ของค่ายนี้
มักจะชอบ และประทับใจ มะนาวคิดว่าจุดที่ทำให้มะนาวรู้สึกเช่นนั้นคือบทดีค่ะ
รองลงมาคือค่ายFujiค่ะ แต่ที่ดูแล้วค่อนข้างจะผิดหวังคือค่ายNTVค่ะ
ตอนแรกมะนาวดูก็คือดู ไม่ค่อยสนใจว่ามาจากค่ายไหน
แต่พอดูแล้วบางเรื่องทำไมเขียนบทได้ดีอย่างนี้ บางเรื่องทำไมออกทะเลอย่างนี้
ก็เลยลองrecordดู ก็เจอว่าส่วนใหญ่ที่ชอบมาจากค่ายTBSค่ะ
ส่วนที่ออกทะเลส่วนใหญ่มาจากค่ายNTVค่ะ
คือค่ายNTVตอนแรกดูแล้ว อืม!เข้าท่านะ แต่พอตอนจบ ไหงเป็นอย่างนี้ล่ะ
ส่วนFujiมันเหมือนจะชอบแต่ก็ไม่โดนเหมือนTBSค่ะ แต่ก็ดูได้ค่ะ

วันนี้มะนาวดูเรื่องThe Roadจบแล้วค่ะ ตามแรงเชียร์ ดูแล้วมันมีความรู้สึกแบบนี้ค่ะ
คือ มะนาวว่าปกหนัง มันสื่ออารมณ์ได้เกือบหมดเลยนะคะ
ทั้งภาพมือของพ่อที่เอื้อมมาปกป้องลูก
สีหน้าแววตาที่มุ่งมั่นแบบห้ามใครแตะต้องพร้อมปกป้องด้วยชีวิต
หรือสีหน้าของลูก ที่มีแววตาหวาดหวั่น สับสน ดูแล้วเข้าใจที่หนังสื่อเลยค่ะ
แล้วที่บอกว่าดูเรื่องนี้แล้วไม่เครียด ไม่จริงเลยค่ะ
หนังดำเนินเรื่องได้บีบหัวใจมากๆเลย ดูไปๆต้องกรอกน้ำลงท้องเป็นระยะๆ
เพราะอาการHeartburn(อาการแสบยอดอกที่เกิดจากความเครียด)เล่นงานเอา
โดยเฉพาะฉากที่พ่อสอนลูกให้เหนี่ยวไกปืนฆ่าตัวตายเศร้ามากเลย
แล้วอีกตอนที่พ่อไอแล้วลูกเอามือปิดปาก บอกว่าหยุดสิ
มะนาวเข้าใจถึงความรู้สึกของหนูน้อยเลยว่าหวาดกลัวแค่ไหน
แต่ตอนที่เรียกน้ำตาคือตอนที่เจอลุงอายุเก้าสิบ
เวลาแกพูดแล้ว มะนาวน้ำตาไหลเลยค่ะ
สีหน้า แววตา ริมฝีปาก น้ำเสียง วิธีคิด ที่แสดงออก ได้อารมณ์สุดๆ
ลุงแกแสดงได้สุดยอดจริงๆ ลุงแกใช่Robert Duvall หรือเปล่าคะ

แต่มะนาวสงสัยว่าโลกล่มสลายเพราะอะไรคะ เพราะภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวเหรอคะ
แล้วมันเกิดมานานแค่ไหนแล้ว เหมือนจะเกิดก่อนหนูน้อยเกิดใช่ไหมคะ
มะนาวเข้าใจความรู้สึกของแม่เด็กเลยที่ตัดสินใจอย่างนั้น
มันมีศรัทธาอะไรในชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่อีกเหรอ
มันมีทางอะไรให้เลือกอีกเหรอ นอกจากมีชีวิตไปวันๆ
ดูแต่การสอนลูกให้เป็นคนดีของพ่อสิ พอเอาเข้าจริงในทางปฏิบัติ
แทบทำไม่ได้เลย อย่างตอนที่คนจรจัดมาขโมยรถเข็นไป
แล้วเป็นไงพ่อทำในสิ่งตรงข้ามกับที่สอนลูก แถมดูโหดร้ายในความรู้สึกมากๆด้วย
แต่นี่แหละคือการเอาชีวิตรอดในสังคม ปราณีใครไม่ได้
ซึ่งลูกเองก็สับสนในคำสอนของพ่อ แต่นี่คือการเอาชีวิตรอดจริงๆ
เป็นหนังดีที่น่าดู แต่ขอดูเพียงครั้งเดียวก็พอค่ะ
แค่นี้ก็บีบหัวใจเหลือนิดเดียวแล้วค่ะ
หนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มจริงๆด้วยค่ะ หน้าหวานเหมือนผู้หญิง สวยเหมือนแม่
แล้วที่มะนาวไม่เข้าใจอีกอย่างคือ ทำไมครอบครัวที่มีหมาถึงตามครอบครัวพระเอกล่ะคะ
ตามมาทำไม เพราะตอนสุดท้ายผู้หญิงพูดเหมือนกับว่าตามมาเพราะเป็นห่วงหนูน้อย
ทำไมถึงห่วง ตีโจทย์ไม่แตกอีกแล้วค่ะ




โดย: มะนาวเพคะ IP: 118.173.71.137 วันที่: 27 มีนาคม 2553 เวลา:20:45:07 น.  

 
ขอโยกไปตอบใน ซีรีย์ Nanase Futatabi
นะคับ ท่านมะนาวฯ


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 27 มีนาคม 2553 เวลา:22:25:48 น.  

 
เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบ ในบริบทของคนเป็นพ่อและสามี สอนผมได้เป็นอย่างดีครับหนังเรื่องนี้
แถมจบไม่ใจร้ายอีกต่างหาก
ชอบมากครับ


โดย: คนขับช้า IP: 112.142.28.138 วันที่: 24 เมษายน 2553 เวลา:9:46:02 น.  

 
เรื่องนี้ไม่เครียดอย่างที่คิดค่ะ
จะว่าหนักก็ไม่หนักมากเกินไปดูได้แบบสบายๆค่ะ
เป็นปัญหาครอบครัวที่เราพบเห็นได้ทั่วไป ในครอบครัวที่พ่อเผด็จการ
ไม่เครียดและหม่นมากเหมือนNobody Knows
แต่ดูแล้วก็สะเทือนใจหลายฉากเหมือนกันค่ะ
อย่างฉากที่พ่อตกงานดูแล้วอึ้งเลยค่ะ
คนเราตกงานกันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอคะ โหดร้ายจัง
หรืออย่างครอบครัวเพื่อนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
เพราะภาวะบีบคั้นจากสภาพการตกงานที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น
มานั่งนึกดูถ้าคนเรายอมรับในสภาพที่เป็น ก็คงไม่พบจุดจบแบบนี้
ดูอย่างครอบครัวซาซากิ โชคดีที่ผู้นำครอบครัว
สามารถยอมรับสภาพที่เป็นจริงได้ก่อนที่จะสายเกินไป
ครอบครัวจึงไม่ล่มสลาย ทั้งๆที่จวนเจียนจะล่มสลายไปแล้ว
อย่างฉากที่ลูกชายคนโตบอกให้แม่หย่าจากพ่อ อึ้ง เหวอ พอๆกับแม่เลยค่ะ
ซึ่งมันบ่งบอกว่าครอบครัวนี้ฝืนอยู่ต่อกันไปไม่ไหวแล้ว
ซึ่งสอดคล้องกับที่แม่เตลิดไปกับขโมยที่เป็นคนแปลกหน้า
โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เหมือนไปไหนก็ได้ ให้ตัวเองหลุดพ้นจากจุดที่ยืนอยู่
แต่เมื่อพ่อฟื้นคืนสติขึ้นมา ซึ่งเปรียบเสมือนการได้เกิดใหม่
พ่อก็พร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ยอมรับในสภาพความเป็นจริงของตนเอง
บ้านนี้จึงมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ชอบตอนจบที่ผู้กำกับให้จบ
ด้วยการแสดงเปียโนประชันกับเด็กคนอื่นๆของลูกชายคนเล็ก
ด้วยเพลงClair de Lune ของ Claude Debussy ทั้งท่อน
แล้วเดินออกไปพร้อมกันพ่อ แม่ ลูกเพื่อเป็นครอบครัวอบอุ่นต่อไป

แต่จะบอกว่าชอบหน้าปกDVDมากเลยค่ะ มันเหมือนบอกเรื่องราว
ในหนังได้หมดเลย จากลักษณะที่แต่ละคนนั่งอยู่ด้วยกัน
แต่มองกันไปคนละทิศ คนละทาง ต้องบอกว่าโดนจริงๆค่ะ


โดย: มะนาวเพคะ IP: 113.53.182.53 วันที่: 7 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:50:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Mr.Chanpanakrit
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




 
 

  Chan Krit

Create Your Badge  
 
 
    ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉ ผู้สัญจรที่ส่องมา☺☻ ㊀㊁㊂㊃㊄㊅㊆㊇㊈㊉     ...
Friends' blogs
[Add Mr.Chanpanakrit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.