พฤศจิกายน 2555
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
19 พฤศจิกายน 2555

ขับรถยนต์จากไทยข้ามน้ำโขงไปลาวเข้าผจญภัยในแขวงคำม่วน




เมื่อวันอาทิตย์ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวตามความฝันตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ม.๒ เมื่อครั้งที่โรงเรียนที่ได้พามาทัศนศึกษาที่เมืองอุดรธานี สกลนคร และเลยมาถึงยังเมืองนครพนม โดยเมื่อมองข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งประเทศลาวยังเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเมืองนครพนมแล้ว ก็จะมองเห็นภูเขาลักษณะภูเขาหิน ซึ่งเป็นภูเขาลูกไม่สูง ไม่ใหญ่หรือยาวมากนัก โดยเป็นเขาลูกเล็กๆ ไม่สูงมาก แต่มีจำนวนเยอะมากๆ นับไม่ถ้วน ทั้งยอดแหลม ยอดมน ทั้งรูปทรงต่างๆ ซึ่งรวมแล้ว น่าจะมีหลายพันลูกในเขตประเทศลาว ซึ่งเป็นภาพที่จำได้ติดตาเสมอมา ชวนให้น่าหลงใหลเข้าไปสัมผัส เข้าไปพิสูจน์ว่า มันเป็นอย่างไร มันจะสวยงามเพียงใด

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี ซึ่งตอนนี้ได้มาทำงานอยู่ที่จังหวัดแห่งหนึ่งที่ติดแม่น้ำโขงในภาคอิสาน และเมื่อได้เห็นภาพภูเขาเหล่านี้ในมุมมองเดิมที่เมืองนครพนมแห่งนี้ ก็คิดอยากจะไปเที่ยวไปชม ไปดูให้ได้ จึงได้ลองหาศึกษาหาข้อมูลดูแล้วจึงพบว่า การจะเข้าไปท่องเที่ยวยังภูเขาหินในเขตแขวงคำม่วน ประเทศลาวได้นั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือ ต้องขับรถยนต์เข้าไปเอง นั่นจึงจะสามารถไปท่องเที่ยวดูภูเขาต่างๆ ได้ตามใจชอบโดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจคนขับรถ
จึงไม่รีรอที่จะทำอย่างที่ว่านั้นเลย  ซึ่งวิธีการนำรถยนต์ข้ามไปขับขี่ยังแขวงคำม่วนประเทศลาวได้นั้น มีเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้

๑.รถยนต์ที่จะนำเข้าไปมีทะเบียนในประเทศไทยอย่างถูกต้อง และเสียภาษีอย่างถูกต้อง

๒.จะสะดวกที่สุดถ้าผู้ที่จะขับขี่รถยนต์ในประเทศลาวนั้น เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น (ถ้าเป็นรถที่ยังผ่อนกับไฟแนนซ์อยู่ หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อคนอื่นก็จะต้องยุ่งยากในการทำหนังสือยินยอมให้ผู้ขับขี่นำรถข้ามไปได้ ซึ่งหนังสือจะเป็นรูปแบบอย่างไรก็ไม่ทราบได้)
๓.ผู้ขับขี่จะต้องไปทำใบขับขี่แบบสมาร์ทการ์ดจากสำนักงานขนส่งเสียก่อน จึงได้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ในประเทศลาวได้
๔.นำเอกสารคู่มือการจดทะเบียนรถไปยื่นขอทำหนังสือเดินทางสำหรับรถยนต์ที่สำนักงานขนส่งเสียก่อน เพื่อใช้ในการนำรถยนต์ข้ามประเทศ
๕.การนำรถยนต์ข้ามไปแขวงคำม่วน ไม่ถึง ๑๕ วัน ไม่จำเป็นต้องไปขอทะเบียนสำหรับใช้ต่างประเทศ อธิบายง่ายๆ ว่า ถ้าข้ามไปไม่ถึง ๑๕ วัน สามารถใช้ทะเบียนไทยของเดิมได้

และในวันเดินทางข้ามประเทศให้เตรียมคู่มือการจดทะเบียนรถตัวจริง และหนังสือเดินทางรถยนต์ที่ไปทำมาจากสำนักงานขนส่งติดตัวไปให้พร้อม โดยให้ถ่ายสำเนาคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์หน้าที่มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถ พร้อมทั้งหน้าที่เสียภาษีครั้งล่าสุด และถ่ายสำเนาบัตรประชาชนไปด้วย อย่างละ ๑ ชุด 
และไม่ควรลืมเอกสารสำคัญสำหรับคนที่จะต้องใช้ข้ามแดนด้วย ได้แก่ หนังสือเดินทาง หรือ ใบอนุญาตผ่านแดนชั่วคราว ซึ่งกรณีผู้ขับขี่รถที่จะนำรถยนต์ข้ามไปจะต้องถ่ายเอกสารใบอนุญาตผ่านแดนชั่วคราวมาไว้ด้วยจำนวน ๓ ชุด

เมื่อเอกสารต่างๆ พร้อม ก็นำรถยนต์เข้ามาจอดยังด่านพรมแดนฝั่งไทย ยังเชิงสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ ๓ ได้เลยในช่องของรถยนต์ส่วนบุคคล โดยนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ตามลำดับต่อไป ซึ่งขั้นตอนในส่วนนี้ ไม่แน่ใจว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนกี่บาท แต่จำได้คร่าวๆ ว่า ไม่เกิน ๕๐ บาท (ไปกัน ๒ คน ใช้ใบผ่านแดน ๑ คน และใช้หนังสือเดินทาง ๑ คน) และเมื่อเสร็จพิธีการในฝั่งไทยเรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้รับอนุญาตให้ผ่านด่านตรวจมาได้ โดยก่อนจะขึ้นสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ ๓ เราก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้สะพานให้กับกรมทางหลวงอีก รถยนต์ส่วนบุคคลคันละ ๕๐ บาท แล้วเราก็จะได้ขับรถข้ามแม่น้ำโขงมา โดยบนสะพานเรายังคงใช้ระบบเดินรถแบบชิดซ้ายเหมือนประเทศไทยอยู่ และเมื่อลงมาจากสะพานมิตรภาพเข้ามายังดินแดนประเทศลาวแล้ว เราจะต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบเดินรถแบบชิดขวาในแบบประเทศลาวแล้ว ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกท่านโปรดมีสติตั้งมั่นตลอดเวลา

และเมื่อมาถึงยังด่านพรมแดนฝั่งลาวแล้ว เริ่มขั้นตอนแรกคือการหยุดรถให้ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยฝั่งลาวคิดเงิน ๒๐ บาท หลังจากนั้นแล้วก็นำรถไปจอดไว้ในช่องรถยนต์ส่วนบุคคลเช่นเคย แล้วก็ลงจากรถและนำเอกสารต่างๆ ที่ได้รับมาจากฝั่งไทย ไปยื่นแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากรฝั่งลาวได้เลย โดยเราไม่ต้องกรอกเอกสารใด นอกจากการลงลายมือชื่อ เนื่องจากปัจจุบันเจ้าหน้าที่จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการกรอกข้อมูลและเขาจะกรอกให้เอง โดยขั้นตอนในส่วนฝั่งลาวนี้ เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าประเทศลาวคือ ค่ารถยนต์ ๒๐๐ บาท ค่าคนเข้าเมือง แบบใบผ่านแดน ๘๐ บาท พาสปอร์ต ๔๐ บาท 
และก่อนออกจากด่านพรมแดน อย่าลืมไปซื้อประกันภัยผู้ประสบเหตุจากรถของประเทศลาวไว้ด้วย ซึ่งแบบที่ซื้อเป็นแบบชั่วคราว ๗ วัน ราคา ๒๒๐ บาท  

ซึ่งขั้นตอนในการผ่านด่านทั้งหมดในส่วนของการขับรถยนต์ข้ามมายังประเทศลาวโดยผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๓ นี้ ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงได้

และเมื่อผ่านพิธีการในการข้ามแดนทั้งหมดแล้ว ถือว่าการขับรถยนต์จากเมืองไทยเพื่อไปผจญภัยในเมืองลาวได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเราจะต้องมีสติระลึกไว้เสมอว่า ต้องขับรถชิดขวาเป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างจากเมืองไทยเรา โดยเมื่อได้ขับรถออกมาจากด่านพรมแดนฝั่งลาวและถนนที่ออกมาจากด่านได้มาบรรจบกับทางหลวงหมายเลข ๑๓ ของลาวแล้ว (เป็นทางหลวงจากเวียงจันทร์ไปปากเซ และไปสุดชายแดนลาว-กัมพูชา) เราก็ได้เลี้ยวขวา (เลี้ยวขวาผ่านตลอด ระวังรถทางซ้ายไว้ก่อน) เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองท่าแขก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคำม่วนต่อไป
โดยสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของทริปนี้คือ เราจะไปกราบไหว้บูชาพระธาตุศรีโคตรบอง ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญประจำเมือง ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำโขงและอยู่ในทางทิศใต้ของเมืองท่าแขก




แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ พระธาตุศรีโคตรบองในวันนี้ กำลังถูกบูรณะปรับปรุงอยู่ จึงไม่สามารถเก็บภาพขององค์พระธาตุอย่างชัดเจนมาได้ ก็ขอเลือกภาพรถยนต์ที่ใช้เดินทางข้ามมายังฝั่งลาว เมื่อมองกลับไปยังฝั่งไทย บริเวณวัดพระธาตุศรีโคตรบองมาแทน

เมื่อกราบไว้สักการะองค์พระธาตุแล้ว จึงได้เดินเข้าไปกราบไหว้พระพุทธรูปในอุโบสถภายในวัด



ออกมาดูด้านนอกโบสถ์



โดยในการเข้ามากราบไหว้พระธาตุภายในวัดศรีโคตรบองแห่งนี้ จะต้องเสียค่าบำรุงสถานที่คนละ ๕,๐๐๐ กีบ หรือ ๒๐ บาท และในส่วนของสุภาพสตรีที่สวมกางเกงไม่ว่าจะเป็นขาสั้นหรือขายาว ก็จำเป็นที่จะต้องเช่าผ้าถุงหรือจะเรียกว่าผ้าซิ่นเพื่อมานุ่งห่มปกคลุมกางเกงให้เรียบร้อย ส่วนสุภาพสตรีเพื่อนร่วมทริปในครั้งนี้ เตรียมตัวมาดีมากครับ ถือเตรียมผ้าซิ่นมาพร้อมเลย ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าค่าเช่าผ้าคิดเป็นเงินเท่าใด

จากนั้นเราได้ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปเที่ยวยังถ้ำต่างๆ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองท่าแขกเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยได้ขับรถย้อนกลับมาในเมืองท่าแขกและแวะซื้อบัตรเติมเงินโทรศัพท์ของ M Phone ในตลาดเมืองท่าแขก



จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๑๒ ที่จากเมืองท่าแขกมุ่งหน้าไปยังชายแดนลาว-เวียดนาม ซึ่งมีระยะทางห่างจากเมืองท่าแขกไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑๔๖ กิโลเมตร โดยด่านชายแดนลาว-เวียดนาม แห่งนี้ มีชื่อว่า ด่านนาโพ โดยฝั่งเวียดนามจะเป็นเมือง Cha Lo ข้อมูลเบื้องต้น คนไทยก็สามารถผ่านด่านแห่งนี้ไปเวียดนามได้เช่นกัน แต่ด่านนาโพก็ไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยมากนักเนื่องจากจากถนนจากด่านในเขตเวียดนาม เข้าไปยังเมืองสำคัญต่างๆ เช่นเมือง Vinh หรือ Dong Hoi หรือเมืองอื่นๆ นั้น ถนนยังต้องผ่านเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีทางโค้งมากมาย ทำให้รถต้องใช้เวลาในการเดินทางที่นานมาก

และเมื่อรถยนต์เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๑๒ และออกมาจากเมืองท่าแขกได้ไม่กี่กิโลเมตร ภาพทิวเขาสลับซับซ้อนก็อยู่ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนอดไม่ได้ที่จะต้องไปเก็บภาพมาไว้



รู้สึกว่าช่วงที่เดินทางไปลาวนี้ เป็นเทศกาลแตงโมหรืออย่างไรไม่ทราบได้ครับ แต่มีแตงโมมาวางเรียงขายอยู่ตามข้างทางเต็มไปหมดเลย

ระหว่างขับรถยนต์อยู่บนถนนในประเทศลาวนี้ แนะนำให้ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง ในช่วงนอกเขตบ้านคน ชุมชน เมือง และหากเป็นช่วงบ้านคน ชุมชน เมือง ก็ควรจะชะลอความเร็วให้มากที่สุด เพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นหลักคำว่าปลอดภัยไว้ก่อนนะครับ

และเราก็ได้มาถึงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่ ๒ ของเรา นั่นคือ ท่าฝรั่ง



ท่าฝรั่ง หรือ น่าจะอธิบายได้ว่าเป็นท่าน้ำ หรือเป็นสถานที่ริมน้้า ที่มีฝรั่งหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติมาอาบน้ำมาเล่นน้ำเป็นประจำ จนชาวบ้านทั่วไปพากันเรียกว่าท่าฝรั่ง โดยลำน้ำที่ว่านี้ คิดว่าลำน้ำโดน (ขออภัยถ้าข้อมูลผิดพลาด)ซึ่งไหลมาจากภูเขาทางตอนกลางประเทศลาว แต่ลักษณะน้ำจะนิ่งมากจนตกตะกอนกลายเป็นน้ำที่ใสมากๆ ใสมากจนกลายเป็นสีเขียวไปเลย น่าเล่นน้ำมากๆ ครับ และขณะที่เรามาถึงท่าฝรั่ง ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือฝรั่งกลุ่มใหญ่ๆ เพิ่งจะกลับออกไปพอดี นอกจากชาวลาวที่มาหาปลารับประทานอยู่เพียง ๔-๕ คนแล้ว ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวใดๆ อีก

และที่นี่บรรยากาศก็ค่อนข้างดี ลมพัดเย็นสบายๆ อากาศก็เย็นอยู่แล้วเพราะเป็นช่วงฤดูหนาว เราจึงใช้เวลานั่งพักอยู่บริเวณนี้พอสมควรเลย



น้ำใสมากๆ น่าเล่นอยู่เหมือนกัน แต่จะว่าไปแล้วอากาศก็ไม่ได้ร้อนแต่อย่างใด จึงทำให้ความน่าเล่นถูกลดลงไปพอสมควร



นั่งคุยกับเพื่อนร่วมทริปไปด้วย นั่งชมวิวไปด้วย ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจจริงๆ กับการได้มาสัมผัสธรรมชาติที่ยังไม่ได้ถูกทำลายไปมากนัก อย่างในประเทศลาวแห่งนี้ หรือจะเป็นความประทับใจที่มีเพื่อนร่วมทริปคนนี้มาด้วย ก็คงจะใช่ด้วยครับ



เปลี่ยนมุมมองภาพไปเรื่อยๆ ครับ เพราะช่วงเวลานี้ เหมือนว่าร่างกายกำลังได้รับอากาศที่บริสุทธิ์และบรรยากาศที่สวยงามน่าจดใจ สมองก็เลยสั่งให้มือกดชัดเตอร์ไปเรื่อยๆ



คิดแล้วก็เสียดายที่ออกเดินทางช้าไปนิด โดยหากมาถึงด่านตั้งแต่ ๗ โมงเช้า (ด่านเปิด ๖ โมงเช้า) และเสร็จพิธีการในการผ่านแดนประมาณ ๘ โมงเช้า ก็คงจะมีเวลาได้มานั่งสัมผัสบรรยากาศดีๆ อย่างนี้เป็นเวลานานกว่านี้แน่นอน เราคงต้องออกไปจากท่าฝรั่งแห่งนี้แล้วล่ะครับ แม้ว่าเราจะขับรถยนต์มาเองก็ตาม แต่ก็ต้องรักษาเวลาไว้หน่อยละ

ออกมาจากท่าฝรั่งแล้ว เราก็ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๒ มุ่งหน้าไปทางชายแดนลาว-เวียดนาม เช่นเดิม และเราก็มาแวะยังจุดท่องเที่ยวแหล่งที่ ๓ ของเรา นั่นคือ ถ้ำพระ หรือถ้ำพระอินทร์ ซึ่งตอนนี้ก็ตรงกับเวลาประมาณเที่ยงเศษๆ เราจึงตัดสินใจที่จะนั่งพักมาทานอาหารมื้อกลางวันในเมนูที่แสนเอร็ดอร่อยในร้านอาหารที่มีบรรยากาศที่ดีที่สุด ซึ่งนั่นคือ อาหารที่พวกเราจัดเตรียมกันมาเองคือข้าวเหนียวหมูปิ้ง และแหนมปลาส้มอบ พร้อมกับมีของหวานเป็นเค้กกล้วยหอม และแตงแคนตาลูป และนั่งทานบนกระบะหลังรถ บริเวณติดป่าละเมาะด้านหน้าถ้ำพระแห่งนี้ล่ะครับ โดยเอารถไปจอดในร่มศาลาที่พักแล้วเราก็นั่งที่กระบะหลังรถเราได้เลย  และต้องบอกว่าเราสามารถนั่งทานอาหารที่เราเตรียมมาเองได้โดยไม่ต้องอายใคร เพราะที่นี่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นใดเลยนอกจากเราสองคน อากาศก็เย็นสบายดี หรือทุกอย่างดีไปหมดเพราะเรามีเพื่อนร่วมทริปคนนี้ด้วยก็คงจะถูกอีก (เริ่มไม่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวละ)
ที่จอดรถก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่จอดครับ ยังจอดรถได้อีกหลายคันเลย



และเมื่อเราได้ทานอาหารกลางวันเรียบร้อยบริเวณกระบะท้ายรถของเราแล้วเก็บของเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะไปเที่ยวที่ถ้ำพระกันแล้วครับ โดยถ้ำพระนี้อยู่ห่างจากทางหลวงหมายเลข ๑๒ ประมาณ ๒๐๐ เมตรเท่านั้น และไม่มีการเก็บเงินค่าเข้าชมสถานที่แต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีใครดูแลอยู่ด้วยครับ จึงควรเตรียมไฟฉายไปคนละกระบอกจะดีที่สุด เพราะภายในถ้ำไม่มีหลอดไฟแสงสว่างใดเลย 

ลักษณะของถ้ำจะต้องเดินขึ้นบันไดไต่ภูเขาไปเล็กน้อยและจะถึงปากถ้ำและภายในถ้ำที่มีขนาดใหญ่แต่ก็ไม่มากนัก แต่ที่นี่สนใจคือ บริเวณด้านล่างของถ้ำเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่พอสมควรครับ แต่ก็มีป้ายห้ามเล่นน้ำ ห้ามว่ายน้ำติดไว้ด้วยครับ เราไม่รีรอที่จะปีนลงไปดูแอ่งน้ำด้านล่างทันที



สังเกตว่าน้ำจะใสมากๆ คงเพราะว่าเป็นน้ำนิ่งซึ่งได้ตกตะกอนไปหมดแล้ว น้ำใสจนเป็นสีเขียวมรกตเลย นอกจากนี้ยังสังเกตว่า บริเวณด้านในแอ่งน้ำน่าจะมีช่องเขาที่กว้างพอสมควรจึงทำให้แสงอาทิตย์สามารถส่องทะลุช่องมายังแอ่งน้ำนี้ได้ด้วยครับ

ลองถ่ายภาพแบบเปิดแฟลชช่วย (แต่ไม่มีขาตั้งกล้อง) ดูบ้างครับ



ก็ดูสว่างขึ้นมาอีกหน่อย แต่ภาพก็ค่อนข้างจะเบลอๆ อยู่เหมือนกัน
บรรยากาศภายในน้ำก็เย็นสบายดี แต่อาจจะดูวังเวงไปนิดนึงเพราะนอกจากเราสองคนแล้วก็ไม่มีใครอีกเลยในบริเวณนี้ และค่อนข้างแปลกอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้กลิ่นมูลค้างคาวเลย แตกต่างจากถ้ำในประเทศไทยในหลายๆ ถ้ำ
สมควรแก่เวลาที่จะได้ไปเที่ยวต่อแล้ว

และสถานที่เที่ยวแห่งที่ ๔ ซึ่งเป็นที่สุดท้ายในทริปนี้ ที่ไปกันคือ ถ้ำนางแอ่น (Tham Nangene Cave) ซึ่งถือว่าเป็นถ้ำที่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของแขวงคำม่วนเลยทีเดียว แน่นอนครับว่าจะต้องมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวยังถ้ำแห่งนี้อย่างมากมาย



โดยบริเวณทางเข้าชมถ้ำนางแอ่น เมื่อเลี้ยวมาจากทางหลวงหมายเลข ๑๒ แล้ว จะมีด่านเก็บเงินค่าเช้าชม ค่าบำรุงสถานที่ครับ ในราคาคนละ ๘๐ บาท เรามา ๒ คน ก็ ๑๖๐ บาท อาจจะมีกรณีที่ให้เงินไทยและแต่ทอนมาเป็นเงินกีบ ก็ไม่ต้องตกใจ ๒๕๐ กีบต่อ ๑ บาท ครับ ดังนั้นเมื่อจ่ายด้วยเงินแบงค์ ๑๐๐ บาทไป ๒ ใบ เขาก็จะทอนเงินกีบกลับมาจำนวน ๑๐ พันกีบ หรือ ๔๐ บาทไทยครับ

ถ้ำนางแอ่นเป็นถ้ำขนาดใหญ่พอสมควรและภายในถ้ำก็มีลำธารลอดผ่านถ้ำอีกเช่นกัน แต่เป็นลำธารขนาดเล็ก แต่อาจจะเยอะในช่วงฤดูน้ำหลากก็เป็นได้ โดยภายในถ้ำก็มีถ้ำย่อยๆ อีกหลายห้อง มีการประดับไฟหลากสีสรรไว้อย่างสวยงาม แต่ด้วยที่ไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปด้วย จึงเก็บภาพภายในถ้ำมาได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ใช้เวลาอยู่ภายในน้ำนานพอสมควร เพราะเราเดินไปสำรวจดูเกือบจะทุกห้องภายในถ้ำ แม้ว่าจะเป็นการเดินขึ้นบันไดหลายขั้นก็ตาม แต่ก็เสมือนเป็นการได้ออกกำลังกายไปในตัว เพราะปกติเราจะออกกำลังกายกันเกือบทุกวันอยู่แล้วครับ
แล้วเราก็เดินจนครบทุกห้องแล้ว ได้เวลาที่จะออกจากถ้ำแล้ว



บริเวณถ้ำนางแอ่นก็ยังมีร้านอาหาร และมีห้องสุขาที่คาดว่าจะพอใช้บริการได้บ้างครับ แต่เราก็ไม่ได้เดินไปสำรวจเพราะยังคงอิ่มกับอาหารที่เราเตรียมมาทานเอง และยังไม่ต้องใช้บริการห้องสุขาครับ

และเมื่อออกมาจากถ้ำนางแอ่น เข้ามาสู่ทางหลวงหมายเลข ๑๒ เช่นเดิมแล้ว แน่นอนว่าเราต้องมีสติเสมอและระลึกเสมอว่าตอนนี้เราอยู่ในประเทศลาว เราต้องขับชิดขวา เวลาจะเลี้ยวเราต้องมองด้านซ้ายก่อนแล้วค่อยมองทางขวาตามไป โดยเราเลือกที่จะเลี้ยวขวา(ผ่านตลอด) เพื่อจะเดินทางต่อไปในทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่ชายแดนลาว-เวียดนาม ต่อไป แต่เราไม่ได้ไปไกลถึงชายแดนนะครับ เพียงแต่ต้องการจะขับรถยนต์ไปชมทัศนียภาพที่สวยงามของภูเขาต่างๆ ในแขวงคำม่วนนี้ ไปอีกซักหน่อย และค่อยเลี้ยวกลับ

ภูเขาหินในบริเวณอาณาเขตของแขวงคำม่วนแห่งนี้ สิ่งที่สังเกตได้เสมอคือ ภูเขาบางลูกคงเป็นภูเขาหินล้วนๆ เลย เพราะแทบไม่เห็นมีต้นไม้ขึ้นมาบนภูเขาได้เลยครับ อย่างเช่นภูเขาลูกที่เห็นข้างหน้านี้



สำหรับเราแล้ว การได้เห็นภูเขามีลักษณะแปลกๆ (บางท่านอาจจะสงสัยว่ามันแปลกตรงไหน) อย่างนี้แล้ว ถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเรามาก โดยเฉพาะโชเฟอร์ซึ่งลงทุนขับรถข้ามแดนมาในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการนำรถข้ามมาเมืองลาวก็ไม่ได้สูงมากนัก ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ เพราะบางครั้งการนำรถไปจอดให้ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าในกรุงเทพบางแห่ง ก็ยังมีค่าจอดรถที่ใกล้เคียงกันได้เลย




ฉากหลังเป็นภูเขาหินที่สลับซับซ้อนก็ดูสวยงามดีนะครับ อากาศภายนอกก็เย็นสบาย แม้ว่ายังไม่ได้หนาวเย็นมากนักก็ตาม 
และเมื่อมาเจอหลักกิโลเมตร ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นวัตถุซึ่งพอจะสัญลักษณ์ เป็นเอกลักษณ์พิเศษของประเทศลาวได้ จึงไม่พลาดจะต้องถูกนำมาเข้าฉากด้วยครับ



ถือว่าตอนนี้เราขับรถออกมาจากตัวเมืองท่าแขกได้ ๒๕ กิโลเมตรแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นระยะทางที่ไกลแต่อย่างใด โดยเมื่อหันไปมองอีกด้านหนึ่งของหลักกิโลเมตรก็พบว่าระยะทางไปชายแดน ลาว-เวียดนาม ที่ด่านนาโพ เหลือระยะทางอีก ๑๒๑ กิโลเมตร เท่านั้น

เราตัดสินใจที่จะขับรถชมวิว ชมภูเขากันต่อไปอีกหน่อย เพราะยังพอมีเวลาและพอมีแสงตะวันให้ถ่ายรูปได้อยู่บ้าง จนกระทั่งที่สุดแล้วเราก็มาสะดุดตากับภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะยอดตั้งสูงตรงเหมือนหอคอยเลยทีเดียว



และบริเวณใกล้กันนี้ก็เป็นจุดจอดรถประจำทางด้วย เราจึงไม่รีรอที่จะนำรถมาจอดชิดขวาบริเวณทางเว้าสำหรับในรถประจำทางได้จอดดังกล่าว

ถ่ายแบบไม่ติดรถยนต์บ้าง เดี๋ยวจะหาว่ามาโฆษณารถยนต์



ซึ่งบริเวณนี้ ตามที่ได้สังเกตจากหลักกิโลแล้วพบว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองท่าแขก ๓๑ กิโลเมตรได้ ซึ่งใจจริง เราอยากจะไปให้ถึงถ้ำลอด หรือถ้ำลอดเซบั้งไฟ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดและเตรียมตัวสำหรับการท่องเที่ยวเพียง ๑ วัน เป็นการทดสอบการขับรถยนต์ต่างแดนเท่านั้น เราจึงต้องเลี้ยวรถเพื่อเดินทางกลับเมืองท่าแขก และข้ามแม่น้ำโขงกลับไปยังฝั่งไทยต่อไป

ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ จะลับขอบฟ้าลงไปเรื่อยๆแล้ว



และต้องระลึกไว้เสมอๆ ว่า เราไม่ควรขับเร็วเกิน ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเขตนอกเมือง นอกชุมชน นอกบ้านคน และไม่ควรเกิน ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเขตเมือง ชุมชน แต่ทางที่ดีขับแค่ ๓๐-๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็น่าจะปลอดภัยที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ในเมือง ชุมชนนะครับ เพราะรู้สึกได้ว่าการขับรถในประเทศลาวนั้น รถจักรยานยนต์ยังเป็นรถที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ยังมีความระมัดระวังค่อนข้างน้อยอยู่ครับ แต่ถ้าเราขับช้าๆ ถ้าไม่สุดๆ จริงๆ ยังไงเราก็ยังพอเบรคทัน พอจะประคองไม่ได้เกิดอุบัติเหตุได้อยู่ครับ

และเมื่อเข้ามาในตัวเมืองท่าแขกแล้ว สิ่งที่เราอยากจะชมมากที่สุดคือ การชมวิวเมืองนครพนมจากเมืองท่าแขกดูบ้าง



และเมื่อได้ของฝากกลับไปยังพรรคพวกเพื่อนพ้องในเมืองไทยด้วย "เบยลาว" จำนวน ๖ กระป๋อง พอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะต้องกลับเมืองไทยของเราแล้ว

โดยการขับขี่รถยนต์ในประเทศลาวบนเส้นทางทางหลวงหมายเลข ๑๓ ช่วงเมืองท่าแขก ในเวลากลางคืนอย่างนี้ ค่อนข้างจอแจและอันตรายมากๆ ครับ โดยเราพบรถจักรยานยนต์ไม่มีไฟท้ายอยู่ ๕ คัน โดยในนี้มี ๑ คัน ไม่มีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ซึ่งอันตรายที่สุดเลย และยังพบรถอีแต๊กเพื่อการเกษตร ซึ่งไม่เคยมีไฟท้ายอยู่แล้วอีก ๑ คัน แต่เราก็ผ่านมาได้อย่างปลอดภัยเพราะขับด้วยความเร็วประมาณ ๔๐-๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เราต้องใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองท่าแขกมาถึงยังด่านชายแดนฝั่งลาว โดยใช้เวลาถึง ๒๕ นาทีได้

สำหรับขั้นตอนพิธีการในการนำรถยนต์ผ่านด่านชายแดนฝั่งลาวนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากขาไปมากนัก โดยนำรถยนต์ไปจอดไว้ และลงจากรถนำเอกสารที่ได้มาเมื่อตอนผ่านเข้าไปทั้งหมดมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ตรวจสอบเอกสารทั้งหมด และจำได้ค่าต้องเสียค่าใช้จ่ายอีก ทั้งในส่วนของรถยนต์ และคนอีกสองคน เป็นเงิน ๑๘๐ บาท (ไม่แน่ใจนัก) เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการผ่านด่านในฝั่งลาวครับ จากนั้นก็ต้องมาเสียเงินค่าข้ามสะพานในฝั่งลาวอีก รถยนต์ส่วนบุคคลก็คันละ ๕๕ บาท (ไหงไม่เท่าฝั่งไทย) แล้วเราก็จะได้กลับมาแล่นบนถนนแบบชิดซ้ายเหมือนประเทศไทยอีกครั้งบนสะพานมิตรภาพ แห่งที่ ๓ นี้ ซึ่งก็ได้ใช้สติและสมาธิกันอีกครั้ง เมื่อระลึกว่าเรากลับมาเมืองไทยแล้ว ต้องเปลี่ยนกลับมาขับชิดซ้ายเหมือนเดิมแล้วนะ

และขั้นตอนผ่านด่านชายแดนของไทยก็ไม่ยุ่งยากนักครับโดยต้องนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก โดยเสียเงินอีก ๓๐ บาท เป็นอันเสร็จพิธีการครับ โดยด่านจะปิด ๒๒.๐๐ น. หรือ ๔ ทุ่มตรงนะครับ แต่ควรจะต้องนำรถมาให้ถึงด่านชายแดนฝั่งลาวก่อน ๒๑.๐๐ น. ก็น่าจะชัวร์นะครับ ควรเผื่อเวลาไว้สำหรับการตรวจทั้ง ๒ ประเทศด้วย

ที่สุดแล้ว เราได้นำรถยนต์กลับมายังเมืองไทยอีกครั้งโดยสวัสดิภาพ ปิดทริป One Day Trip In Kammoune By My Car ได้อย่างเรียบร้อยปลอดภัยดีทุกประการ

ขอขอบคุณที่ติดตามชมครับ























 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2555
0 comments
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2555 1:07:31 น.
Counter : 3941 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


ปะไปเที่ยวกัน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add ปะไปเที่ยวกัน's blog to your web]