MURDER ME BY YOUR KEYBOARD

BURN AFTER READING เกรียน.. ได้ใจ


เมื่อคืนมีโอกาสได้ดู Burn After Reading ครั้งแรกโดยไม่ได้รับข่าวสารใดๆเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย
เคยได้ยินมาแต่ว่าเป็นหนังตลก.. เท่านั้นเองจริงๆ


เปิดเรื่องมานาทีแรก แอบเอะใจกับแฟนว่ามันเป็นหนังตลกจริงๆรึเปล่า (เนื่องจากเมื่อคืนอยากหาหนังเบาๆดู ซึ่งที่ห้องมีแต่หนัง เอ่อ.. ดราม่าปนเครียด.. -_-")


เลยดูปกอีกรอบ Drama-Comedy โอเค.. อุ่นใจ แต่แอบตงิดใจเล็กๆว่า เอ่อ.. แล้ว ดราม่า-คอเมดี้นี่มันจะเป็นยังไงวะ???



........................................... ดูไปเรื่อยๆ ชอบใจ๊ ชอบใจ ทั้งเนื้อเรื่องและการแสดงของนักแสดง(ชื่อดัง)ในเรื่อง
โดยเฉพาะ แบรด พิตต์ ,จอร์จ คลูนีย์ และจอห์น มัลโควิช นี่แสดงได้เกรียนถึงใจจริงๆ (ขออนุญาตใช้คำว่าเกรียนเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หุหุ)


โดยเฉพาะพี่แบรดนี้ ยอมรับเลยว่าชอบที่เฮียแบรดแสดงในเรื่องนี้มากกว่า Benjamin Button อีก หุหุหุ


ไม่ได้สปอยล์อะไรเท่าไหร่ แค่อยากเขียนขึ้นมาชื่นชมนักแสดงในเรื่อง แต่เรื่องราวก็ดราม่าคอมเมดี้จริงๆ


ใครยังงงกับคำว่า Drama-Comedy และอยากรู้ว่าแบรด พิตต์ ,จอร์จ คลูนี่ย์ ,จอห์น มัลโควิช เกรียนแล้วเป็นยังไง



ก็อย่าลืมหา BURN AFTER READING มาดูกันนะ แล้วจะได้คำตอบด้านบน


ปล.. กูรูคนไหนแวะมาอ่าน รบกวนแนะนำหนังแนว Drama Comedy เรื่องอื่นให้ทีนะคะ แอบติดใจ สนุกดีจริงๆ หุหุหุหุ ^O^/






Free TextEditor




 

Create Date : 30 มีนาคม 2552   
Last Update : 30 มีนาคม 2552 20:41:41 น.   
Counter : 95 Pageviews.  

Great Expectations ความทรงจำวัยเยาว์.. ที่ไม่เคยลืมเลือน



       Great Expectations หนังโรแมนติกที่มีส่วนผสมของความดราม่าและระทึกขวัญได้อย่างลงตัว หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 1998 นำแสดงโดยกวินเน็ธ พัลโทรวล์, อีธาน ฮอว์ค และโรเบิร์ต เดอ นีโร ที่สร้างจากนวนิยายของนักเขียนคลาสสิคอย่าง ชาร์ล ดิคเค่น มาอีกที กำกับโดย Alfonso Cuaron (ผลงานเด่น Y tu Mama tambuen, Harry Potter and the Prisoner of Azkaban)


        จำได้ว่าได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนฉายในโรงเมื่อปี 1998 ตอนนั้นกำลังเป็นวัยเริ่มจะวัยรุ่นต้นๆ อายุราวๆ 13 ปีได้ สารภาพตามตรง ว่าสาเหตุที่ไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะเพลงประกอบอย่าง Life in Mono - Mono นั่นเอง เป็นช่วงที่กำลังบ้า Channel V ซึ่งสมัยนั้นกำลัง ฮิตศิลปินบอยแบนด์สุดๆ จำได้ว่าช่วงนั้นไม่มีใครดังเกิน The Moffats หรือ Boy Zone หรือ Backstreet Boys และอีกหลายๆวง เลย ชอบเพลง Life in Mono ตั้งแต่ได้ดู MV ครั้งแรก เพลงอะไรวะเพราะจัง แล้วมาประทับใจไปอีกขั้นเมื่อมาเจอ MV ที่อยู่ๆก็เปลี่ยน ไปเป็นมีภาพจากหนังเรื่องหนึ่ง(ที่ตอนนั้นยังไม่รู้จัก)เข้ามาประกอบด้วย



       พอดู MV เวอร์ชั่นที่มีตัวหนังเข้ามาประกอบด้วยจบเป็นครั้งแรก ก็ทำให้รู้สึกได้ว่าเราต้องดูหนังเรื่องนี้ให้ได้อย่างไม่มีเหตุผล ก็เลยตัดสินใจชวนพ่อไปดู (ซึ่งรู้สึกผิดอย่างแรงที่ชวนไปดูเพราะเป็นหนังที่พ่อกับลูกที่เพิ่งวัยรุ่นต้นๆไม่ควรไปดูด้วยกันเลยให้ตายเถอะ -_-") แต่อย่างที่บอกไม่ใช่เพราะหนังไม่ดี มันดีเกินไปต่างหาก ด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างเกินตัวในตอนนั้น และฉากติดเรตหลายๆฉากที่ทำ เอาเด็กสาววัยสิบสามที่ไปนั่งดูกับพ่อของเธอเขินไปไม่น้อย แต่เชื่อหรือไม่.. หักลบความเขินนั่นออกไป หนังเรื่องนี้ประทับใจฉันทุกขณะ จิตและยังคงเป็นอันดับหนึ่งในดวงใจฉันจนถึงทุกวันนี้


       ด้วยภาพและโลเคชั่นต่างประเทศที่งดงามเกินกว่าเด็กวัยสิบสามปีที่เคยไปแต่ญี่ปุ่นตอนสามขวบจะนึกถึงได้ในตอนนั้น, การแสดงอันทรงพลังของนักแสดงนำทั้ง 4 คนใน เรื่อง (นอกจากสามคนที่กล่าวถึงไปในด้านบนแล้ว ยังไม่รวมที่จะนึกถึงป้า ชิกกะบูมสุดโรคจิตของนางเอกไปด้วย), บทสนทนาอันเชือดเฉือนในแต่ละฉาก(เช่น ฉากที่ Finn พูดกับป้าชิกกะบูมว่า It's my heart, and its broken.)
, มุมกล้องและฉาก Long Shot ที่ฉันยังคงสงสัยอยู่ทุกวันนี้ว่าเขาทำฉากนั้นได้อย่างไร(ฉากที่ Finn มาชิงตัว Estella จากตัวคู่หมั้นไปกลางร้านอาหาร), ภาพวาดสุดสวยฝีมือของ Finn ในเรื่อง และที่สำคัญเพลงประกอบอย่าง Life in Mono ที่เป็นตัวชักพาให้ฉันรู้จักหนังเรื่องนี้นั่นเอง




       ด้วยเหตุผลมากมายที่คาดว่ายกมายังไม่หมดข้างต้น ทำให้เป็นหนังที่ทำให้เด็กวัยสิบสามอย่างฉัน(ในตอนปี 1998 นะ หึหึ T^T) ไม่มีวันลืมเลือนแล้ว หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เป็นหนังโปรดของนักวิจารณ์ ไม่ได้รับรางวัลและไม่ได้เข้าชิงสาขาไหนเลย ไม่ได้ติด top 5 หรือ Top 10 ของนักดูหนังหลายๆคนอีกด้วย แต่สำหรับฉัน ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปี จะไปเจอหนังเจ๋งๆเรื่องไหนอีกก็ตาม แต่หนังเรื่องนี้ ได้เปิดโลกแห่งความรักในวัยเยาว์ให้ฉัน เปิดภาพแห่งความสวยงามให้ฉันผ่านกล้อง เปิดความเจ็บปวดรวดร้าวให้ฉันผ่านตัวละคร เปิด โลกแห่งศิลปะ เปิดโลกแห่งความรักและความผิดหวัง แถมยังเปิดเพลงเพราะๆให้ฉันฟังอีกด้วย ฉันในวัยสิบสามปีกับการดูหนังเรื่องนี้ครั้ง แรกในตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ ฉันสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำอยู่เสมอว่า Great Expectations คือภาพยนตร์อันดับ 1 ในดวงใจ ของฉันตลอดไป








Free TextEditor





 

Create Date : 02 มีนาคม 2552   
Last Update : 2 มีนาคม 2552 16:43:59 น.   
Counter : 130 Pageviews.  

The Mighty แด่มิตรภาพที่ไม่มีข้อจำกัด

The Mighty (1998)


แด่มิตรภาพที่ไม่มีข้อจำกัด


(SPOIL)


        The Mighty ภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กที่สร้างขึ้นในปี 1998 เป็นเรื่องราวระหว่างมิตรภาพอันแสนงดงามระหว่างเด็กที่มีความผิด ปรกติทางร่างกายสองคน คนหนึ่งคือลูกชายคนเดียวของ Single Mom (แม่ที่ต้องทำมาหากินและเลี้ยงลูก ไปด้วยตัวคนเดียว) Gwen Dillon (รับบทโดย Sharon Stone)  ผู้เล่นเป็นซิงเกิ้ลมัมที่มีลูกชาย ผิดปกติได้อย่างถึงอารมณ์ เป็นตัวละครที่เข้าใจในตัวลูกชาย ของเธอ Kevin Dillon (รับบทโดยKieran Culkin เด็กน้อยจาก Home Alone ทั้งสามภาค ) รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายของเธอนั้นร่างกาย ไม่แข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่นๆ รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายของเธอนั้นจะเสียชีวิตในไม่ช้า ถ้าเป็นแม่คนอื่น อาจจะสั่งให้ Kevin ขังตัวอยู่แต่ในบ้าน หรือไปอยู่ รักษาตัวที่โรงพยาบาลจนกว่าจะเสียชีวิต แต่ทั้งนี้แม้ในตัวหนังไม่ได้มีฉากใดที่ Gwen  กล่าวว่าเธออยากให้ลูกมีความสุข อย่างอิสระจนนาทีสุดท้าย แต่โดยการกระทำเธอแสดงให้พวกเราเห็นตลอดทั้งเรื่องว่า ความสุขของ Kevin นั้นสำคัญกับเธอเหนือสิ่ง อื่นใด ทั้งฉากในตอนชั่วโมงบาสเกตบอลหรือฉากที่รู้ว่าลูกของเธอเหลือเวลาอีกแค่ไม่นาน แต่เธอกลับถามคุณหมอว่า “เควินจะออกจากโรงพยาบาลได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่” โดยบทบาทการแสดง ในบทซิงเกิ้ลมัมที่มีลูกเป็นโรคแปลกประหลาดนี้ส่งผลให้ ชารอน สโตนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทอง คำหรือ Golden Globe Award แต่ก็พลาดไปอย่างน่าเสียดาย





       ในส่วนหลักของเนื้อเรื่อง คือมิตรภาพของเด็กประหลาดสองคน คนหนึ่ง Kevin ซึ่งมีร่างกายคดงอตั้งแต่เด็ก เป็นโรคเกี่ยวกับ กระดูก ต้องใช้ไม้ค้ำในการช่วยเดิน ในขณะที่อวัยวะภายในร่างกายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่กายภาพภายนอกของเขากลับคงที่ แต่ทดแทน กันด้วยไอคิวที่สูงลิบของเควินทำให้เขามักรู้เรื่องรู้ราวอะไรเจ๋งๆมากกว่าเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีเสน่ห์ในการพูดจาด้วย เควินมีเพื่อนบ้านเป็น Maxwell Kane (รับบท โดย Elden Henson) เด็กชายรูปร่างใหญ่เกินอายุ และมีปัญหากับการเขียนอ่าน เขาเกือบๆจะเข้าข่ายเป็นพวกอ่านเขียนไม่ได้เลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อนบ้านของ Maxwell ซึ่งก็คือเควินนั้นรับหน้าที่อาสาเป็นครูสอน การอ่านเขียนให้กับแม็กซ์เวล จากจุดนั้นเรื่ิองราวและมิตรภาพของเด็กชายทั้งสองคนก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยที่ตัวแม็กซ์เวลนั้นมีปมฝังใจ เกี่ยวกับพ่อของเขาซึ่งถูกจับเข้าคุกจากการฆาตรกรรมแม่ของแม็กซ์เวล ทำให้มีสัดส่วนค่อนข้างลงตัวระหว่างส่วนของมิตรภาพระหว่าง สองเด็กชายกับส่วนของครอบครัวทั้งคู่ ซึ่งหากไม่นับพ่อของแม็กซ์เวลแล้ว ครอบครัวทั้งสองรักและให้ความอบอุ่นกับเด็กแปลกทั้งสอง จนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นตัวประหลาดน้อยลงได้บ้าง


       ต้องยกเครดิตให้กับนักแสดงเด็กของเราในที่นี้ Kieran Culkin ในบท Kevin Dillon นั้นแสดงเป็นเด็กพิการได้อย่างแนบเนียน จนไม่น่าเชื่อว่าจะแสดงโดยเด็กน้อยแววตาสดใสที่เคยเล่น Home Alone ท่วงท่าการเดินแบบคนพิการนั้นทำให้เชื่อว่า Culkin อาจจะเคยขาหักมาจริงๆ (แซว) ส่วนอีกหนึ่ง Elden Henson รับบท เด็กโข่งตัวโตได้อย่างสมจริง เป็นตัวละครที่ดูธรรมดา ฉัoต้องใช้เวลาดูไปกว่าครึ่งเรื่องถึงจะเห็นความพิเศษของ ตัวละครตัวนี้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจโดนบทของ Kevin กลบไปในช่วงแรก แต่ช่วงกลางเรื่องเป็นต้นมา ซึ่งเหมือนบทจะพลิกให้แม็กซ์เวลเป็นตัวดำเนินเรื่อง Elden ก็พลิกบทบาทมาเป็นตัวนำได้ดี สูสีกันกับ Culkin ในช่วงครึ่งแรก ฉันเรียกว่าค่อนข้างเอาอยู่


       ภายในเรื่องเด็กทั้งสองคนช่วยเติมเต็มส่วนที่สึกหรอให้กันและกัน จากความประหม่าที่มักถูกมองจากเพื่อนๆหรือคนรอบข้างว่า เป็นตัวประหลาด แต่สุดท้ายแล้วเมื่อกล้าหาญพอที่จะยอมรับความเป็นจริง อย่างตอนที่เควินพาแม็กซ์เวลไปปฏิญาณตนเป็นอัศวิน ตัวประหลาดกันนั้น หลังจากนั้นมาทั้งคู่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าพวกฉันประหลาด ประหลาดแล้วไง? ฉันก็ยังยิ้มยังมีความสุขได้ จนกลายเป็นว่าเพื่อนๆค่อยๆเริ่มยอมรับในตัวทั้งสองในที่สุด ความสุขจากการไปโรงเรียนเริ่มมีมา แต่ถึงคนรอบข้างจะเริ่มดีกับพวกเขา แล้วยังไงเขาก็ยังคงไม่ทิ้งกัน โดยที่แม็กซ์เวลนั้นแบกเควินไปได้ในทุกที่ที่เควินอยากไป(แม้บางครั้งแม็กซ์เวลจะไม่อยากไปก็ตาม) จุดจบก็เศร้าตามคาด แต่สุดท้ายสิ่งที่เควินได้พยายามสอนให้แม็กซ์เวลอ่านเขียนได้มาในเรื่อง กลับส่งผลให้แม็กซ์เวลไม่เหงาจนเกิน ไปในการจากไปของเควินในช่วงที่เริ่มทำใจได้แล้ว สุดท้ายเรื่องราวมิตรภาพระหว่างอัศวินประหลาดทั้งสองคนก็ถูกร่ายผ่านมือของ แม็กซ์เวล ผู้เคยเขียนหนังสือไม่ได้เขียนเองกับมือ ในหนังไม่ได้บอกว่าแม็กซ์เวลทำอย่างไรกับหนังสือเล่มนั้นต่อ แต่ฉันรู้อย่างนึงว่าชีวิต หนึ่งชีวิตได้นำพาชีวิตอีกหนึ่งชีวิตเปลี่ยนแปลงไปแล้วตลอดกาล... ด้วยคำว่า "มิตรภาพ"



ขอยกเพลง My Sacrifice ศิลปิน Creed ให้กับมิตรภาพของเควินและแม็กซ์เวลในเรื่องนี้
ซึ่งเป็นเพลงที่บ่งบอก ถึงความรู้สึกระหว่างเด็กสองคนนี้ได้อย่างชัดเจน


When you are with me
I’m free…I’m careless…I believe
Above all the others we’ll fly
This brings tears to my eyes
My sacrifice






Free TextEditor




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2552   
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2552 22:05:06 น.   
Counter : 84 Pageviews.  


casnovi_studio
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




i'm falling in love with SUN,
i live to fall aSLEEP,
my favorite drinking is SANGSOM,
i think SEX is beautiful,
i never forget the SIAM SECRET SERVICES's songs,
my home SUANSIAM,
1st school is ST.LOUIS SUKSA,
ntun is in SUMMAKORN village,
i graduated from SILPAKORN university,
i'm SHORTFILM director,
SMILE is my personality
and the ordinary SECRET,
i really like S alphabet!
: )
[Add casnovi_studio's blog to your web]