คำว่า พอเพียง คือจุดเริ่มต้นของความสุข
 

วงเวียนชีวิต

*** วันนี้รู้สึกหดหู่กับข่าวคราวที่ได้รับฟังมา อยากเขียนเล่าเป็นอุธาหรณ์กับการใช้ชีวิตของหลายคน หลายครอบครัวในสังคมนี้
หลายชีวิต หลายครอบครัวที่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ทิ้งพ่อแม่ที่แก่เฒ่าให้นั่งรอคอยการกลับไปเยี่ยมของลูกสาว ลูกชายที่จากบ้านมาหางานทำในเมืองใหญ่ หลายวัน หลายเดือน หลายปี ที่คนเหล่านั้นเฝ้ารอ บางคนก็สมหวัง บางคนก็หมดลมหายใจไปก่อนที่จะได้เห็นหน้าลูก

โบราณว่าไว้ คนที่เป็นพ่อแม่เลี้ยงลูกกี่คนเลี้ยงได้ แต่พ่อกับแม่แค่สองคนทำไมลูกในวันนี้จึงทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี

มีลุงคนหนึ่งแก่มากแล้ว รูปร่างผอม บาง ใส่รองเท้าขาดมีรอยเย็บ สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ชุดเดิมทุกวัน ก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้จักจึงไม่สนใจ แต่พอดีน้องสาวปลูกบ้านใหม่ พ่อก็เลยมาช่วยทำบ้านให้น้อง ลุงคนนี้ก็จะแวะมาคุยกับพ่อบ่อยๆ เหมือนคนรุ่นเดียวกัน คุยกันถูกคอ เพราะครอบครัวเราเองก็มาจากต่างจังหวัดไม่ใช่คนในพื้นที่ หลังๆ ลุงก็มาช่วยงานพ่อเล็กๆ น้อยๆ น้องสาวก็ให้เงินเป็นน้ำใจ ชวนกินข้าว ซื้อขนมให้กิน ลุงเล่าให้พ่อฟังว่า ลุงกับป้า มีลูกชายคนเดียว ก่อนหน้านี้ก็อยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ทำมาหากินไปตามประสา แต่พออายุมากขึ้น ทำงานหนักไม่ไหว ลูกชายจึงไปรับมาอยู่ด้วยกัน แต่ปรากฏว่าลูกสะใภ้ไม่ชอบ อยู่กันไปก็คงลำบากใจทั้งสองฝ่าย ลุงกับป้าจึงย้ายออกมาอาศัยอยู่กับญาติทางฝ่ายป้า ซึ่งอยู่บ้านใกล้ๆ กัน แต่ป้าต้องทำงานดูแลลูกเล็กๆ ให้เจ้าของบ้านเป็นการตอบแทน ส่วนลุงก็รับจ้างทำงานไปทั่ว ได้เงินบ้าง ไม่ได้บ้าง ส่วนมากจะทำฟรี บางครั้งเจ้าของบ้านที่ให้อาศัยอยู่ไม่ชอบ หรือมีปัญหากันก็โดนไล่ออกจากบ้าน ลุงต้องไปอาศัยนอนตามเพิงข้างทาง หรือตามสวนที่อยู่ใกล้ๆ ที่พัก ซึ่งไม่มีฝากระดาน มีแต่หลังคาไว้หลบแดด หลบฝน

ครั้งล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา โดนเจ้าของบ้านไล่ออกจากบ้านอีก จึงแวะมานอนหลับที่บ้านน้องสาวซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ นอนตากยุงอยู่ทั้งคืน
สาเหตุที่เศร้าใจและหดหู่มากคือ บ้านของน้องสาวที่กำลังก่อสร้างมีรั้วบ้านติดกับบ้านของลูกชายคนเดียวของลุง คนเป็นลูกนอนหลับสบายอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ไม่เคยถามสักคำว่าพ่อเป็นอย่างไรบ้าง กิน อิ่ม นอนหลับมั๊ย
จริงๆ เรื่องตื้น ลึก ระหว่างครอบครัวลุง เราไม่รู้ละเอียดมาก เพราะเพิ่งจะได้คุยกับลุงไม่นาน แต่เห็นแล้ว สงสาร ถึงพ่อจะไม่ดีอย่างไร ทำตัวไม่ถูกใจบ้าง แต่คนแก่คนนั้นก็คือพ่อ ที่ครั้งหนึ่งเคยอุ้มชูเลี้ยงดูลูกมาจนเติบใหญ่ สุดท้ายบั้นปลายชีวิตกลับไม่มีที่จะซุกนอน บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน ถ้าเค้าดีก็ได้กินอิ่ม นอนหลับ แต่ถ้าเค้าไม่พอใจก็ต้องออกไปนอนที่อื่น วันหนึ่งได้กินข้าว กินนม กินขนมบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้
เคยถามลุงว่าทำไมไม่กลับบ้าน ลุงบอกว่าลุงมีลูกชายคนเดียว กลับไปก็ไม่รู้จะไปทำอะไร อยู่อย่างไร โฉนดบ้านที่ดินซึ่งเป็นสมบัติของลุงที่ต่างจังหวัด ลูกชายก็เอาไปหมดแล้ว
สิ่งหนึ่งที่เห็นคือลุงจะกินเหล้าขาว แต่กินขวดเล็กๆ ที่เค้าแบ่งขาย (เท่าขวดลิโพ) กินเวลามีตังค์คือมีคนจ้างทำงาน แต่ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่ซื้อกิน ไม่รู้ว่ากินเพราะกลุ้มใจ คิดมาก หรือว่ากินจนติด นี่อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ลูกหรือญาติไม่ชอบก็ได้ อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เข้ากับครอบครัวลูกชายไม่ได้หรือเปล่า
สุดท้ายไม่ว่าพ่อแม่ผิด หรือลูกผิด ก็ไม่อยากเห็นสภาพครอบครัวและสังคมไทยเป็นแบบนี้ อยากให้คนเป็นลูกมองดูพ่อแม่บ้าง ท่านแก่เฒ่า หูตาฝ้าฟาง อย่าทอดทิ้งท่านเลย ดูแล รักท่านเหมือนที่ท่านรักและดูแลเรามาตั้งแต่เด็ก





 

Create Date : 29 เมษายน 2553    
Last Update : 29 เมษายน 2553 22:51:20 น.
Counter : 211 Pageviews.  

โดนหลอกที่ตลาดโรงเกลือ

หายไปนาน วันนี้มีเรื่องมาเล่าเพิ่งประสบกับตัวเอง
เนื่องจากลาออกจากงานประจำมาทำหน้าที่แม่บ้านครบ 1 ปีพอดี ช่วงที่หยุดพักเริ่มเบื่ออยากหารายได้มาช่วยเสริมบ้าง จึงชวนน้องสาวไปซื้อผ้ามือสองจากตลาดโรงเกลือมาขาย โดยไปวันธรรมดาเพราะวันเสาร์ อาทิตย์คนเยอะ ก่อนไปก็ได้รับเสียงเตือนจากคนรอบข้างว่าระวังโดนแม่ค้าแถวนั้นหลอก เพราะสินค้าที่เป็นหีบห่อมักมีการสอดไส้ แต่สุดท้ายหลงเชื่อแม่ค้าจนได้ พอไปถึงตลาด จะมีคนในพื้นที่เป็นชาวเขมรมาคอยดูแล หาที่จอดรถให้ ถามว่าต้องการดูสินค้าอะไร พอบอกความต้องการก็จะพาเราไปดูตามโซนต่างๆ ในร้านที่พาไปดูจะมีคนเยอะมากทั้งคนขาย คนแนะนำสินค้า คนช่วยเชียร์ หยิบอันไหนก็จะบอกว่าดี อันนี้โอเค แกะให้ดูให้สัมผัส ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าที่ดีดีซึ่งใส่ไว้ด้านบน เป็นการจัดฉากให้ดูว่าสินค้าทั้งหมดดี น่าซื้อไปขายแถมมีกำไรคุ้มทุน ทั้งๆที่รู้ว่าโดนหลอก ยังยอมให้หลอก 55555555555
วันนั้นน้องสาวซื้อเสื้อผ้ามือสองหมดไป 7400 บาท จริงๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเดินดู เดินเลือกสินค้าด้วยตัวเอง แต่วันนั้นอากาศที่ตลาดโรงเกลือร้อนมาก พาเด็กๆ ไปด้วย กลัวลูกหลานจะร้อน จึงตัดสินใจซื้อที่ร้าน ขากลับก็คิดว่าคงมีรายได้ช่วยค่ากับข้าวหัวหน้าครอบครัวบ้าง พอมาถึงบ้านแกะสินค้าที่ซื้อมาดู แทบลมจับ เพราะด้านบนมีเสื้อผ้าดีจริง แต่กลางและด้านล่างดูไม่ได้เลย นำผ้าไปซัก ล้าง น้ำดำมากๆ ล้างไป 3-4 ครั้ง ทำไปก็คิดไปตลอดเวลา อย่าว่าแต่กำไรเลย ทุนจะได้คืนมั๊ย วันแรกนำไปขายได้มา 500 บาท
ทุนที่เหลืออีก 7000 บาท ยังมองไม่เห็น ตอนนี้สองคนน้องสาวคิดในทางที่ดีอย่างเดียวคือ ถ้าขายไม่ได้จริงๆ ก็จะนำไปบริจาคให้กับชาวบ้าน ลูกคนงานที่ไร่ อย่างน้อยก็ทำบุญดีกว่านำไปทิ้ง มันคือบทเรียนราคาแพงสำหรับมือใหม่หัดขายจริงๆ เศร้ามาก เรื่องนี้ไม่ได้โทษใคร เป็นความผิดของเราเองที่เชื่อคนง่ายไป คิดว่าคงมีแม่ค้าพ่อค้ามือใหม่หลายคนที่โดนแบบนี้ แม่ค้าในตลาดโรงเกลือรวย แต่แม่ค้ามือใหม่อย่างเราจนไปหลายเดือน




 

Create Date : 16 มีนาคม 2553    
Last Update : 16 มีนาคม 2553 22:47:59 น.
Counter : 24896 Pageviews.  

ดอกไม้

ช่วงนี้จริงๆ แล้วควรจะเป็นหน้าหนาว แต่ปรากฏว่ามีฝนตกเกือบทุกวัน ทำให้ต้นไม้ชุ่มฉ่ำ ดอกไม้เริ่มบานรับสายฝน มองแล้วชื่นใจ เพราะปกติชอบต้นไม้ และสีเขียว แต่ทุกครั้งที่ซื้อต้นไม้มาปลูกจะลาตายไปหมด โดยเฉพาะกุหลาบ แต่ปีนี้ผิดปกติเพราะปลูกต้นไม้แล้วมีดอกให้ชื่นชม ดีใจมาก
รูปแรกกุหลาบสีส้มจ้า

กุหลาบสีเหลือง

ดอกไม้สีม่วงจ้า

***ความสุขของคนรักต้นไม้ คือการได้ชื่นชมดอกไม้สีสวย




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2553 15:56:11 น.
Counter : 482 Pageviews.  

โรงพยาบาลรัฐบาลและเอกชน (ความแตกต่างด้านการรักษา)

***สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง***
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 ประมาณบ่ายสามโมงเย็น ได้ประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากมอเตอร์ไซด์ล้มเพราะหมาดำตัวใหญ่วิ่งตัดหน้ารถ ทำให้หลานอายุ 2 ขวบหน้าผากแตก เลือดไหลอาบหน้า
และตัวเองได้รับบาดเจ็บที่เข่าด้านซ้ายเพราะกระแทกกับพื้นถนนอย่างแรง
ตอนที่ลุกขึ้นยืนเพื่ออุ้มหลานสาว รู้สึกว่าเลือดไหลเป็นทางจากหัวเข่าลงไป แต่ด้วยความตกใจกับบาดแผลหลานก็เลยไม่ได้สนใจตัวเองมากนัก
คุณครูของลูกซึ่งนั่งรถบัสรับส่งนักเรียนตามหลังมา ลงมาช่วยเหลือพาไปพักทำแผลในวัด ยกรถที่ล้มไปจอดไว้ในวัด พร้อมทั้งโทรเรียกญาติให้มารับและหายากับน้ำสะอาดมาล้างเลือดให้หลานและเด็กๆ ด้วย
***ขอขอบคุณคุณครูผู้ใจดีท่านนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
หลังจากช่วยเหลือแล้วคุณครูก็ต้องไปทำหน้าที่ส่งนักเรียนต่อ สักพักทางญาติก็มารับพาไปโรงพยาบาล จากที่เกิดเหตุไปโรงพยาบาล 15-20 นาที แต่ระหว่างทางจะถึงโรงพยาบาลรัฐบาลก่อน กลัวหลานจะเจ็บมากก็เลยแวะโรงพยาบาลของรัฐ เพราะคิดว่าอุบัติเหตุต้องเข้าฉุกเฉินที่ไหนก็รวดเร็วเหมือนกัน ซึ่งเป็นการคาดเดาที่ถูกต้อง พอไปถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ก็รับเรื่อง ส่งหลานสาวไปทำแผลเย็บแผลที่หน้าผากอย่างรวดเร็ว คุณพยาบาลบอกว่าอย่าให้แผลน้องโดนน้ำ อีก 5 วันมาตัดไหม และบอกให้หลานไปรอพบหมอ จึงอุ้มหลานไปให้ลุงพาไปพบหมอแทน เพราะตัวเองต้องให้คุณพยาบาลทำความสะอาดแผลที่เข่าด้วย ตอนแรกไม่ได้ดูแผลตัวเองเลยเพราะกางเกงยีนส์ขายาวปิดอยู่ แต่รู้ว่าตรงหัวเข่ามีรอยขาดเป็นรู มีรอยเลือดติดอยู่ พอดึงขากางเกงขี้นเห็นแผลก็ตกใจเหมือนกันเพราะมันเป็นรูลึก 2 แผล และมีแผลถลอกเลือดออกด้านบนอีก คุณพยาบาลเลยตัดสินใจเย็บแผลที่ลึกทั้ง 2 แผล แต่กว่าจะได้เย็บก็รอนิดหน่อยเพราะเป็นช่างเปลี่ยนเวรของเจ้าหน้าที่พอดี คุณพยาบาลเวรดึกเป็นคนเย็บแผลให้
ตอนที่ฉีดยาชาเพื่อจะเย็บแผลก็กลัวเหมือนกันไม่กล้ามอง พอฉีดเสร็จคุณพยาบาลก็เริ่มเย็บแผล ตอนนั้นยาที่ฉีดไปออกฤทธิ์แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าแผลมันลึก หรือเพราะหัวเข่าทำให้ยาที่ฉีดไปไม่ออกฤทธิ์คลุมแผลที่จะเย็บทั้งหมด เพราะบางช่วงจะเจ็บมากเหมือนไม่โดนยาชา คุณพยาบาลบอกว่าทนอีกนิดเหลือเข็มเดียวแล้ว ก็ต้องกัดฟันทนเจ็บ จนเย็บแผลเสร็จ
หลังจากนั้นก็ไปแจ้งชื่อด้านหน้าเพื่อรอพบหมอ สักพักคุณหมอก็เรียกไปพบสอบถามว่าเป็นอะไรมา เกิดอะไรขึ้น เป็นแผลตรงไหน เย็บแผลมั๊ย แพ้ยาอะไรหรือเปล่า ภายใน 10 ปีเคยฉีดยากันบาดทะยักมั๊ย ปากก็ตอบคำถามคุณหมอไป คุณหมอก็พิมพ์ข้อความในคอมพิวเตอร์ บอกว่าให้ไปรับยา เรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นก็มึนๆ งงๆ เพราะรู้สึกเจ็บแผลที่เข่า เดินได้แต่ไม่ถนัด ก่อนออกมาจ่ายตังค์ รับยา ก็ถามคุณหมอว่า ไม่เอ๊กซเรย์หัวเข่าหรือคะ คือตัวเองกลัวว่ากระดูกจะหัก หรือแตก แต่คุณหมอบอก คุณเดินได้ขาไม่หัก ไม่เป็นอะไรหรอก แต่จะเจ็บแผล กินยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบก็ดีขึ้น
เพราะไม่ได้จบหมอ โอเค เชื่อหมอ เดินออกมาจ่ายตังค์ รับยากลับบ้านทันที พอมาถึงบ้านก็หมดห่วงหลานไปเปลาะหนึ่ง เพราะหลานสาวเค้าวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม ไม่งอแง ไม่อาเจียร ไม่ซืม
ส่วนตัวเองที่มองว่าไม่เจ็บมาก กลับนอนลุกเดินไม่ได้ ปวดแผลมาก ต้องกินข้าว กินยาอยู่บนเตียง 2 วันเต็มๆ ขาซ้ายเหยียบพื้นไม่ได้เจ็บมาก เข้าห้องน้ำลูกสาว ลูกชายต้องประคอง
พอวันที่สาม เดินไม่ได้ก็จำเป็นต้องเดินเพราะไม่อยากนั่งกินนอนกินจ้า
พยายามแข็งใจเดินบ้าง ผลปรากฏว่าเช้าวันที่ 4 ขาบวมเป็นขาหมูใหญ่ๆ เลย ตรงเข่าก็บวมแดงไปหมด ก็เลยตัดสินใจนอนพักต่อ กินยาไปด้วย
พอวันที่ 5 และ 6 ขาเริ่มเล็กลงแต่ยังไม่เท่าเดิม อาการโดยรวมดีขึ้น แต่ตรงเข่ายังเจ็บ หน่วง และบวมแดง หลายคนที่มาเยี่ยมจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแผลตรงเข่าจะหายช้า อย่าคิดมากกินยาให้หมดตามที่หมอสั่งก็หายแล้ว อืม กำลังใจดี โอเค
วันที่ 6 ครบกำหนดตัดไหม แผลที่เย็บไว้แห้งเรียบร้อยดี ก็เดินทางไปตัดไหมตอนเย็น เดินไปบอกเจ้าหน้าที่ว่ามาตัดไหม เจ้าหน้าที่ยื่นใบเสร็จให้ไปจ่ายตังค์แล้วให้นั่งรอ เป็นคนดีไม่เรื่องมาก รอก็รอ เข้าไปนั่งรอเป็นชั่วโมง ไม่มีใครเรียกให้ไปตัดไหมเลย ทนไม่ได้เดินไปถามคุณพยาบาลว่าตัดไหมได้เลยมั๊ย เพราะนั่งนานแล้วไม่เรียกสักที คุณพยาบาลบอกว่าให้รอก่อนเค้ามีเคสอยู่ โอเครอก็รอ เข้าใจว่าฉุกเฉิน เคสเยอะตลอดวัน สักพักคุณพยาบาลอีกท่านเดินมาถามว่ามีบัตรคิวมั๊ย อ้าว งงมาก ไม่มีคะ (ก็ไม่เห็นมีใครบอกว่าต้องหยิบบัตรคิวนี่หว่า) คุณพยาบาลก็ถามน้องอีกคนที่นั่งถัดไปเค้ามีบัตรคิวเลขที่ 9 น้องเค้าก็เลยได้ไปใช้บริการก่อนทั้งๆ ที่มาทีหลัง ก่อนจะเดินไป คุณพยาบาลใจดีบอกว่าคุณต้องไปหยิบบัตรคิวด้านหน้าก่อนนะ
โอ้โฮ ซึ้งมากจ้า รอมาชั่วโมงกว่าๆ ไม่มีใครบอกสักคนว่าต้องหยิบบัตรคิวด้วย ออกเดินไปหาบัตรคิวอย่างงงๆ หาไม่เจอต้องไปถามยาม ท่านบอกว่าให้ไปหยิบตรงที่แจ้งชื่อว่ามาตัดไหม (ถ้าท่านตรงนั้นบอกสักนิดป่านนี้คงตัดไหมกลับบ้านไปแล้ว) เดินไปหยิบบัตรคิวเสร็จก็มานั่งรออีกพักใหญ่ คุณพยาบาลก็เรียกไปตัดไหม
คำแรกที่คุณพยาบาลถาม ทำแผลมาจากไหน อ้าวก็จากโรงพยาบาลที่นี่แหละ เธอบอกว่าได้ล้างแผลหรือเปล่า ล้างทุกวันมั๊ย บอกว่าล้าง เธอถามว่าล้างที่ไหน บอกว่าล้างเองที่บ้าน ใช้น้ำเกลือล้าง โดนคุณพยาบาลบ่นเสียหูชา เธอบอกว่าแผลต้องล้างที่สถานพยาบาล ไม่ใช่ล้างเอง ความสะอาดไม่มี แผลก็ไม่สวย ดูไม่ดีด้วย บวมแดงไปหมด เหมือนมีหนองอยู่ข้างใน ทำไมเป็นอย่างนี้ (จริงๆ แล้วแผลที่ล้างเองคือแผลที่ถลอก ส่วนแผลที่เย็บไม่ได้ไปแตะต้องอะไรเลย แค่เปลี่ยนผ้าพันแผลเฉยๆ ไม่โดนน้ำด้วยซ้ำ) ก็เลยบอกว่าวันที่มาโรงพยาบาลหลังจากเย็บแผลเสร็จไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ล้างแผลทุกวันมั๊ย โดนน้ำได้มั๊ย เย็บเสร็จคุณพยาบาลก็เดินไปไหนก็ไม่รู้ เธอก็นิ่งไป แล้วหันไปเรียกเพื่อนอีกคนให้มาดูแผล พยาบาลอีกคนเดินมาถามว่าก่อนหน้านี้บวมหรือเป่ล่า บอกว่าบวมมากแต่ตอนนี้ลดลงแล้ว ส่วนตรงเข่ายังรู้สึกเจ็บตลอดเวลา เธอก็ไม่พูดอะไรสั่งคุณพยาบาลตัดไหม ล้างแผลให้เสร็จ
ช่วงที่ทำแผลก็ฟังเธอบ่นตลอดเวลา ก็เลยถามว่าจะขอพบหมอเพื่อให้ดูแผลอีกทีและจะขอให้ตรวจหัวเข่าที่บวมแดงด้วย เธอก็บอกว่าต้องมาในเวลาทำการเท่านั้น (จริงๆ ตอนนั้นมีหมอเวรนั่งอยู่ 2-3 คน เพราะเป็นแผนกฉุกเฉิน) พอเธอพูดอย่างนั้นก็บอกว่าถ้าเป็นคลีนิกนอกเวลาสามารถไปตรวจได้มั๊ย เพราะช่วงเย็นทางโรงพยาบาลมีคลีนิกนอกเวลาทุกวัน เธอก็ไม่พูดอะไร ทำแผลเสร็จก็บอกว่าเรียบร้อยแล้ว เดินไปเลย
พอกลับมาบ้านแผลที่ตัดไหมและล้างก็ยังบวมแดง กลางคืนปวดมากจนนอนไม่หลับ ทรมานมาก
สุดท้ายทนไม่ไหวถ้าปล่อยไว้อย่างนี้คงต้องตัดเข่าทิ้งแน่ เปลี่ยนโรงพยาบาลดีกว่า จากรัฐบาล ไปรักษาเอกชน
สำหรับโรงพยาบาลเอกชนที่ไปรักษา บรรยากาศการดูแล เอาใจใส่ การต้อนรับ การตรวจรักษาในวันนี้ดีมาก ประทับใจสุดๆ โดยเฉพาะคุณหมอเจ้าของไข้แผนกศัลยกรรมกระดูกฯ คุณหมอสอบถามอาการ วันเกิดเหตุ ประวัติการรักษาเสร็จ ขอดูแผล เปิดผ้าพันแผลดูด้วยตัวเอง กดแผลทั่วเข่าและบริเวณใกล้เคียง ถามว่าเจ็บมั๊ย โอเคมั๊ย เป็นอย่างไรบ้าง สุดท้ายคุณหมอบอกว่าขอเอ๊กซเรย์หัวเข่าดูด้านในนะ เพราะว่ามันบวม แดงและเจ็บจากด้านใน (นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการ)
หลังจากได้ฟิล์มเอ๊กซเรย์มาดู คุณหมอบอกว่ากระดูกที่เข่าบิ่น ทำให้เลือดออกข้างใน บวม และเจ็บ แต่กระดูกไม่แตก ไม่ต้องผ่าตัด คุณหมอถามว่าทางโรงพยาบาลเดิมให้ยาอะไรหรือเปล่า เอามามั๊ย ขอดูหน่อย ก็เลยยื่นยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบให้หมอดู คุณหมอบอกว่ายาที่กินก็โอเคคือยาแก้อักเสบติดเชื้อ แต่เนื่องจากกระดูกบิ่นเป็นแผล เลือดออกข้างในต้องกินยาเพิ่มมากกว่านี้ หมอจะจ่ายยาเพิ่มให้กินอีก 1 อาทิตย์ ถ้ายังไม่หายบวมต้องมาดูดออก แต่คุณหมอบอกว่าส่วนใหญ่ถ้ากินยาแล้วอาการบวมจะดีขึ้น ก่อนกลับมารับยาด้านนอก คุณหมอบอกพยาบาลให้ไปทำแผล ล้างแผลให้ใหม่ และถามว่าคนไข้มีอะไรสงสัยเพิ่มเติมอยากจะทราบ หรือจะถามหมออีกมั๊ย
เกี่ยวกับแผลที่เข่า แค่เห็นคุณหมอตรวจ วินิจฉัย ด้วยจรรยาแพทย์ที่เต็มใบแล้วประทับใจมาก ไม่มีอะไรจะสอบถามเพิ่มเติมเพราะสิ่งที่คิดและกังวลคถณหมอได้อธิบายให้ทราบหมดแล้ว พร้อมการดูแลรักษาที่ดีด้วย
(นานๆ จะได้เจอคุณหมอที่มีจรรยาบรรณทางการแพทย์เต็มใบสักที)
ขอขอบคุณคุณหมอที่เป็นหมอด้วยอาชีพที่แท้จริงไว้ ณ ที่นี่ด้วย

***ประสบการณ์ที่ได้รับจากอุบัติเหตุครั้งนี้คือ

1. ถ้าไปโรงพยาบาลรัฐบาลให้ถามเจ้าหน้าที่ให้มากที่สุด ถามให้รำคาญไปเลย เพราะถ้ารอให้เค้าบอกหรือชี้แจงรายละเอียดต่างๆ คงหมดหวัง (แต่โรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่งที่ดีก็ขอชื่นชมนะคะ)

2. ถ้าเลือกได้ควรไปรักษาโรงพยาบาลที่ให้บริการดีทั้งด้านการบริการ เครื่องมือทันสมัย และแพทย์ที่มีจรรยาบรรณดีๆ จะทำให้สุขภาพจิตคนไข้ดีและหายเร็วกว่ากันเยอะเลย

*** ไม่สามารถบอกชื่อสถานพยาบาลได้ บอกได้เพียงว่าโรงพยาบาลทั้งสองแห่งอยู่จังหวัดชลบุรีจ้า





 

Create Date : 23 มกราคม 2553    
Last Update : 23 มกราคม 2553 18:00:42 น.
Counter : 6384 Pageviews.  

 
 

นอเก้น
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add นอเก้น's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com