ความประทับใจจากหนังรักแห่งสยาม

เมื่อวานนี้ผมไปดูหนังรักแห่งสยามกับแฟนหลังจากที่ได้ตั๋วฟรีแล้วไปดูกับเพื่อนมาในรอบแรก จากการได้ดูทั้ง 2 รอบผมยิ่งรู้สึกยิ่งประทับใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับน้องพีช (ในขณะที่เพื่อนผมคลั่งไคล้น้องโอ้ แต่แฟนผมเฉยๆ บอกว่าเห็นทั้งคู่ก็น่ารักดี) นอกจากจะหน้าตาดี การแสดงเป็นเยี่ยมแล้ว ผมยิ่งทึ่งมากขึ้นไปอีกที่รู้ว่าน้องเค้ามีความสามารถทางดนตรีจริงๆ มาก่อนด้วย นึกย้อนไปสมัยผมอายุเท่านี้ ผมไม่มีความสามารถทางดนตรีอะไรเทียบเคียงกับน้องเค้าได้เลย ในรอบแรกที่ผมไปดู พอเข้าไปในโรงแล้วถึงรู้ว่าอีกฝั่งนึงเป็นที่ของกลุ่มจากสมาคมผู้กำกับ และก่อนหนังฉายก็มีพิธีกรมาบอกอะไรสั้นๆ ว่าหลังจบแล้วทั้งผู้กำกับและนักแสดงจะมาด้วยในลักษณะ Q&A Session ตอนนั้นผมก็ยังเฉยๆ จริงๆ แล้วผมน่ะรู้สึกเฉยๆ ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยได้เข้าโรงหนังอยู่แล้วด้วย แต่ละปีผมดูไม่ถึง 3 เรื่องเลยมั้ง ที่มานิก็เพราะเพื่อนมันมีตั๋วฟรี เนื้อหาของหนังก็ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเลย ผิดกับไอ้เพื่อนผมที่หาข้อมูลมาไว้หมดแล้ว แถมยังแสดงทีท่าคลั่งไคล้น้องโอ้จนออกนอกหน้า ตอนกินเชสเตอร์อยู่ชั้นล่างก็คอยมองดูนาฬิกา (ทำยั่งกับมันจะรีบไปเดทกับน้องเค้าซะงั้น) หรือยั่งตอนคอยคิวรับบัตรก็ออกอาการลุกลี้ลุกลนจนผมทั้งขำทั้งรำคาญ เพราะปกติเพื่อนผมคนนี้มันเป็นคนนิ่งๆ เฉยๆ พอมาเห็นมันเป็นแบบนี้ผมก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร ไม่ได้คาดหวังอะไรจากหนังเลยด้วย ยั่งที่บอกว่ามาก็เพราะมีตั๋วฟรี (นิกรูมีค่าแค่นั้นเองเรอะ- เพื่อนผมมันถามตอนหลัง)

แต่พอเริ่มดูไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นตอนที่โต้งกับมิวเป็นเด็ก จนเห็นพัฒนาการที่เด็กทั้ง 2 เติบโตขึ้น ผมชักเริ่มทะแม่งๆ จนอดรนทนไม่ไหวหันไปกระซิบถามเพื่อนว่า ตกลงนิมันหนังชายรักชายเรอะวะ เพื่อนแสนดีที่รู้จักกันมา 11 ปีแค่ยิ้มๆ แล้วบอกดูต่อไปเองเถอะ ผมยังหันไปกระซิบถามมันอีก 2-3 ครั้ง แต่ก็ยังได้คำตอบแบบเดิม จนมาถึงฉากที่ทำให้สิ้นสงสัยเมื่อเด็กหนุ่มทั้ง 2 แลกเปลี่ยนความรักกันทางชิวหาในสวนหลังบ้าน (หรือข้างบ้าน) โต้งน่ะเอง ในขณะนั้นเกิดเสียงอื้ออึงไปทั่วโรงหนัง อาจจะมีทั้งตกใจ ประหลาดใจ หรือแม้แต่รังเกียจ แต่ผมกลับรู้สึกเฉยๆ ผมไม่รู้สึกว่าถูกแหกตาเพราะผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังมาก่อนเลย และผมก็ไม่รู้สึกตกใจเพราะผมเองก็เป็นแบบมิวเช่นกัน ยิ่งดูไปเรื่อยๆ ความน่ารักของน้องมิวก็เริ่มทำให้ผมประทับใจมากขึ้น นอกจากหน้าตาดีถูกใจแล้ว (ผมว่าหน้าตาหล่อไทยๆ แบบนี้หายากครับ ก็ส่วนมากผมเจอแต่แนวขาวตี๋ เกาหลี ญี่ปุ่นอ่ะ) การแสดงยังเยี่ยมยอด สื่ออารมณ์ผ่านมาถึงผู้ชมแบบผมได้แบบโดนสุดๆ ตอนนี้เพื่อนผมมันจะคลั่งน้องโอ้ก็ปล่อยมันไปเถอะ เพราะผมกำลังตั้งหน้าตั้งตาจะคอยดูน้องมิวตัวเป็นๆ หลังจากหนังจบตังหาก

และแล้วพอมาถึงช่วง Q&A Session ผมก็เป็นฝ่ายบอกเพื่อนผมเองว่าเราควรย้ายที่ไปนั่งข้างหน้ากันได้แล้ว ซึ่งเพื่อนผมก็ไม่ได้รอช้า วันนั้นมีคุณมะเดี่ยวกับนักแสดงมากัน 3 คน ขาดน้องที่ชื่อ หญิงในเรื่องที่ไม่มา ในที่สุดผมก็รู้ว่าน้องเค้าชื่อพิช หมายถึงลูกพีชป่าวหว่า แต่พีชแบบนั้นชื่อออกเหมือนผู้หญิง แต่เห็นคุณมะเดี่ยวเรียกน้องพิท เอาเถอะจะพิชหรือพิทก็น่ารักล่ะ มากัน 4 คนแต่ที่ตอบคำถามผู้ชมมากที่สุดก็คือคุณผู้กำกับนั่นเอง เท่าที่จำได้คุณมะเดี่ยวบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะแหกตาคนดู แต่ในหนังมีความรักหลากหลายประเภทถ้าจะโปรโมทแค่ว่า “โต้งรักมิว” ก็แคบเกินไป (ผมว่าก็ถ้าอย่ามีอคติมากนักก็จะเห็นความรักในรูปแบบอื่นๆ อยู่คู่ขนานไปกับความรักของโต้งกับมิวจริงๆ เช่น ความรักที่มิวมีให้อาม่า ความรักที่อาม่ามีให้อากงผ่านการเล่นเปียโนให้มิวฟัง ความรักของที่เพื่อนมีให้มิวยามท้อแท้ ความรักที่หญิงแอบชอบมิวอยู่ข้างเดียว ความรักที่โต้งมีให้พี่แตง ความรักของสุนีย์ที่มีให้กร- แต่อันนี้ผมก็ยังงงอยู่ว่าทำไมสุนีย์ต้องกินไข่พะโล้มื้อนั้นด้วย คือสังเกตจากบ้านช่องแล้วก็ใหญ่โตดีครอบครัวนี้ก็ท่าทางก็ไม่ใช่คนจน ทำไมต้องทำแบบนั้น ซื้อกับข้าวใหม่มากินไม่ได้เหรอ ประเด็นนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องฐานะหรือฉากนี้มีไว้เพื่อจะบีบคั้นอารมณ์ของผู้ชมอ่ะครับ) ผู้กำกับยังเห็นบอกด้วยว่าในหนังตัวอย่างก็แทรกความรักแบบ Y เอาไว้เป็นนัยๆ แล้วแต่ผมไม่รู้หรอกเพราะผมไม่เคยดูหนังตัวอย่างอะไรมาก่อนเลย นอกจากนั้นยังยืนยันว่าจะไม่มีภาคต่อแน่นอน จบบริบูรณ์แล้ว ตอนแรกจะใส่คำว่า สวัสดี ตอนท้ายด้วยซ้ำแต่ผมจำเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมในที่สุดถึงตัดสินใจไม่ใส่ รวมทั้งไม่คิดจะทำหนังเกย์เต็มรูปแบบแข่งกับคุณพจน์ อานนท์ เพื่อนผมมันก็ยกมือถามเค้าเหมือนกัน มันบอกได้ยินว่าจริงๆ แล้วหนังความยาว 3 ชม หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำใช่มั้ย คุณมะเดี่ยวก็ไม่ปฏิเสธ แต่ยืนยันว่าเวอร์ชั่น 2 ชมครึ่งนี้กระชับและเหมาะกับประเด็นทางการตลาดของโรงหนังอยู่แล้ว ถ้าเอาเวอร์ชั่นเต็มเลยจะออกแนวเรื่อยๆ ลอยๆ เน้นอารมณ์มากไป ส่วนน้องพิชเองก็ไม่ได้ตอบไรมาก แต่ผมน่ะจ้องเค้ายั่งมากเลย น้องเค้าใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีเขียวเข้มๆ แบบเสื้อทหารเลย ผมเอาโทรศัพท์มาถ่ายรูปน้องเค้าด้วยแต่มือถือเจ้ากรรมผมซูมก็ไม่ได้ แถมรายละเอียดภาพก็ไม่ค่อยดี ขนาดนั่งแถว 2 แล้วภาพออกมาเลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ผมว่าตัวจริงน้องเค้าคล้ำกว่าในหนังนะ หรือเพราะไฟในโรงหนังมันไม่พอ แต่ช่างเหอะยังไงก็น่ารัก ผมจำได้ประมาณว่า น้องเค้าบอกว่าฉากจบที่เค้ามองไปที่ตุ๊กตาไม้ที่โต้งให้จมูกมาแต่ก็ใส่ได้ไม่สนิทแล้วร้องไห้ ฉากนั้นต้องถ่ายกัน 3-4 เทคเพราะน้องพิชไม่เข้าใจว่า “โชคดีนะ” ในอารมณ์นั้นมันหมายความว่าอะไร (แต่ผมว่าน้องเค้าจำผิดนะ เพราะประโยคสุดท้ายที่มิวพูดคือ “ขอบคุณนะ” นินา) จนตอนหลังถึงเข้าใจว่าตอนนั้นน่ะ มิวรู้สึกเศร้าเพราะคิดว่าจะไม่ได้เจอโต้งอีกแล้ว

แต่ผมในฐานะคนดู (ที่แก่กว่าน้องพีชเกือบ 1 รอบ) รู้สึกในใจว่ายังไงโต้งกับมิวก็ต้องได้กลับมาเจอกันอีกแน่ ก็เหมือนกับในเพลงบอกไงครับ ตราบใดที่มีรักก็ย่อมมีหวัง โต้งกับมิวรักกัน และผมเข้าใจว่าไม่น่าจะเป็นความรักแบบฉาบฉวยเพราะหนังก็ปูพื้นฐานให้เห็นว่าทั้ง 2 คนแบ่งปันประสบการณ์แห่งมิตรภาพที่ดีร่วมกันมาตั้งแต่ยังเด็กๆ สายใยของความเป็นเพื่อนที่ก่อตัวอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อทั้งสองเติบโตเป็นวัยรุ่น แม้จะอยู่ห่างกันไปแต่สายใยนั้นเวลาและระยะทางก็ทำลายไปไม่ได้ ผมคิดว่าโต้งในเวลานั้นคงรู้สึกสับสนมากในประเด็นนี้ รวมทั้งเมื่อมีปัจจัยทางครอบครัวอย่างคุณแม่ที่ยื่นคำขาดมาแบบนั้น โต้งคงมั่นใจแค่ว่าเค้ารักมิว แต่เด็กวัยนั้นอาจยังไม่รู้ว่าจะรับมือและสานต่อความรักที่ว่านั้นได้ยังไงจึงพูดกับมิวไปว่าคงเป็นแฟนด้วยไม่ได้ ผมเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ได้ดีทีเดียวครับเพราะผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความสับสนในใจแบบนี้ตอนวัยเดียวกับโต้งมาแล้ว เป็นเรื่องยากสำหรับวัยที่ต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนในการรับมือกับความแตกต่างนี้ เรารู้อยู่ในใจว่าเราแตกต่างออกไป แต่เราไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไง การแก้ปัญหาแบบเด็กๆ ของผมในเวลานั้นคือทำเป็นลืมๆ ไม่สนใจมันไปซะ เพราะผมเองตอนนั้นก็มีภารกิจใหญ่คือการสอบเข้ามหาลัยให้ได้ด้วย ประเด็นนี้จึงถูกลดความสำคัญลงไป แต่มาจนถึงตอนนี้ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมผ่านร้อนผ่านหนาว ได้รับประสบการณ์ตลอดจนได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตาขึ้น จนเห็นถึงข้อสรุปที่ว่า การเป็นเกย์ไม่ใช่ทางเลือก ผมไม่สามารถเลือกที่จะเป็นหรือไม่เป็นได้ ผมรู้สึกเหมือนสิ่งๆ นี้หลับใหลอยู่ในตัวของคนเป็นเกย์ทุกคน รอเวลาที่มันจะตื่นขึ้นมาไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น ส่วนการจะเลือกหลอกตัวเองต่อไปเรื่อยๆ หรือยอมรับแล้วใช้ชีวิตต่อไปให้ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนคนนั้นเอง ซึ่งนี่เองก็ทำให้ผมมั่นใจว่าซักวันนึงโต้งจะเข้าใจถึงความจริงข้อนี้ ในวันที่โต้งมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอจะรับมือกับความรู้สึกแบบนี้ได้แล้วเค้าต้องกลับมาหามิวอย่างแน่นอน

ส่วนในเรื่องทางครอบครัวโต้งก็เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยเวลาเช่นกัน เวลาจะบอกคุณแม่ของโต้งเองว่า การมีลูกเป็นเกย์ไม่ได้ทำให้คุณแม่ต้องเสียความภาคภูมิใจหรือแม้แต่เสียใจเลย ถึงโต้งจะเป็นเกย์แต่โต้งก็เป็นเด็กดี ลูกที่เป็นอาชญากรฆ่าคน ปล้นชิงทรัพย์ ข่มขืนผู้หญิงอื่นท้อง พูดจาโกหก หรือดื่มเหล้าติดยาแบบนั้นตังหากที่คุณแม่ควรจะเสียใจ ผมเชื่อว่าเวลาจะทำให้ครอบครัวของโต้งยอมรับในจุดนี้ได้ในที่สุดครับ




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2550
0 comments
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2550 14:24:26 น.
Counter : 544 Pageviews.


BOOKSHOPBOY
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
24 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add BOOKSHOPBOY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.