โปรยปกหลังสุนทรภู่เป็น "ครูเสภา" คนสำคัญสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงามเป็นเรื่องแรก สมัยรัชกาลที่ 2 และแต่งเสภาเรื่องพระราชพงศาวดารเป็นเรื่องสุดท้าย สมัยรัชกาลที่ 4 พระอภัยมณีของสุนทรภู่ ไม่มีบรรยากาศท้องทะเลอ่าวสยามแต่เป็นบรรยากาศทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล แถบอินเดีย พม่า ไทยลงไปถึงหมู่เกาะทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และศรีลังกา
เมื่อครั้งที่คุณขรรค์ บุนปาน มอบหมายให้ผมควบคุมการบันทึกเสียงขับเสภาตอนกำเนิดพลายงาม โดย ครูแจ้ง คล้ายสีทอง อันเป็นส่วนหนึ่งของรายการ เทิดสุนทรภู่ ที่กรมศิลปากร ร่วมกับบริษัท มติชน จำกัด (มอาชน) ศิลปวัฒนธรรม และเบียร์ช้าง ทำให้ผมต้องทบทวนเรื่องราวของสุนทรภู่ที่เกี่ยวกับปี่พาทย์และเสภาทั้งหมด เพื่อเขียนคำอธิบายย่อๆ ประกอบรายการ ครั้นค้นไปเขียนไปก็ได้ "เกร็ด" มาเป้นกองจนเกินความต้องการของคำอธิบายย่อ ต้องทยายลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรมรายเดือนบ้าง เขียนลงในหนังสือมติชน สุดสัปดาห์บ้าง ทั้งเห็นว่าเสภา 2 เรื่องของสุนทรภู่ไม่ยาวนัก น่าจะรวมให้อยู่ในที่เดียวกันเสียจะได้สะดวกที่ผู้สนใจจะเก็บไว้อ่าน ผมจึงตัดสินใจรวมพิมพ์เป็นเล่มขึ้นมาในลักษณะศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ ตามที่เคยทำมาก่อนแล้ว
เล่าถึงประวัติสุนทรภู่ในแต่ละช่วงชีวิต ที่พอจะบอกย่อๆ ได้ว่า เกิด - วังหลัง, โต - วังหลวง, บวช - วัดหลวง และ ตาย - วังหน้าสันนิษฐานว่ามีบรรพชนอยู่ในตระกูลพราหมณ์ ชาวเมืองเพชรบุรี และเป็นนักเลงทำเพลงยาวและบอกบทละครนอก
เล่าถึงการขับเสภา ตั้งแต่เริ่มจากการขับคำกลอน มาเป็นขับคลอเสียงกรับจนกระทั่งขับเสภาประกอบปี่พาทย์ และสันนิษฐานว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิตของสุนทรภู่ ท่านก็เคยรับจ้างบอกบทละครนอกด้วย
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม แต่งหลังพ.ศ. 2352 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 2 การที่ท่านเรื่องแต่งตอนนี้นั้น อาจเป็นเพราะ "ปมด้อย" ที่แฝงอยู่ในใจของท่านก็ได้ ท่านจึงเลือกแต่งตอนกำเนิดพลายงาม เพราะเป็นตอนที่พลายงามต้องพลัดพรากจากแม่ คือนางวันทอง เพื่อไปอยู่กับย่าคือนางทองประศรี แล้วตามหาพ่อที่แท้จริง คือขุนแผน ซึ่งตรงกับชีวิตของท่านที่ต้องไปตามหาพ่อที่เมืองแกลง แล้วเขียนนิราศเมืองแกลงเป็นเรื่องแรก บทเสภาตอนนี้ น่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะกระทรวงศึกษาตัดบางตอนมาให้เรียนในหนังสือวิชาภาษาไทยบทเด่นๆ ที่ท่องจำกันก็คือเจ้าพลายงามความแสนสงสารแม่ชำเลืองแล ดูหน้าน้ำตาไหลแล้วกราบกรานมารดาด้วยอาลัยลูกเติบใหญ่คงจะมาหาแม่ คุณแต่ครั้งนี้มีกรรมจะจำจากต้องพลัดพรากแม่ไปเพราะไอ้ขุนเที่ยว หาพ่อขอให้ปะเดชะบุญไม่ลืมคุณมารดาจะมาเยือนแม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ ว่ารักคนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือนจะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือนจะ จากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัวแม่วันทองของลูกจงกลับบ้านเขาจะพาลว้าวุ่น แม่ทูนหัวจะก้มหน้าลาำไปมิได้กลัวแม่อย่ามัวหมองนักจงหักใจ ฯนางกอด จูบลูกหลังแล้วสั่งสอนอำนวยพรพลายน้อยละห้อยไห้พ่อไปดีศรีสวัสดิ์ กำจัดภัยจนเติบใหญ่ยิ่งยวดได้บวชเรียนลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศเจ้า จงอตส่าห์จำสม่ำเสมียนแล้วพาลูกออกมาหน้่าท่าเกวียนจะจากเีจียนใจ ขาดอนาจใจลูกก็แลดูแม่แม่ดูลกต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหลสะอื้น ร่ำอำลาด้วยอาลัยแล้วแข็งใจจากนางตามทางมาเหลียวหลังยังเห็นแม่แล เขม้นแม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหาแต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์โอ้ เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึงฯเสภาพระราชพงศาวดาร แต่งหลังพ.ศ.2394 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงโปรดเกล่าให้สุนทรภู่แต่งขึ้น สำหรับขับถวายเมื่อทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) เสภานี้ขาดเป็น 2 ตอน ตอนต้นแต่งตั้งแต่พระเจ้าอยู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาไปจนเสร็จการรบขอมและข้ามไปแต่ตอนศึกพระเจ้าหงสาวดีคราวขอช้างเผือกในแผ่นเดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์มาจนถึงเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐา กรุงศรีสัตนาคนหุตยกกองทัพมาช่วยกรุงศรีอยุธยาและถูกกลอุบายของพระเจ้ากรุงหงสาวดีตีแตกกลับไป
เจ้าพลายงามความแสนสงสารแม่ชำเลืองแล ดูหน้าน้ำตาไหลแล้วกราบกรานมารดาด้วยอาลัยลูกเติบใหญ่คงจะมาหาแม่ คุณแต่ครั้งนี้มีกรรมจะจำจากต้องพลัดพรากแม่ไปเพราะไอ้ขุนเที่ยว หาพ่อขอให้ปะเดชะบุญไม่ลืมคุณมารดาจะมาเยือนแม่รักลูกลูกก็รู้อยู่ ว่ารักคนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือนจะกินนอนวอนว่าเมตตาเตือนจะ จากเรือนร้างแม่ไปแต่ตัวแม่วันทองของลูกจงกลับบ้านเขาจะพาลว้าวุ่น แม่ทูนหัวจะก้มหน้าลาำไปมิได้กลัวแม่อย่ามัวหมองนักจงหักใจ ฯนางกอด จูบลูกหลังแล้วสั่งสอนอำนวยพรพลายน้อยละห้อยไห้พ่อไปดีศรีสวัสดิ์ กำจัดภัยจนเติบใหญ่ยิ่งยวดได้บวชเรียนลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศเจ้า จงอตส่าห์จำสม่ำเสมียนแล้วพาลูกออกมาหน้่าท่าเกวียนจะจากเีจียนใจ ขาดอนาจใจลูกก็แลดูแม่แม่ดูลกต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหลสะอื้น ร่ำอำลาด้วยอาลัยแล้วแข็งใจจากนางตามทางมาเหลียวหลังยังเห็นแม่แล เขม้นแม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหาแต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวับวิญญาณ์โอ้ เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึงฯ
บทความนี้นำเสนอข้อสันนิษฐานและหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ฉากของเรื่องพระอภัยมณี ที่อยู่อยู่ ทะเลอันดามัน มิใช่ใน อ่าวไทย อย่างที่เชื่อกันมาแต่เก่าก่อนว่า เกาะเสม็ด อาจจะเป็นเกาะแก้วพิศดาร แต่ควรจะเป็นช่วงศรีลังกา เรื่อยมาจนถึงเกาะต่างๆ ในอินโดนีเซีย
ตั้งข้อสังเกตถึงอาวุธของพระเอกวรรณคดี ที่แตกจากคตินิยมในยุคสมัยนั้น อาจเป็นเพราะในช่วงที่แต่งนั้น "ครูมีแขก" ครูดนตรีคนสำคัญ เป็นบุคคลที่สุนทรภู่ยกย่องนับถือมากจึงให้พระอภัยมณีเป่าปีเก่งอย่างครูและใช้เป็นอาวุธได้แบบเดียวกับเรื่องไซฮั่นด้วย
เป็นหนังสือรวบรวมผลงานของท่าน
ยกเว้นแค่เรื่องเดียวก็คือพระอภัยมณี