ฝ่าดงแขก

มาถึงเมืองแขกแล้วจ้า (มุมไบ-ออรังคบาด)

สวัสดีครับ หลังจากที่หายไปนานเลยเพราะว่าติดภาระกิจส่วนตัวหลายประการครับ

ความเดิมจากตอนที่แล้วนั้นเราแพ๊กกระป๋าพร้อมเอกสารการเดินทางต่างๆพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันเลยครับ เครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิมาที่มุมไบนั้น ส่วนมากจะออกเป็นไฟล์หัวค่ำๆนะครับ ประมาณสักสองสามทุ่มโดยประมาณ ใช้เวลาการเดินทางประมาณสี่ชั่วโมง เครื่องบินก็จะนำท่านร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติฉัตราปาตี ศิวะจิ ที่เมืองมุมไบประเทศอินเดียนะครับ เมื่อมาถึงแล้วอย่าลืมปรับเข็มนาฬิกาของเราย้อนกลับหลังไปหนึ่งชั่วโมงครึ่งนะครับ เพราะว่าเวลาท้องถิ่นประเทศอินเดียจะช้ากว่าประเทศไทยเราหนึ่งชั่วโมงครึ่งครับ

จากนั้นเราก็จะต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จะมีพี่ ตม.แขกมาคอยตรวจพาสปอร์ตและวีซ่าของเรา พร้อมทั้งประทับตราขาเข้าให้เรา ส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ เพราะว่าพี่ๆแขกเค้าจะไม่ค่อนสนใจกับนักท่องเที่ยวจากบ้านเรานัก จากนั้นจึงมารักระเป๋าที่สายพานครับ คนาวนี้แหละ เราจะได้เริ่มลุ้นเล็กๆเป็นครั้งแรกในเมืองแขกกัน เนื่องจากว่าจะมีกระเป๋าบางใบที่พี่แขกเค้าสงสัยว่าราขนอะไรมา ทำไมกระเป๋าถึงได้ใหญ่โตนัก พี่แขกเค้าเลยเอาชอล์กสีขาวมาขีดไว้เป็นรูปกากบาทบนกระเป๋าเรา เพื่อให้พี่ศุลกากรด้านนอกตรวจกระเป๋าเราอีกที ถ้ากระเป๋าที่เราโหลดมาไม่ได้มีอะไรที่ผิดกฎหมาย เราก็เอาทิชชู่ หรือเศษผ้าที่เรามีเช็ดออกเสียก็ได้ จะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายเปิดกระเป๋าตรวจ สมัตอนเรียนอยู่ที่โน่น ผมกลับมาบ้านทีก็ขนเอาหมูหยอง หมูแผ่น เนื้อเค็ม เนื้อสวรรค์จำพวกนี้ไปด้วยเพื่อที่จะได้เก็บเอาไว้กินนานๆ หรือบางท่านอาจจะกังวลว่าจะกินอาหารแขกไม่ได้ จะขนอาหารแห้งเบาๆพวกนี้ไปด้วยเผื่อฉุกเฉินก้ตามอัธยาศรัยนะครับ ทีนี้พี่แขกเค้าเป็นชาวมังสวิรัติกันเกือบค่อนประเทศ เลยค่อนข้างที่จะ Sensitive กับสินค้าพวกนี้ เราเลี่ยงได้ ก็เลี่ยงไป ถ้าทิชชู่ไม่มี หรือผ้าไม่มีเช็ด เราก็เอาด้านที่เค้ากากบาทมาคว่ำเสีย หรือหามุมเอากระเป๋าใบอื่นๆ หรือกระเป๋าถือมาบังไว้แล้วก็เดินออกไปก็ได้นะครับ ฮ่าๆๆๆ พี่ไทยเรามีวิธีพลิกแพลงเสมอๆ

สมมุติว่าตอนนี้เราสามารถผ่านด่านแขกอรหันต์ ออกมาจากสนามบินได้แล้วนะครับ ก่อนออกมากประตูสนามบินจะมีบู๊ตแลกเงินอยู่มากมาย แลกได้ตามสะดวกเลยนะครับ แต่แนะนำว่าอย่าแลกเยอะเพราะว่าอัตราแลกเปลี่ยนในสนามบินจะน่าเกลียดมากถึงมากที่สุด แลกแค่พอจ่ายค่ารถแท๊กซี่หรือว่าหาอาหารเช้าทานพวกชาหรือกาแฟก่อนก็พอครับ ประมาณสัก 50 เหรียญก็น่าจะพอ

ก่อนจะออกจากสนามบินให้เดินไปทางขวามือสุด จะมีเคาเตอร์บริการ Prepaid Taxi บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะไปที่ไหนแล้วก็จ่ายเงินไป สะดวกมากครับ อาจจะแพงหน่อยแต่ว่าสบายใจ ไม่ต้องต่อรอง แล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเค้าจะพาเราไปอ้อมหรือจะพาเราไปทำมิดีมิร้ายเลยครับ เพราะว่า Prepaid Taxi เค้าจดทะเบียนทุกคัน บอกเจ้าหน้าที่ว่าเราจะไปสถานีรถไฟมุมไบเซ็นทรัล (Mumbai Central – CSTM) ราคาปนะมาณ 400 รูปีครับ จ่ายเงินไปแล้วเราก็รับบิลมา เดินออกมาข้างนอก ก็จะเห็นแท๊กซี่จอดเป็นแถวๆเลยครับ เราเดินไปที่ป้าย Prepaid Taxi ยื่นตั๋วให้เค้าดู พี่เค้าก็จะพาเราไปขึ้นรถเองครับ ส่วนมากรถแท๊กซี่ที่นี่จะเป็นรถแอมบาสเดอร์สีดำขลิบเหลือง จากสนามบินเดินทางไปสถานีรถไฟมุมไบเซ็นทรัล จะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงนะครับ ถ้าหากมาถึงตอนกลางวันรถจะติดพอสมควร อาจจะใช้เวลานานเพิ่มขึ้นอีกบ้างนะครับ

เนื่องจากเราได้ทำการจองตั๋วรถไฟมาแล้วทางอินเตอร์เน็ต จึงไมม่จำเป็นต้องไปต่อคิวซื้ออีกให้วุ่นวายนะครับ จองแล้วจ่ายเงินทางอินเตอร์เน็ต ง่ายและสะดวกมากเลยครับ ปริ๊นตั๋วออกมาใส่กระดาษ A4 ก็ขึ้นรถได้เลย แต่ว่าเราจะต้องวางแผนแต่เนิ่นๆ เพราะว่าการเดินทางโดยรถไฟนั้นเป็นที่นิยมมากเลยครับที่อินเดีย เข้าไปจองและซื้อตั๋วรถไฟอินเดียแบบออนไลน์ได้ที่ http://www.irctc.co.in หรือ http://www.makemytrip.com แต่ถ้าเราจองมาไม่ทัน อย่าตระหนกตกใจไปครับ เพราะว่าตามสถานีรถไฟใหญ่ๆหลายแหล่งจะมีช่องบริการพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่ต้องไปแย่งคิวกับแขกให้เสียเวลาครับ ต้องย้ำนะครับว่าให้เข้าไปที่ช่องบริการพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น ถ้าเห็นป้ายว่า Tourist ก็ตรงดิ่งเข้าไปได้เลยครับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้นจะได้สิทธิพิเศษหลายอย่างครับ ถ้าท่านจองตั๋วทางอินเตอร์เน็ตไม่ได้ ให้ไปซื้อที่สถานีเลยครับ เพราะว่าสำหรับผู้ที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวอินเดีย การรถไฟเค้าจะกั๊กที่นั่งไว้ให้สำหรับนักทท่องเที่ยวโดยเฉพาะครับ แต่ว่าเค้าไม่เอาขึ้นระบบออนไลน์ จะต้องไปซื้อที่สถานีเท่านั้นนะครับ (วีซ่า Type “T” เท่านั้นนะครับ สำหรับวีซ่า “P”, “S” และ “R” ไม่มีสิทธินะจ๊ะ) เอาเป็นว่าถ้าไม่ซวยสุดๆ ก็ได้ที่นั่ง ที่นอน บนรถไฟแน่นอนครับ รถไฟที่นี่มีเฉพาะชั้นหนึ่ง และสองเท่านั้นนะครับ ขบวนรถก้อมีอีกหลากหลายประเภทมาก จะอธิบายในโอกาสต่อไปนะครับ

กลับมาที่สถานีรถไฟกันดีกว่าครับ ทีสถานีมุมไบเซ็นทรัลนี้ หากเรามาถึงตอนกลางวันหรือตอนค่ำ เราจะเห็นถึงความสวยงาทของสถานี้ที่เป็นศิลปะแบบยุโรป เค้าว่ากันว่าสร้างมาจากเค้าโครงของสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในอังกฤษครับ ส่วนความสวยงามนี้ได้การันตีจากการที่ องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนสถานีนี้ให้เป็นมรดกโลกเรียบร้อยแล้วล่ะครับ หากมองมาจากภายนอกนั้นให้บรรยากาศเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ที่ประเทศอังกฤษเลยทีเดียวครับ ผิดแต่ว่าจะมีร้านค้าแผงลอย และพี่ๆแขกหนุ่มสาวเดินกันให้ไสวเลยครับ ที่นี่เราต้องระมัดระวังเรื่องของทรัพย์สินเราให้ดีนะครับ เพราะว่าสถานีนี้ขึ้นชื่อเรื่องของความวุ่นวายสถานีหนึ่งของอินเดีย ซึ่งเป้นที่ถูกอกถูกใจ ของบรรดามิจฉาชีพทั้งหลายครับ

Photobucket
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)

ถ้าใครมาถึงที่นี่ตอนดึก เพื่อที่จะมาต่อรถไฟไปออรังคบาดแบบผมแล้วล่ะก็ ให้มองหาป้าย Retiring Room หรือ Waiting Roomไว้นะครับ เพราะว่าที่นี่จะเป็นห้องให้เราใช้รอรถไฟได้โดยไม่ต้องไปนั่งรอ หรือนอนรอ ที่พื้นสถานีแบบแขกเค้าทำกัน แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อตั๋วโดยสารแบบโบกี้ปรับอากาศเท่านั้นน่ะครับ ที่นี่ปลอดภัยครับ มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชม. เพียงยื่นตั๋วให้เค้าดูแล้วลงชื่อไว้ ก็สามารถเข้าไปนั่งนอ หรือนอนรอบนเก้าอี้ยาวได้ ห้องน้ำสะอาดครับ อาจจะงีบรอก็ได้นะครับ เอาแรงไว้ก่อน เนื่องจากเรามาถึงที่นี่ดึก อ้อ..ที่สถานีมุมไบเซ็นทรัล ห้องที่ว่านี้อยู่ที่ชั้นสองของอาคารครับ ขึ้นบันไดยาวๆที่หน้าสถานีถึงชั้นสอง เดินไปจนสุดทางเดินก็เจอเลยครับ หาง่ายมากๆ

ผมจองตั๋วแบบ AC Chair Car ไว้สำหรับการเดินทางช่วงมุมไบ-ออรังคบาด ด้วยขบวนรถด่วน Tapovan Express ราคาตั๋วตนละ 331 รูปีครับ จะออกจากสถานีมุมไบเซ็นทรัลเวลา 06.10 น. พองีบหลับรอจนเวลาประมาณตีห้าครึ่งก็ลงมารอที่ชานชาลาครับ ที่สถานีทุกแห่งจะมีบอร์ดบอกเวลาไว้อย่างชัดเจนครับ ว่ารถขบวนไหนจะออกที่ชานชาลาไหน เวลาเท่าไหร่ พร้อมทั้งบอกลำดับของโบกี้ด้วยนะครับว่าอยู่ตรงไหน สะดวกมากๆ

มีครั้งนึงครับ ผมจะมาที่ออรังคบาดเนี่ยะแหละครับ แต่ว่าไม่ได้มาขึ้นที่มุมไปอันเป็นสถานีต้นทาง เพราะว่านั่งรถมาจากที่อื่น จำได้เลยครับว่าจะขึ้นที่สถานีชุมทางแมนแมด (Manmad Junction) ตั๋วก็มีแล้ว แต่ว่าพอรถไฟมาถึง ปรากฏว่าผู้คนล้านแปดเลยครับที่โดยสารมากับรถไฟขบวนนั้น แบบโหนกันจนล้นออกมานอกโบกี้เลยครับ มันไม่มีแม้กระทั่งช่องให้เบียนเดินก้าวขึ้นรถไฟ ผมก้อคิดในใจแบบ เอาล่ะซี..จะทำไงดี จะทิ้งตั๋วแล้วไปรถบัสแทนก็เสียดายเงิน ขี้เกียจแบกกระเป๋าอีก เลยเดินทำหน้าละห้อยไปหาเจ้าหน้าที่คนนึง เอาตั๋วให้เค้าดูแล้วเรียกคะแนนสงสารแบบสุดฤทธิ์ ประมาณว่าท่านครับ ช่วยผมหน่อย ผมมีตั๋วแต่ไม่สามารถขึ้นรถได้จะทำไงดีครับ คราวนี้โชคดีครับ พี่เค้าบอกว่าถ้าผมไม่มีปัญหา ผมสามารถนั่งที่ท้ายขบวนกับพี่เค้าได้ เพราะว่าพี่เค้าเป็นพนักงานคุมท้ายรถครับ ผมก็ตามไปแบบว่าง่าย ผลคือพี่เค้าเอาเสื่อมาปูให้นั่ง เอาข้าว เอาน้ำมาให้กินแบบเซอร์ไพรซ์มากๆครับ ได้ลองโบกธงที่ท้ายขบวนด้วย เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเที่ยวอินเดียอีกอันหนึ่งเลยครับ

Photobucket

Photobucket

เมื่อจับจองที่นั่งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วตามตั๋ว ถ้าใครหิวหรือ ต้องการเครื่องดื่มเรียกความสดชื่นก็สามารถเรียกหาผู้ชายใส่ชุดสีขาว โพกหัวด้วยผ้าสีขาวมีเข็มกลัดตราการรถไฟของอินเดียสีทองเงาแว๊บได้นะครับ สามารถสั่งเครื่องดื่มร้อนเช่น ชาร้อน(การัมใจ) อันเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของแขก หรือกาแฟมาดื่มได้ครับ สนนราคาจอกละ 6 รูปีเท่านั้น ส่วนอาหารก็มีอาหารเช้าอินเดียแบบง่ายๆ เช่นโดซ่า (เหมือนขนมถังแตกบ้านเรา แต่ไม่หวานครับ) มาจิ้มแกงผักรวมแบบแขก หรือว่า อิ๊ดลี่ (เหมือนขนมถ้วยฟูบ้านเรา ไม่หวานเช่นกัน) มาจิ้มทานกับแกงผักรวมแบบแขกหรือซอสแขกที่เรียกว่าชัตนี่ก็ได้ครับ ซัตนี่นี่เปรียบเสมือนพิกน้ำปลา หรือน้ำพริกบ้านเราน่ะครับ เป็นนเครื่องจิ้มของแขกที่ขาดไม่ได้ในมื้ออาหาร ชัตนี่ที่นิยมก็เช่นชัตนี่สะระแหน่ หอมๆเผ็ดๆ หรือชัตนี่มะพร้าว รสชาดมันๆ อร่อยไปอีกแบบครับ แต่ว่าอาหารก็ไม่ฟรีนะครับ ราคาชุดละ 20-25 รูปี อาหารมีให้เลือกไม่เยอะครับเพราะเป็นรถวิ่งระยะทางสั้นๆ ถ้สใครเดินทางแบบชั้นธรรมดา ก็จะมีพนักงานหิ้วกาน้ำชา กาแฟ หรือแบกลังใส่อาหาร เครื่องดื่ม หรือขนม snack มาบริการตลอดครับ ไม่ต้องกลัวอด แต่ว่าเลือกทานดีๆนะครับ เดี๋ยวจะท้องเสียเอา ถ้าเป็นกังวลก็ทานชาร้อนกับขนมบิสกิตรองท้องก่อนก็ได้ครับ หากท้องไส้ของใครที่ค่อนข้างไว ก็กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ อ้อ..เรื่องแพกเกจอาหารนี่ต้องทำใจหน่อยนะครับ เพราะว่าวัสดุหลักคือกระดาษหนังสือพิมพ์ครับ ฮ่าๆๆ แต่ถ้าเป็นอาหารหลักก็จะมีแผ่นพลาสติกใสรองมา แต่ถ้าเป็น snack ก็จะห่อหนังสือพิมพืแบบถุงกล้อยแขกสมัยก่อนมาเลยครับ ต้องทำใจๆ

รถไฟจะใช้เวลาเดินทางประมาณแปดชั่วโมงครับ สำหรับระยะทาง 380 กิโลเมตร ไม่น่าเกินบ่ายโมงครึ่ง ท่านก็จะมาถึงสถานีออรังคบาดแล้วครับ

ตามกันต่อตอนหน้านะครับ เราจะไปตะลุยออรังคบาด เที่ยวชมและสักการะพุทธสถานที่ยิ่งใหญ่สองแห่งคือ หมู่ถ้ำอาชันต้า และหมู่ถ้าแอโลร่าครับ

Photobucket




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2553   
Last Update : 30 ธันวาคม 2553 15:41:48 น.   
Counter : 323 Pageviews.  

การเตรียมตัวท่องเมืองแขก

เตรียมตัวเดินทาง

ก่อนอื่นต้องขออภัยครับที่หายไปนาน เนื่องจากว่ามีบุคคลสำคัญระดับ VVIP มาเยี่ยมน่ะครับ (จริงๆแล้ว มาให้พาไปเที่ยวมากกว่า) เลยออกทริปไปอีกเดือนกว่า ช่วงเดือนก่อนเลยหายหน้าหายตาไปครับ พอกลับมาก้อรีบมาจัดการธุระทางการศึกษาต่อ ช่วงนี้เลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ เพิ่งสอบย่อยและสัมนาเสร็จไปเลยพอมีเวลาพักหายใจหายคอบ้าง เรามาต่อทริปตามรอยบาทพระศาสดาด้วยตนเองกันต่อเลยนะครับ

ตอนนี้เป็นเรื่องของการเตรียมตัวเดินทางครับ ก่อนออกจากประเทศไทยเราจำเป็นต้องเตรียมตัวกันให้พร้อมนะครับ จะได้ไม่ต้องมาฉุกละหุกที่นี่ เพราะว่ามันจะลำบากทั้งเรื่องการติดต่อกับแขกและการจัดการเรื่องความสะดวกสบายของตัวท่านเอง

เอกสารการเดินทาง.
แน่นอนครับ การออกเดินทางออกนอกประเทศทุกครั้ง ท่าจะเป็นที่จะต้องเตรียมเอกสารการเดินทางให้พร้อมนะครับทั้งพาสปอร์ต และวีซ่า หากท่านมีพาสปอร์ตแล้ว ต้องแน่ใจนะครับว่ามีอายุการใช้งานเหลืออีกไม่ต่ำกว่าหกเดือน การเหลือน้อยกว่านั้น หรือยังไม่มี หรือมีแต่หมดอายุไปแล้ว เชิญทำใหม่เลยนะครับ รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างนี้
http://www.consular.go.th/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=46
ประชาชนชาวไทยผู้ถือพาสปอร์ตธรรมดาเล่มสีเลือดหมูหากมีความประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศอินเดียและเนปาลจำเป็นต้องขอวีซ่าก่อนนะครับ แต่วีซ่าเนปาลเราไปขอที่หน้าด่านได้ครับ แต่วีซ่าอินเดียต้องขอไปจากประเทศไทยครับปัจจุบันนี้สถานฑูตอินเดียได้ให้บริษัทภายนอกดำเนินเรื่องการจัดทำวีซ่าครับ เราไม่ต้องเดินทางไปสถานฑูตอินเดียเองแล้วนะครับ (ส่วนกงศุลตามหัวเมืองต่างจังหวัดเช่น เชียงใหม่ ยังรับทำวีซ่าอยู่ครับ) สถานที่ก็ตามที่อยู่นี้เลยครับ เดินทางสะดวกทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน มีรถเมล์ผ่านหลายสายครับ
1 อาคารกลาสเฮาส์ ชั้น 15 ห้อง 1503 ซอย
สุขุมวิท 25 ถนน สุขุวิท เขต วัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร +66(2) 6652968/69
อีเมล์ info.inth@vfshelpline.com
รายละเอียดและการดำเนินการ รวมทั้งเอกสารที่จำเป็นต่างๆ เชิญที่ลิ๊งด้านล่างเลยครับ
http://www.ivac-th.com/thai/index.aspx
หมายเหตุ. ตอนกรอกเอกสารขอวีซ่าท่องเที่ยวของอินเดีย อย่าลืมที่จะย้ำให้แน่ใจว่าท่านต้องการวีซ่าท่องเที่ยว แบบเข้าสองครั้ง (Tourist Visa: Double Entry) เท่านั้นนะครับ เพราะปัจจุบันทางการอินเดียได้ออกกฎใหม่ว่าสำหรับผู้ที่ถือวีซ่าแบบ เข้าออกหลายครั้ง (Multiple) จะต้องเว้นช่องว่างไม่น้อยกว่าสองเดือนถึงจะเข้ามาอินเดียได้อีกครั้ง จะทำให้เรามีปัญหาในการข้ามฝั่งเนปาล แล้วจะกลับเข้ามาอีกน่ะครับ
ส่วนการขอวีซ่าเนปาลที่หน้าด่านชายแดนนั้น ต้องเตรียมรูปถ่านขนาดสองนิ้วสองใน และเงิน 25USD ครับ สามารถพำนักในประเทศเนปาลได้ 15 วัน
อย่างไรก็ตามครับ มีบริษัททัวร์จำนวนมากได้ให้บริการรับทำวีซ่าทั้งอินเดียและเนปาล เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับท่านที่ไม่ค่อยมีเวลานะครับ ลองติดต่อสอบถามบริษัททัวร์ใหล้บ้านดูครับ

ตั๋วเครื่องบิน
หากพี่ๆน้องๆ อยากจะเดินทางตามแพลนที่ผมเสนอให้แล้วนั้น ตอนจองตั๋วขามาให้มาลงที่มุมไบ (BKK-BOM) นะครับ แล้วจองขากลับไว้ที่กัลกัตต้า (CCU-BKK) มีสายการบินให้บริการหลายสายอยู่ ทั้งการบินไทย เจ็ทแอร์ คิงฟิชเชอร์แอร์ไลน์ แอรือินเดีเอกซ์เพรส ลองสอบถามจากเอเจนซี่ที่ท่านรู้จักและไว้ใจครับ ราคาก็จะขึ้นอยู่กับชาวงเวลาที่เดินทางน่ะครับ ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ผมชอยสายการบินเจ๊ทแอร์ครับ บริการดี เครื่องบินใหม่ จริงๆผมเชียรืการบินไทยมากกว่า แต่ว่าราคาแตกต่างกันพอสมควรครับ เอาเป็นว่าหากพี่ๆน้องๆชื่นชอบสายการบินไหนก็ตามสะดวกเลยครับ อย่าลืมนะครับ ให้จองตั๋วเป็น BKK-BOM, CCU-BKK ครับ

การแลกเงิน
ณ ขณะที่เขียนบล๊อกนี้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินรูปีจะอยู่ที่ 1 รูปี จะเท่ากับ 12 รูเดือน ฮ่าๆๆๆ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ อัตราแลกเลี่ยนปัจจุบัน 1 บาท จะแลกได้ประมาณ 1.3 รูปีหากพกเงินบาทมาก็ไม่มีปัญหาครับ เงินบาทไทยบางที่ก็รับแลกเหมือนกันนะครับ แต่เฉพาะเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น จึงไม่สะดวงเอาซะเลย แนะนำให้แลกมาเป็นดอลล่าห์หรือยูโรดีกว่าครับ แล้วค่อยมาแลกเอาเงินรูปีที่นี่ แลกเป็นใบย่อยๆไว้บ้างก็ดีนะครับ สะดวกดีเวลาจะแลกเงิน แต่ถ้าให้ผมแนะนำนะครับ แลกมาแค่พอใช้จ่ายเท่านั้นก็พอครับสักสามร้อยดอลล่าห์ก็พอ แล้วพกบัตรเอทีเอ็มมาครับ มากดเอาที่นี่ ตามตู้เอทีเอ็มที่อินเดียรับบัตร Visa Electron หรือ Mastercard Electronic ก็ใช้ได้ครับทั้งเครื่อข่าย POOL หรือ Circus ก็มากดได้ครับสะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการพกเงินสดติดตัวคราวละมากๆ เสียค่าธรรมเนียมกดเงินสดครั้งะ 100 บาทเท่านั้น ถ้าจะให้ดีก็พกมาสักสองบัตร สองธนาคาร เผื่อว่าโดนฉกชิงวิ่งราว หรือทำบัตรใดบัตรหนึ่งหาย จะได้มีบัตรสำรอง ไม่ต้องลำบาก เพราะว่าเราเดินทางค่อนข้างหลากหลายครับส่วนใหญ่จะเป็นการขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์และรถไฟ เจอคนมากหน้าหลายตา อีกอย่างแลกเงินมาแล้วเหลือเอากลับไปแลกเป็นเงินบาทเราจะขาดทุนมากมายครับ เพราะฉะนั้นเลี่ยงการพกเงินสดคราวละมากๆเป็นดีที่สุดครับ
เครื่องเอทีเอ็มเมืองแขกนั้น บางเครื่องอาจจะแตกต่างจากบ้านเรานิดหน่อยครับ แค่ขั้นตอนสอดบัตร เพราะที่นี่บางธนาคาร เครื่องเอทีเอ็มจะไม่ดูดบัตรของเราเข้าไปในเครื่องนะครับ เราแต่สอดเข้าไปให้สุด แล้วดึงออก เครื่องก็จะอ่านแถบข้อมูลแม่เหล็กที่หลังบัตรเราเอง เราก็เก็บบัตรได้ระหว่างการทำรายการ ประโยชน์อย่างหนึ่งคือป้องกันการลืมบัตร และการที่เครื่องอายัดบัตรได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนต่อจากนั้นก็เลือกเมนูภาษาอังกฤษแล้วก็กดตามเมนูคำสั่งได้เลยครับ

อาหารแขก
มาเมืองแขก อาหารแขกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ประชากรส่วนใหญ่ค่อนประเทศเป็นมังสวิรัติ ดังนั้นเรื่องเนื้อสัตว์แปลกๆ จึงสบายใจได้ว่าเราจะไม่เจอแกงเก้งเอ๋งอย่างแน่นอน สำหรับท่านที่แพ้กลิ่นเครื่องเทศแรงๆ ร้านอาหารหลายๆแห่งมีอาหารจีนง่ายๆไว้ให้บริการ เช่นข้าวผัด หมี่ผัด เป็นต้น แต่หากพี่ๆน้องๆได้ลองอาหารแขกสักมื้อก็อาจจะติดใจในรสชาติก็ได้นะครับ แต่ละภูมิภาคก็จะมีอาหารที่แตกต่างกันไป เช่นทางใต้จะเน้นผักและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ทางภาคตะวันออกก็จะใช้น้ำมันมัสตาร์ดที่มีกลิ่นคล้านวาซาบิเป็นหลักในการปรุงอาหารเป็นต้น ต้องลองดูครับ แล้วจะติดใจ ในที่นี้ก็จะแนะนำอาหารแขกแบบคนไทยทานได้ แขกทานดี พอเป็นสังเขปนะครับ
ข้าวบริยานี (Briyani)เป็นอาหารจานข้าว คล้ายๆข้าวหมกบ้านเราครับ ทานเคียงกับแกงหรือโยเกิร์ตใส่ผักแช่เย็น มีให้เลือกทั้งข้าวหมกไก่ ไข่ แพะ ปลา และผักให้เลือกตามอัธยาศรัย
โรตี. นาน. จาปาตี. กุลชา, ปาราตะ เหล่านี้คือแป้งแผ่นๆ เอาไว้จิ้มแกงทานครับ แตกต่างกันตามวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุง เช่นโรตีทำจากแป้งโฮลวีต ในขณะที่นานทำจากแป้งสาลี เอาไปอบในเตาโอ่งให้สุก มี variation ให้เลือกอีกนะครับว่าจะเป็นนานทาเนย นานเปล่าๆ หรือว่านานทาเนยกระเทียมอีกด้วย ส่วนกุลชาคือนานที่แต่งหน้าด้วยผักและงาหอมๆครับ จาปาตีคือแป้งโฮลวีตที่ทำให้สุกบนกระทะแบนๆที่แขกเรียกว่า ทาว่า แล้วเอาไปปิ้งต่อให้สุกและพองๆ ถ้าเอาไปทอดจะกลายเป็นปูรีครับ ส่วนปาราตะนั้นคือโรตีแบบบ้านเราที่คลึงๆตบๆแล้วเอาไปทอดบนกระทะแบนๆ ถ้ากลัวจะทานอะไรไม่ได้ลองพกนมข้นแบบบีบมา แล้วสั้งปาราตะเปล่าๆมาราดนมข้นก็กลายเป็นโรตีแบบบ้านเราแล้วครับ
แกงแขกนั้นมีหลายอย่างหลายชนิด ทั้งแกงใสและแกงข้น ถ้าจะเอาให้คุ้นลิ้นคนไทยเราก็ต้องลองแกงกระกรี่ แกงมาซาล่า หรือว่าแกงคาได ส้วนจะใส่อะไรนั้นก็แล้วแต่ร้านครับ ถ้าเข้าร้านมังสวิรัติก็จะเป็นเห็ด หรือปาร์เนีย คือคอทเทจชีสแบบแขก ถ้าเข้าร้านทั่วไปก็มีตั้งแต่ไก่ แพะ แกะ ปลา ก็น่าจะพอทานได้ แนะนำมื้อแรกๆเอาอะไรง่ายๆ เช่นอาจจะสั่งอัณฑะเคอรี่ (แกงไข่ต้ม) มาทานกับจาปาตีก็ไม่เลวนะครับ



เครื่องดื่ม
ที่นี่มีหลากหลายครับ น้ำอัดลมหลากหลายยี่ห้อตามมาตรฐานสากล อยากจะแนะนำน้ำมะม่วงก็อร่อยนะครับ ทั้งแบบบรรจุขวดหรือร้านคั้นสด น้ำผลไม่รสชาติดีราคาไม่แพง คั้นกันสดๆ แต่เครื่องดื่มประจำชาติของพี่แขกเค้าคือ ชานมร้อน กรือที่เรียกว่า การัมจาย นั่นเองครับ เป็นชาต้มในนมร้อนๆให้เดือนอาจจะใส่ขิง หรือชินนาม่อนหรือเครื่องเทศอื่นๆก็แล้วตาสูตรของแต่ละภูมิภาค เสิร์ฟในจอกเล็กๆ จิบสองสามทีก็หมด สดชื่ทันตา หาร้านชาได้ทั้วทุกหัวมุมถนน ทางใต้จะเสิร์ฟในจอกแก้วหรืออลูมิเนียม ส่วนทางภาคเหนือจะเสิร์ฟในจอกดินเผา ดื่มหมดก็เขวี้ยงลงพื้นให้แตก สนุกดีครับ ที่สำคัญดื่มเฉพาะน้ำที่บรรจะขวดเท่านั้นนะครับ และให้แน่ใจด้วยว่าขวดนั้นอยู่ในสภาพเรียนร้อน มีซีลด้วยก็จะดี ที่แขกขึ้นป้ายไว้ว่า Drinking Water ตามสถานีรถบัส หรือรถไฟนั้นเป็นของแขกโดยเฉพาะครับ เราอย่าได้ไปแหยมเชียวถ้าไม่อยากปวดท้องหรือมีปัญหากับน้ำดื่มที่ไม่สะอาด

จัดกระเป๋า
เอกสารเดินทางพร้อมแล้วก็เตรียมตัวจัดกระเป๋ากันครับ ให้เอาของมาแต่จำเป็นนะครับ ใส่เป้มาใบเดียวหรืออาจจะมีกระเป๋าสะพายมาอีกใบเผื่อถ่ายของก็จะสะดวกดี ไม่ต้องเอามาใบใหญ่ขนาดห้าหกสิบลิตรหรอกครับ ยี่สิบสามสิบลิตรคือขนาดที่กำลังดี เสื้อผ้าเตรียมมาให้ถูกกับสภาวะอากาศขณะนั้น หากจะเดินทางช่วงหน้าหนาวคือประมาณหลังออกพรรษาจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม เตรียมเสื้อผ้าหนาๆมาหน่อยนะครับ เพราะว่าทางแถวๆสี่สังเวฯนั้นอากาศเย็นเลยทีเดียว ส่วนถ้าหลังจากมีนาคมไปแล้ว ร้อนตับแล่มเลยครับ เสื้อผ้าบางๆระบายอากาศดีๆ หรือเสื้อแขนยาวเบาๆไว้ใส่กันแดดจะมีประโยชน์มาก แว่นตากันแดด หมวก ครีมกันแดด ของใช้ส่วนตัว ยาประจำตัวหรือว่าชุดเผื่อฉุกเฉินเช่นยาแก้แพ้ แก้ปวด ยาใส่แผล พลาสเตอร์ยา ไฟฉาย จำเป็นมากเพราะที่นี่ไฟดับบ่อยมาก หนังสือเล่มโปรดเอามาไว้อ่านฆ่าเวลาก็เก๋ทีเดียว

จิตใจและสุขภาพร่างกาย
ข้อนี่สำคัญที่สุดครับ หากสุขภาพไม่แข็งแรง มาเจออากาศร้อนจัด หรือหนาวจัดอาจจะทำให้ท่านไม่สบาย จนเป็นเวทนาทัวร์ไปได้ การเดินระยะทางไกลๆ ปีนป่ายขึ้นบันไดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากท่านต้องการมาชมหมู่ถ้ำอาจันต้าและแอลลอร่า ฉะนั้นเตรียมความพร้อมของร่างกาย ฟิตซ้อมมาหน่อยก็จะเป็นประโยชน์นะครับ
การเตรียมใจมาเปิดพบสิ่งใหม่ๆ อีกด้านหนึ่งของเหรียญนั้นสำคัญที่สุด บางท่านอาจจะเคยไปยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น แต่อินเดียนั้นเป็นที่ๆท่านจะพบรากของตัวเองได้ดีที่สุดหากท่านเปิดใจให้กว้างพร้อมรับประสบการณ์ใหม่ๆของชีวิต บางทีอาจจะเจอตั้งแต่เครื่องบินยังไม่ออกจากสุวรรณภูมิเลยก็ได้ครับ ฮ่าๆๆๆ บางท่านอาจจะถึงกับเป็นลมหากต้องเบียดแขกขึ้นรถไฟ บางทีก็เจอแขกกวนบาทาบ้าง แต่อย่างว่าครับ คนดีและคนไม่ดีมีทุกที่ในโลกต้องทำใจครับ





 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2553 3:14:01 น.   
Counter : 221 Pageviews.  

ตามรอยบาทพระศาสดาด้วยตนเอง – รู้จักอินเดียกันก่อน

ก่อนที่เราจะมาเที่ยวอินเดียหรือแดนพุทธภูมิของชาวไทยเรานี้ เรามาทำความรู้จักกับประเทศที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้สักเล็กน้อยนะครับ เพื่อเอาไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนการเดินทาง และอีกอย่างเพื่อให้เห็นภาพอินเดียอย่างกว้างๆไว้ก่อนนะครับ

อินเดียนั้นโดยขนาดแล้วจะใหญ่กว่าประเทศไทยเราสักประมาณหกเท่าครับ ประชาการโดยประมาณตอนนี้ก็พันกว่าล้านคนแล้วครับ ด้วยสาเหตุนี้เองทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีความแตตกต่าง (Diversity) สูงมาก ทั้งสภาพภูมิอากาศ (มีทั้งร้อนจนแผดเผา และหนาวกว่าในตู้เย็น) สภาพภูมิประเทศ (อินเดียมีชายฝั่งทะเลยาวมาก มีทะเลสาบ มีภูเขาสูง มีทะเลทราย มีสกีรีสอร์ท) ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม อาหารการกิน และภาษาก็แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ขนาดถึงว่าในธนบัตรของอินเดียนั้น ราคาของธนบัตรยังต้องเขียนไว้ถึงสิบห้าภาษาเลยทีเดียว

ต้องออกตัวก่อนนะครับว่าผมก้ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ภารตะแต่อย่างไร แต่จะพยายามเล่าข้อมูลคร่าวๆให้ฟังก่อนนะครับ

ถ้าจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์อินเดียอย่างสังเขปแล้วต้องย้อนกลับไปประมาณสองพันกว่าปีก่อนคริสต์ศักราชครับ เมื่อชาวอารยันได้เริ่มเข้ามารุกรานและมีบทบาทเหนือชนพื้นเมืองเดิมคือชาวดราวิเดียน ในบริเวณดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุแห่งนี้ ตอนนั้นตรงกับยุคหะรัปปะการเข้ามีมีบทบาทในการปกครองและบทบาทต่างๆของชาวอารยันนี่เองครับ จึงทำให้เกิดการเขียนคัมภีร์พระเวท (The Vedas) ขึ้นมาเพื่อใช้กำหนดหนเที่และบทบาทรวมทั้งจารีตปฏิบัติซึ่งภายหลังได้พัฒนามาเป็นคัมภีร์หลักของศาสนาพราหมณ์ และของฮินดูในที่สุด อาจจะกล่าวได้ว่าศาสนาพุทธเราก็มีพื้นฐานบางส่วนที่ปรับปรุงมาจากคัมภีร์พระเวทเช่นกัน การกำหนดชนชั้นวรรณะของแขกเค้าก็มาจากคัมภีร์พระเวทนี่แหละครับ

เรื่องวรรณะนี้ ต้องขอขยายความสักหน่อยครับ เพราะว่าเหมือนว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้คนภายนอกมองอินเดียในแง่ลบ ถ้าตามศัพท์แล้ววรรณะแปลว่าผิว ดังนั้นการกำหนดวรรณะบางคนคิดว่าคือการแบ่งชนชั้นทางสังคมด้วยสีผิว ความคิดนั้นก็ถูกครับ แต่แค่บางส่วนเท่านั้น พื้นฐานแต่เดิมแล้วการแบ่งวรรณะนั้น เป็นการแบ่งตามหน้าที่ของผู้คนในการประกอบอาชีพต่างหากครับ ใครอยู่ในวรรณะใด เราก็ดูจากการประกอบอาชีพเป็นหลัก เช่นถ้าเป็นครูบาอาจารย์ก็สังกัดวรรณะพราหมณ์ เป็นข้าราชการ นักปกครอง ทหารตำรวจก็สังกัดวรรณะกษัตริย์ เป็นพ่อค้า นักบริหารหรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจก็สังกัดวรรณะแพศย์ ทำงานใช้แรงงาน รับใช้ ก็สังกัดวรรณะศูทร ดังนั้นจะเห็นว่าวรรณะนั้นถูกกำหนดจากการหน้าที่ในสังคม และการงานประกอบอาชีพต่างหาก วรรณะมีการปรับเปลี่ยนกันได้ในสมัยนั้น การแต่งงานข้ามวรรณะก็มีให้เห็นบ่อยๆ แต่ในสมัยต่อมาเมื่อมีอิทธิพลของกลุ่มวรรณะที่เข้มแข็งขึ้น จึงเริ่มมีการกีดกันตนนอกกลุ่มออกไป โดยการเอาชาติกำเนิดมาเป็นตัวแบ่งชนชั้นทางสังคม และเอาพรหมันมาอ้างว่ากลุ่มเรานี้เกิดมาจากปากของพระพหรมบ้าง อกบ้าง เท้าบ้างจึงเป็นการกีดกันและแบ่งชนชั้นโดยชาติกำเนิดไปโดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตามในคัมภีร์อุปนิษัทก็ยังมีบางโศลกที่ชี้ให้เห็นว่า เราทั้งหลายนี้ล้วนมีชาติกำเนิดเดียวกันคือ “Aham Brahman, Tat Tvam Asti” แปลว่า “ผมคือส่วนนหนึ่งของพระพรหม, ท่านเองก็เช่นกัน”

เอ้า...มาเข้าเรื่องกันต่อครับ จากสมัยหะรัปปะนั้นอีกหลายร้อยปีต่อมา จนกาลสมัยแปดสิบปีก่อนพุทธศักราชเจ้าชายสิธทัตถะโคตมะก็ทรงได้ประสูติขึ้นพ้อมแสดงปาฏิหารด้วยการเปล่งอาภิสวาจาว่า

“อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐ เสฏฺโฐ หมสฺมิ
อยนฺติมา เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ “


แปลว่า “ในโลกนี้ เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด การเกิดของเรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี”

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นทรงเป็นนักปฏิรูปศาสนาคนสำคัญของอินเดีย ในสมันเดียวกับมหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน ซึ่งก็เป็นนักปฏิรูปศาสนาและสังคมเช่นกัน และทั้งสองท่านนี้เองคือผู้นำด้านศาสนาในฝ่ายอาสติกะ คือฝ่ายที่ไม่เชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้าของอินเดียในสมัยนั้น

ส่วงมาถึงเวลาประมาณสามร้อยปีก่อนคริสต์ศักราชในสมันของราชวงศ์ดิเมารยา ในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ศาสนาพุทธของเราได้เจริญขึ้นอย่างสูงสุด พระองค์ทรงมีศรัทธาในการทำนุบำรุงพุทธศาสนา ทรงส่งพระสมณฑูตออกไปประกาศศาสนาในต่างแดน และได้ทรงจาริกแสวงบุญไปยังสถานที่สำคัญต่างๆของพุทธศาสนา โดยมีพระโมคัลลานะติสะเถระ เป็นพระอาจารย์ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อเสด็จไปถึงที่ใดก็จะทรงสร้างวัดวาอาราม และเสาหินปัก (Ashok Pillar) ไว้เป็นหลักฐานไว้ด้วย และเสาหินของพระเจ้าอโศกในสถานที่ต่างๆนั้นเองที่ทำให้เราสามารถสืบค้นประวัติของพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา ในสมัยปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้นำเอาหัวเสาพระเจ้าอโศกที่เป็นรูปสิงห์สี่ตัวที่หันหลังชนกันมาเป็นตราประจำแผ่นดิน
ราว 326 ปีก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้กรีธาทัพมาบุกภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ทิ้งร่องรอยของอารยธรรมไว้อย่างมากมาย

จากนั้นก็มาถึงยุคของอาณาจักรคุปตะ ในระยะเวลาประมาณประมาณ 320 ปีก่อนคริสตศักราช จนถึง 1200 ปีหลังคริสต์ศักราช สมัยนี้เป็นยุดเรอเนสซองต์ของอินเดียเลยทีเดียว ศิลปวิทยาการต่างๆ รวมถึงศาสนาได้เจริญก้าวหน้าไปมาก มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ที่แคว้นพิหารในสมัยนั้นเจริญถึงขีดสุด มีนักศึกษากว่าหมื่นคน และหนึ่งในนั้นก็คือพระถังซัมจั๋งที่เรารู้จักผ่านนิยายเรื่องไซอิ๋วนั่นเอง

จากนั้นช่วงปี ค.ศ. 700 ต่อมาศาสนาอิสลามได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในอินเดีย สมัยที่เจริญและมีชื่อเสียงของอาณาจักร์มุสลิมนี้คือ สมัยราชวงศ์โมกุล (Moghul) โดยยการนำของพระเจ้าอักบาร์(Agbar) มีการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ เป็นระบบระเบียบมากขึ้น พระเจ้าชาร์ จาร์ฮัน (Shah Jahan) ที่สร้างอนุสรณืความรักบรรลือโลก หรือทัชมาฮาล ก็อยู่ในราชวงศ์นี้ครับ หลังจากปี ค.ศ. 1707 เป็นต้นมาในสมัยของพระเจ้าออรังเซป (Aurangzeb) ก็ถึงยุคเสื่อม อังกฤษเริ่มเข้ามามีบทบาทในอินเดียในนามของบริษัทอีสต์อินเดีย เริ่มแทรกแซงกิจการต่างๆ จนอินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในที่สุด

อังกฤษเข้าปกครองอินเดียอยู่ถึง 350 ปี (1858-1947) ในสมัยนี้อังกฤษได้มีบทบาทในการวางรากฐานความเจริญและวิทยาการต่างๆให้แก่อินเดีย ทั้งระบบการศึกษา กฎหมาย การสื่อสาร การคมนาคม ต่จากการที่อังกฤษได้กีดกันชาวอินเดียในการมีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ และการบริการระดับสูง อีกทั้งปฏิบัติต่อชาวอินเดียที่เป็นเจ้าของพื้นที่อย่างไม่เป็นธรรม เหมือนพลเมืองชั้นสอง เป็นเหตุให้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษในหลายๆขบวนการ แต่ที่ประสบผมสำเร็จและสามารถมอบเอกราชคืนให้แก่อินเดียคือขบวนการที่ใช้วิธีการไม่รุนแรง ดื้อแพ่ง และไม่เข้ามีส่วนร่วมของท่านมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่นามว่า ท่านมหาตมะคานธีนั่นเอง ท่านมหาตมะคานธีสามารถมอบอิสระภาพและเอกราชคืนให้แก่อินเดียได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1947 จากนั้นอินเดียก็ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามละดับ แม้ว่าบางครั้งจะผ่านช่วงเวลาอันวิกฤติบ้าง ผ่านความขัดแย้งบ้าง จนเกิดการแบ่งแยกดินแดนทางฝั่งตะวันตกออกไปเป็นประเทศปากีสถาน ทางฝั่งตะวันออกเป็นประเทศบังคลาเทศ บางครั้งทำให้เกิดความสูญเสียผู้นำที่เก่งกล้าเช่นนางอิทธิรา คานธี นายราจีฟ คานธีหรือแม้แต่ท่านมหาตมะคานธีเองก็โนลอบสังหารจนเสียชีวิต แต่อินเดียก็ยังสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นมาได้ และยืนอยู่ในเวทีระดับโลกได้อย่างไม่อายใคร

ปัจจุบันอินเดียปกครองประเทศด้วยระบบสาธารณะรัฐ ใชระบบรัฐสภา โดยมีสภาผู้แทนราษฏรคือโลกสภา และวุฒิสภาชื่อว่าราชสภา มีนายมานโมฮัน ซิงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี และนางประติภา ปาติล เป็นประธานาธิบดี





...โปรดติดตามตอนต่อไป...




 

Create Date : 26 มีนาคม 2553   
Last Update : 26 มีนาคม 2553 15:58:27 น.   
Counter : 297 Pageviews.  

ตามรอยบาทพระศาสดาด้วยตนเอง - เกริ่นนำกันก่อน

สวัสดีครับทุกๆคนที่หลงเข้ามา หรือตั้งใจเข้ามาในหน้าบล๊อกของผมนะครับ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ใครๆก็เรียกผมว่าไอ้เจ๊ก ประกอบกับสรีระที่ตุ้ยนนุ้ย จึงมีแต่คนเรียกว่าเจ๊กอ้วนอยู่ร่ำไปปัจจุบันขณะที่เริ่มเขียนบล๊อกอันนี้ ผมเผ็นนักศึกษาระดับปริญญาโทเทอมสุดท้ายสาขาวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยไมซอร์ ที่เมืองไมซอร์ รัฐการณาการฏะครับ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย

ผมมาที่นี่ได้จะสองปีแล้วครับ เที่ยวเมืองอินเดียก็หลายที่ แต่ก็ไม่สามารถที่จะเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเมืองแขกได้เลย มิหนำซ้ำก็ยังห่างไกลจากคำนั้นยิ่งนัก เนื่องจากภารกิจหลักของการเดินทางมาที่นี่คือมาศึกษาหาความรู้ ตามที่ตั้งใจ และตามจุดประสงค์ของเจ้าของทุนคือรัฐบาลอินเดียนั่นเองครับ ฮ่าาาา

แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนชอบเที่ยว ถ้าว่างเป็นไม่ได้ ต้องหาเรื่องออกเดินทางไปเรื่อยครับ จึงคิดอยากจะมาแชร์ประสบการณ์กับพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไปในเมืองแขกนี้ ว่าการมาเที่ยวเมืองแขกด้วยตนเองนั้น ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างไรเลย หากแต่ต้องมีการเตรียมตัวสักหน่อย ทำการบ้านพอสมควรสำหรับผู้ที่เดินทางมาเมืองแขกเป็นครั้งแรก และต้องเปิดใจพอสมควรครับ จะให้อะไรมันสะดวกสบายเหมือนมากับทัวร์นั้นคงไม่ได้ แต่รับรองครับ เที่ยวเองนั้นสนุกและมันส์กว่ามากับทัวร์เยอะ แถมได้เห็นอินเดียในมุมที่ต่างๆกันออกไป และที่สำคัญประหยัดตังค์กว่ากันมากโขเลยทีเดียว

การที่อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ดังนั้นการที่จะมาเที่ยวรอบเดียวครบทุกที่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าเราไม่ได้มีวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบฝรั่งแบกเป้ที่มากันทีเป็นเดือนๆ เพราะเราติดขัดกันทางด้านการทำงาน และเรื่องของภาระหน้าที่ของแต่ละท่าน

ดังนั้นคราวนี้ผมจึงอยากจะพาไปเที่ยวกันในเส้นทางยอดนิยมของพวกเราชาวไทย อาจจะเป็นเส้นทางวัดบารมีของหลายๆคนว่าจะมีขันติบารมีและความอดทนเพียงพอที่จะท่องเที่ยวเมืองแขกด้วยตนเองกรือไม่ ฮ่าาานั่นคือเส้นทางนมัสการสังเวชนียสถานสี่ตำบลนั่นเองครับ เพราะว่าเส้นทางนี้หากเดินทางด้วยตนเองนั้นนับว่าต้องอาศัยวิทยายุทธต่อกรกับพี่ๆชาวอินเดียกันอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่จะเป็นอย่างไรนั้นจะเล่าให้ฟังทีหลังครับ แต่รับรองว่าหากท่านผ่านเส้นทางนี้ได้ การท่องเที่ยวในเมืองแขกด้วยตนเองนั้นจะไม่เป็นปัญหาสำหรับท่านอีกต่อไป

หลายท่านที่ยังไม่เคยมาอินเดียมาก่อน อาจจะไม่ทราบว่าราคาค่าทัวร์ที่จะมานมัสการสังเวชนีียสถานสี่ตำบลในเวลาประมาณสิบวันนั้นจะเริ่มตั้งแต่สองหมื่นปลายๆ จนถึงหกหรือเจ็ดหมื่นเลยก็มี ขึ้นอยู่กับสถานที่ๆจะไปเที่ยวชม อาหาร ที่พัก ยานพาหนะ และรายละเอียดอื่นๆอีกจิปาถะ แต่หากว่ามากันเองอย่างที่ผมจะพาทุกๆคนไปนั้นใช้เงินไม่เกินสามหมื่นห้าพันบาทถึงสี่หมื่นบาทเท่านั้น กับเส้นทางที่ผมจะพาไปในระยะเวลาประมาณสามสิบวัน ขึ้นอยู่กับว่าเพื่อนๆสามารถหาตั๋วเครื่องบินได้ราคาถูกเพียงใด กสรเดินทางในประเทศอินเดียนั้นผมใช้รถไฟเป็นหลัก เพราะความสะดวกสบายประหยัด และปลอดภัยครับ เส้นทางที่ผมอยากจะแนะนำคือเส้นทางที่ผมได้ไปมาแล้วหลายครั้ง ด้วยการไปเที่ยวเอง หรือพาคนอื่นไป ดังนี้ครับ

กรุงเทพฯ - มุมไบ-ออรังคบาด (ถ้ำอาจันต้า,ถ้ำแอลโลร่า) - สาญจี - อักรา - เดลลี -มะนาลี - สาวัตถี - กุสินารา – ลุมพินี (ประเทศเนปาล) - สารนาท,พาราณสี - ราชคฤห์, นาลันทา - พุทธคยา - ดาร์จีลิ่ง - กัลกัตต้า – กรุงเทพฯ

เส้นทางข้างบนนี้ ไม่ได้มีแค่สังเวชนียสถานสี่ตำบลเท่านั้นนะครับ ผมได้ไปเยี่ยมชมพุทธสถานยุคหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้วด้วย คือเมืองออรังคบาด (ถ้ำอาจันต้า,ถ้ำแอลโลร่า) และสถูปสาญจี ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีอักรา (ทัชมาฮาล,ป้อมอักรา) มะนาลีที่เป็นสกีรีสอร์ทสำหรับท่านที่ชองความหนาวเย็น หรือว่าดาร์จีลิ่งเมืองตากอากาสสมัยอังกฤษปกครองอินเดีย ชิมชาชั้นดี และนั่งรถไฟทอยเทรนที่ได้เป็นมรดกโลกอีกเช่นกันไต่เขาด้วยครับ

หลายๆคนสงสัยว่าทำไมถูกจัง แล้วผมมาเขียนบล๊อกทำไม ต้องการขายทัวร์หรือเปล่า ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าทุกคนสบายใจได้ ผมเป็นนักเรียน ไม่ได้ทำงานหรือมีความเกี่ยวข้องกับบริษัททัวร์ใดๆเลย แต่จากการที่ผมชอบเที่ยวชอบคุย ผลจากการเดินทางมาของผมนั้นทำให้ผมได้ทราบถึงความเอารัดเอาเปรียบของบริษัททัวร์ที่ไร้สำนึก รังแกคนไทยด้วยกันเองมุ่งหวังแก่ผลกำไร จากการที่ลูกทัวร์อยากมาแสวงบุญกลับต้องเจอนรกในอินเดียแทนจากความไม่รับผิดชอบของบริษัททัวร์เหล่านั้น ผมเลยอยากชักชวนให้มาเที่ยวอินเดียกัน มาเองเนี่ยะแหละครับ สนุกและประหยัดเงินด้วย

อีกอย่างผมได้รับปากกับพี่คนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ที่ได้ทุนมาเรียนเหมือนกันว่าเรได้ทุนแขกมาเรียน แขกให้โอกาสเรามาเรียนทั้งๆที่ประชากรของเค้าเองหลายๆคนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควร ดังนั้นเราจึงสมควรที่จะทำอะไรเพื่อตอบแทนประเทศอินเดียบ้าง ผมจึงเอานิสัยการชอบเที่ยวของตนเองมาใช้โปรโมทการท่องเที่ยวแขกซะเลย อิอิอิ

อยากให้ทุกคนได้เห็นกันครับว่าการเที่ยวเมืองแขกด้วยตนเองนั้นง่าย สะดวกและสบายพอสมควรจากการที่รัฐบาลอินเดียเตรียม Facilities หลายๆอย่างเพื่อบริการนักท่องเที่ยวครับการที่เค้าโปรโมทว่า Incredible India ! นั้นไม่ใช่เรื่องโม้เลยครับ…




…โปรดติดตามตอนต่อไป…





 

Create Date : 26 มีนาคม 2553   
Last Update : 26 มีนาคม 2553 6:42:41 น.   
Counter : 163 Pageviews.  


เจ๊กอ้วน
Location :
Mysore India

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เมืองคนใช้หัว เมืองให้ผัวเฝ้าห้างเมืองเดินทางต้องทำใจ เมืองวัวเป็นใหญ่ นักเลงโต เมืองสุดโอ่วรรณะ เมืองมีพระแก้ผ้า เมืองคงคาแสนบรรเจิด เมืองบ่อเกิดปรัชญา เมืองศาสดากำเนิด เมืองเลิศสุดสุด เมืองพุทธอันยิ่งใหญ่...
[Add เจ๊กอ้วน's blog to your web]