<<
ตุลาคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
23 ตุลาคม 2554

{{บทความ}} Mawaru Penguindrum บทวิเคราะห์ Survival Strategies ครึ่งแรก

Photobucket


Mawaru Penguindrum อนิเมะที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ คือหัวข้อบทความที่ผมจะนำเสนอให้แก่ทุกคนครับ



ก่อนที่จะมาเริมบทความกัน ต้องมาทำความรู้จักกับ อนิเมะเรื่องนี้กันก่อนน่ะครับ

Photobucket

อนิเมะเรื่องนี้เป็นผลงานของ ผู้กำกับ Kunihiko IKUHARA ที่สร้างความตกตะลึงให้แก่ ใครต่อใครมาหลายคน กับ อนิเมะหลายเรื่องที่เค้าเป็นคนกำกับ

อทิเช่น Revolutionary Girl Utena ทั้ง 2 ภาค (ที่เห็นว่า สุดยอดจริงๆ) ที่สร้างความสุดยอดมาแล้วกับ การเล่นสื่อถึงความหมายในเนื้อเรื่อง และ สัญลักษณ์ ทั้งคำพูด ที่ปรากฏในเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ

ในปี 2011 อนิเมะเรื่อง Mawaru Penguindrum นี้ก็เป็นผลงานการกำกับของ อาจารย์เช่นกัน


เรื่องนี้นั้น ธีมหลักแบ่งด้วยกัน 4 อย่าง ก็คือ

1. ยุทธการเอาชีวิตรอด หรือ Survival Strategies
2. ชะตากรรม และ การเปลี่ยนแปลงชะตากรรม หรือ Destiny and The Change of destiny
3. รถไฟฟ้า กับ สัญลักษณ์ หรือ Train and Symbols
4. การชดใช้บาป หรือ Atonement of sins




Photobucket


ปล.

บทความเรื่องการก่อเกิดของโลกมนุษย์นี้ อยากจะเล่าให้ฟังว่า เริ่มคิดได้โดยบังเอิญ

ตอนอ่าน โดราเอม่อน ตอน บันทึกการสร้างโลก น่ะครับ พอลองมาเปรียบเทียบกันดูมันกลับเหมือนกันอย่างพอดิบพอดี



โดยจะเริ่มที่ Survival Strategies เป็นบทความแรก


ในตอนแรกที่เราดูกัน คงต้องสงสัยกันแน่ๆว่า Survival Strategies มันคืออะไรกัน เริ่มแรกต้องขอ เริ่มเกร่นนำในส่วนที่ตรงนี้กันก่อน


คลิปนี้ ที่สร้างความ งงงัว และ เสียงวิจารณ์กันนักต่อนัก

ลิงค์





อธิบายก่อนน่ะครับ

เพลง ROCK OVER JAPAN ที่ใช้ประกอบในฉากนี้ เป็นเพลงที่ เรียบเรียงใหม่มาจาก เพลง ROCK OVER JAPAN ของ ญี่ปุ่น วง ARB ที่โด่งดังในปี 1978 หรือ เมื่อ 33 ปีก่อน

วงนี้ประกอบไปด้วยนักร้อง 3 คนคือ Ryo Ishibashi, Koya Naito, Ebi, and Keith.

โดยเพลง ROCK OVER JAPAN นี้เป็นเพลงใน อัลบั้มชื่อ ROCK OVER JAPAN ที่มีจำหน่ายเมื่อ วันที่ 21/06/1987

ลิงค์




สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือการ ผสมกันระหว่าง

1. สัญลักษณ์
2. รถไฟ
3. ความแฟนตาซี
4. การก่อเกิดของโลกมนุษย์
5. การเอาชีวิตรอด

ที่ก่อร่างมาเป็น เรื่องราวดังกล่าวในเรื่องนี้


มาเริ่มต้นกันด้วย ภาพเริ่มต้น เรียงตามที่ปรากฏ


(บทความนี้ อาจจะยาวไปหน่อยน่ะครับ ยังไงๆก็ช่วยทนเอาหน่อยน่ะครับ)


Photobucket


ภาพที่ 0 ภาพประตูทางเข้าชานชาลา

รถไฟในเรื่องนี้ เป็นยานพาหนะที่ใช้เป็น ธีม ของเรื่องราวทุกอย่าง อันซึ่งหมายถึง เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ที่พร้อมจะพาเราออกเดินทางไปด้วยกัน


Photobucket

ภาพต่อเนื่องกันมา คือ สัญลักษณ์ที่ผ่านมา

สังเกตให้ดีว่า ขณะที่ภาพกำลังซูมเข้าไป จะมี สัญลักษณ์ตราๆปรากฏขึ้นมา ทั้งเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟ วัดความเร็ว การสับรางรถไฟ เครื่องหมายเตือนภัย รวมไปถึง ชีพจรร่างกายมนุษย์


Photobucket


ภาพที่ 1 สิ่งที่เป็นเหมือนกับ ห้วงมิติบางอย่าง แล้วมีวัตถุทรงกลมอยู่ตรงกลาง

ภาพนี้ก็คือ ระบบสุริยะจักรวาล หรือ Galaxy นั้นเอง


Photobucket


ระบบสุริยะจักรวาล

เกิดมาท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศ โดยกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองที่เรียกว่า เนบิวลา (Nebular) จะหมุนวนรอบตัวเองอย่างช้า ๆ คล้ายการหมุนของวงล้อ

ก๊าซส่วนใหญ่ของเนบิวลา คือ ไฮโดรเจน การหมุนวนของเนบิวลานี้จะดึงดูด ก๊าซ ฝุ่นละอองและรังสีต่าง ๆ เข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งแรงที่ทำให้เกิดการหมุนวนเข้าสู่ศูนย์กลางนี้ คือ แรงโน้มถ่วง (Gravity) นั่นเอง

เมื่อเวลาผ่านไปนับพันล้านปี การหมุนวนเข้าสู่ศูนย์กลางของเนบิวลาจะทำให้เกิดมวลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีรูปร่างคล้ายลูกบอลสีแดงขนาดยักษ์ และนี่คือจุดเริ่มต้นของดาวดวงใหม่ที่เรียกว่า ดวงอาทิตย์ ซึ่งได้แผ่พลังงานความร้อน แสงสว่าง และแรงดึงดูด ห่างออกไปประมาณ 13 พันล้านกิโลเมตร


Photobucket


ภาพที่ 2 วัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ สีฟ้า มีนาฬิกาตัวเลขโรมันด้านบน

วัตถุทรงกลม ก็คือ โลกมนุษย์ที่เราอาศัยอยู่ยังไงล่ะครับ

ตัวนาฬิกาโรมัน ด้านขวา สื่อถึง กาลเวลาของการวิวัฒนาการ นั้นเองครับ

Photobucket


โลกเป็นดาวเคราะห์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สาม และเป็นดาวเคราะห์ที่พิเศษเพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะจักรวาล

เพราะโลกเท่านั้นที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ทำให้น้ำคงสภาพอยู่ได้ และโลกยังเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีวิวัฒนาการจนมีออกซิเจนในบรรยากาศ ปัจจัยทั้งสองประการส่งผลให้ "โลก" มีสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเกิดขึ้น


Photobucket


เส้นสีเขียว ด้านหลังนั่น มันก็คือ สัญญาณชีพจร (Pulse) เป็นการบอกว่า สิ่งมีชีวิตได้เริ่มเกิดขึ้นมาแล้ว


Photobucket


Pulse หากในกรณีนี้แปลว่า ชีพจร ,อัตราการเต้นของหัวใจ , จังหวะการเต้นของหัวใจ

ในเรื่องของการแพทย์ นั้น ชีพจรเป็นแรงสะเทือนของกระแสเลือด ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่างด้านซ้าย ทำให้ผนังของหลอดเลือดแดงขยายออกเป็นจังหวะ เป็นผลให้สามารถจับชีพจรได้ตลอดเวลา


Photobucket


ภาพที่ 3 ภาพของสิ่งที่ดูคล้ายกับกระสวยอวกาศที่พุ่งออกจากสถานี

ภาพนี้คือการเปรียบเทียบของ การเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต ครับ

โดยกระสวยอวกาศนั้นคือ เซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่มีการเติบโตใดๆ

ตัวรางรถไฟ นั้นจะสื่อถึง เส้นทางของการเดินทาง


Photobucket


สังเกตได้จากภาพที่แล้ว หลังจากกระสวย พุ่งออกมาสักพัก จะมี เกล็ดหิมะ ปลิวมาจากด้านที่กำลังพุ่งไป และ เรียงตามกันเป็นแถว ที่รางรถไฟ

หิมะ ก็คือ โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง ที่หิมะได้ตกลงมา เพราะอุณหภูมิของโลก ลดต่ำลง

ซึ่งเป็นหลักฐานอย่างดีว่า หลังจากนี้ มหาสมุทร จะได้ก่อเกิดขึ้นมาแล้ว


Photobucket


ภาพที่ 4 หัวกระสวยแตกตัว

Photobucket


เมื่อ หิมะ ได้ตกลงมา กระสวยอวกาศที่แล่นอยู่ ก็เริ่มแตกตัวออกมา เผยให้เห็น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตยุคเริ่มต้นที่เติบโตไปกับกาลเวลา


Photobucket


ยุคธารน้ำแข็ง

ทุกวันนี้โดยสภาพของธรรมชาติ โลกเรายังคงอยู่ในยุคของน้ำแข็ง เพราะขั้วโลกทั้งสองยังคงปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ตามยอดเขาสูงๆก็ปกคลุมไปด้วยหิมะ ถ้าปราศจากความร้อนที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์แลัว ผิวโลกทั้งหมดจะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอย่างสิ้นเชิง

โลกเปลี่ยนแปลงเข้ามาอยู่ในยุคน้ำแข็งเป็นเวลาหลายพันล้านปี ตามทางการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์พบว่า แต่เดิมเมื่อชีวิตเกิดขึ้นมา และพัฒนาการเป็นพืชและสัตว์นั้น หน่วยของชีวิตเหล่านี้อาศัยอยู่ทั่วๆไป แม้ตามส่วนที่เป็นขั้วโลก แต่เมื่อเกิดยุคน้ำแข็งขึ้นมา น้ำแข็งก็ได้ผลักดันสิ่งมีชีวิตทั้งหลายให้ถอยร่นลงมายังส่วนที่อบอุ่นของ โลก ซึ่งเป็นบริเวณถัดลงมาจากขั้วโลกทั้งสอง และบริเวณส่วนกลางของโลกซึ่งเรียกว่า เส้นศูนย์สูตร

ยุคน้ำแข็งได้ปกคลุมผิวโลกอยู่เป็นเวลานานเป็นล้านปี ผิวโลกเกือบหนึ่งในสี่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง เมื่อเมฆเริ่มจางลงและผิวโลกได้รับแสงแดดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์มากขึ้น น้ำแข็งก็ละลายบ้าง กลับเกิดขึ้นมาอีกบ้าง กลับไปกลับมาหลายครั้ง การละลายครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นไปเมื่อประมาณ 10000 ปี มานี้เอง ทำให้บริเวณที่ยังปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเลื่อนขึ้นไปอยู่ที่ขั้วโลกทั้งสอง เพราะแถบนั้นได้รับแสงแดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์ทางเฉียง จึงมีอุณหภูมต่ำ อยู่ในระดับที่ยังมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ได้ ประมาณกันว่าที่ขั้วโลกทั้งสองมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ถึง 5000000 ลูกบาศก์ไมล์ นอกจากนี้น้ำแข็งยังปกคลุมอยู่ในอลาสกา นิวซีแลนด์ และในประเทศแถบคาบสมุทรสแกนดิเวเนีย กับตามเทือกเขาสูงๆ เช่น เทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาแอลป์ เป็นต้น สำหรับน้ำแห็งที่เกิดขึ้นในแถบขั้วโลกทั้งสองนั้นมีเกิดขึ้นและละลายไปเป็น ปีๆ

นับเวลาต่อมาเป็นพันๆปี อากาศที่ห่อหุ้มโลกจึงมีอุณหภูมิต่ำลง ขณะเดียวกันที่น้ำแข็งปกคลุมผิวโลกละลาย ก็ทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่อสูงขึ้นทีละน้อยๆไ สำหรับยุคปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาศตร์คำนวนว่า ถ้าน้ำแข็งในที่ต่างๆของโลกละลายหมด จะทำให้น้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นมากกว่า 100 ฟุต


Photobucket


มหาสมุทร - เป็นผืนน้ำทะเลขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน และครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 (71%) ของพื้นผิวโลก แบ่งออกเป็น 5 มหาสมุทรโดยใช้ทวีปและกลุ่มเกาะขนาดใหญ่เป็นแนวแบ่ง ดังนี้

มหาสมุทรอาร์กติก
มหาสมุทรแอตแลนติก
มหาสมุทรอินเดีย
มหาสมุทรแปซิฟิก
มหาสมุทรใต้ — ในบางภูมิภาคและบางวัฒนธรรม รวมทั้งอเมริกาเหนือและทวีปยุโรปส่วนใหญ่ มหาสมุทรใต้ไม่ถือเป็นมหาสมุทร แต่เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ 3 มหาสมุทร คือ มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

มหาสมุทรทั่วโลกมีพื้นที่รวม 361 ล้านตารางกิโลเมตร ปริมาตร 1,370 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ย 3,790 เมตร ไม่นับรวมทะเลที่ไม่เชื่อมต่อกับมหาสมุทร อาทิ ทะเลแคสเปียน
มวลรวมของส่วนอุทกภาคมีค่าประมาณ 1.4?1021 กิโลกรัม คิดเป็น 0.023 % ของมวลโลก


Photobucket


สิ่งมีชีวิตเริ่มแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

แรกเริ่มเดิมทีเมื่อโลกยังร้อน สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยบนโลกใบนี้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปโลกเริ่มเย็นตัวลง อุณหภูมิบนโลกจึงเหมาะที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น โดยทฤษฎีที่ยอมรับเกี่ยวกับการเกิดสิ่งมีชีวิตเริ่มแรก เกิดจากการทำปฏิกิริยากันของสารเคมีซึ่งเกิดขึ้นในทะเล หลังจากนั้นเกิดเป็นสารประกอบพวกโปรตีน กรดอะมิโน และเอนไซม์ สะสมอยู่ในทะเลเป็นจำนวนมาก สำหรับสมมุติฐานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยการทดลองของ สแตนลีย์ มิลเลอร์ (Stanley Miller) โดยมิลเลอร์ได้ทำการจำลองสภาวะซึ่งเป็นระบบปิด หลังจากนั้นได้ใส่ก๊าซมีเทน (CH4) แอมโมเนีย (NH3) ไฮโดรเจน และน้ำ ซึ่งเชื่อว่าสภาวะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในบรรยากาศของโลกในอดีต หลังจากนั้นให้ความร้อนและทำให้เกิดประกายไฟขึ้น ภายในระบบที่จัดไว้ หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ มิลเลอร์พบว่าในชุดการทดลองพบกรดอะมิโนและกรดอินทรีย์เกิดขึ้น

ขั้นตอนต่อมา

สารประกอบอินทรีย์จะรวมตัวกันเป็นโมเลกุลอินทรียสารขนาดใหญ่ (macromolecules) และวิวัฒนาการต่อไปจนเกิดเป็นโปรโตเซลล์ (protocell) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเซลล์ มีโครงสร้างของผนังเป็นไขมันและโปรตีน และเกิดการสันดาปภายในเซลล์ได้ หลังจากนั้น โปรโตเซลล์ ซึ่งเชื่อว่ามีอาร์เอ็นเอทำหน้าที่เป็นทั้งสารพันธุกรรมและเอนไซม์ จะวิวัฒนาการกลายเป็นเซลล์เริ่มแรกของสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความสามารถในการเพิ่มจำนวนหรือสืบพันธุ์


Photobucket


ภาพที่ 5 ภาพของตัวกระสวยที่แยกตัวออกมากลายสภาพเป็น วัตถุ รูปร่างคล้ายเห็ดที่มีปลายแหลม

เจ้าสิ่งนี้ก็คือ สิ่งมีชีวิตในยุคแรกเริ่ม หรือมีชื่อเป็นทางการว่า ไซยาโนแบคทีเรีย ยังไงล่ะครับ


Photobucket


ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria)

เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ (มีการค้นพบหลักฐานการค้นพบซากโบราณ (fossil) ของแบคทีเรียในหินที่ตกตะกอนที่อยู่ในทะเล นักธรณีวิทยาคาดว่ามีอายุประมาณ 3,500 ล้านปี) และยังคงมีชีวิตยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

ไซยาโนแบคทีเรีย จัดอยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีโครงสร้างเซลล์แบบเรียบง่าย ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส (โปรคารีออน) ทำให้สารพันธุกรรมกระจายอยู่ในเซลล์ มีการเจริญแบบแบ่งตัว ซึ่งโลกสมัยแรกมีอุณหภูมิร้อนจัด ไม่มีออกซิเจน มีแต่คาร์บอนไดออกไซด์ และสารหรือธาตุที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ เช่น ไนโตรเจน มีเทน แอมโมเนีย เป็นต้น

แต่ด้วยไซยาโนแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีความสามารถในการปรับตัวได้สูงมาก เช่น สร้างเมือกห่อหุ้มเซลล์ และในเซลล์จะมีถุงลมเพื่อช่วยการลอยตัวหาสภาวะที่เหมาะสมในการสังเคราะห์แสง มีเม็ดสีช่วยในการต่อต้านแสงอุลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ เป็นต้น จึงทำให้สามารถมีชีวิตในสภาพแวดล้อมในโลกเมื่อ 3.5 พันล้านปีได้

อีกทั้งด้วยภายในเซลล์ของไซยาโนแบคทีเรียมีสารคลอโรฟิลด์เป็นองค์ประกอบ จึงสังเคราะห์แสงผลิตออกซิเจนออกมายังพื้นโลก จึงสันนิษฐานได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการที่สร้างสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตอื่นตามมา โดยวิวัฒนาการจะเป็นไปอย่างช้าๆ


Photobucket
Photobucket


ในตอนนี้พื้นหลังจะเปลี่ยนกลายเป็น สีชมพู ใช่แล้วครับ สิ่งนี้เป็นกาลเวลาที่ได้ผ่านพ้นมาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว

(โปรดสังเกตให้ดี รอบด้านจะปรากฏป้ายสัญลักษณ์ของสิ่งต่างๆ เต็มไปหมด)

ป้ายพวกนี้ ความหมายคือ สัญลักษณ์บอกทาง และ เส้นทางที่ผ่านมา เหมือนกับ ป้ายบอกทางการจราจร การสื่อสาร คมนาคม เพื่อการแสดงความหมายให้คนที่พบเห็นได้ทราบกัน



Photobucket


ภาพที่ 6 กระสวยที่พุ่งออกมา ได้เจอสิ่งกีดขวางข้างหน้าก็คือ วัตถุที่คล้ายกับ กังหันลม

ภาพนี้คือ เริ่มมีสัตว์หลายเซลล์จำนวนมากเกิดขึ้นบนโลกเรียบร้อยแล้ว และ พวกมันก็รวมตัวกับเซลล์ตัวอื่นเพื่อวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ

(โปรดสังเกต เริ่มมีป้ายโชว์มาเพิ่มขึ้น สังเกตได้ว่าการวิวัฒนาการนี้วิ่งไปตามรางรถไฟตลอด ซึ่งก็โยงเข้ากับสายรถไฟใต้ดินที่ใช้ประกอบเรื่อง)



Photobucket


กล่าวคือ เมื่อ 2000 ล้านปี จึงเริ่มมีการพบหลักฐานการเกิดสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาขึ้นจากยุคแรกๆ คือมีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ภายในเซลล์จะมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ละเซลล์มีผนังหุ้ม นอกจากนี้ยังมีผนังหุ้มนิวเคลียส (ยูคารีออน) ซึ่งเป็นที่รวมของสารพันธุกรรม มีการขยายพันธุ์ด้วยตัวเอง (แบ่งตัว /แตกหน่อ) และแบบผสมกับเซลอื่น สิ่งมีชีวิตที่พัฒนาขึ้นมานี้ ในยุคนี้ ได้แก่ รา (รวมยีสต์) และสาหร่ายชั้นสูง


Photobucket

Photobucket


ภาพของ การรวมตัว ด้วยการเปรียบเทียบกับ เครื่องจักร 2 เครื่องที่เชื่อมติดกัน ด้วย สกรู


Photobucket


ภาพที่ 7 กระสวยที่รวมตัวเข้ากับวัตถุ กลายเป็นหนึ่งเดียว แล้วมุ่งหน้าไปต่อ ระหว่างทางจะเกิดควันดำที่ท้ายกระสวย

(หากเปรียบกับรถไฟ ก็คือ การรวม ขบวนรถเข้าเป็น 1 ขบวน ต่อท้ายกัน)


ควันดำที่ท้ายกระสวย ก็คือ การเข้าสู่ขั้นตอนต่อมา ซึ่งเป็นส่วนต่อเนื่องของการสร้าง ร่างเนื้อของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่ต้นจนจบ


Photobucket


ในทางชีววิทยา เซลล์ (cell)

เป็นโครงสร้างและหน่วยทำงานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด ในบางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต ("building blocks of life") สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น แบคทีเรีย ประกอบด้วยเซลล์เพียง 3 เซลล์ (unicellular) แต่สัตว์หลายชนิด เช่น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular) (มนุษย์มีเซลล์อยู่ประมาณ 100 ล้านล้าน หรือ 1014 เซลล์)

คำว่า เซลล์ มาจากภาษาละตินที่ว่า cella ซึ่งมีความหมายว่า ห้องเล็กๆ ผู้ตั้งชื่อนี้คือโรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) เมื่อเขาเปรียบเทียบเซลล์ของไม้คอร์กเหมือนกับห้องเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระ


Photobucket

Photobucket


ทฤษฎีเซลล์ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839)

โดยแมตเทียส จาคอบ ชไลเดน (Matthias Jakob Schleiden) (ภาพบน)

และ ทีโอดอร์ ชวานน์ (Theodor Schwann) (ภาพล่าง)

ได้อธิบายว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดประกอบด้วยเซลล์หนึ่งเซลล์หรือมากกว่า เซลล์ทั้งหมดมีกำเนิดมาจากเซลล์ที่มีมาก่อน (preexisting cells)

ระบบการทำงานเพื่อความอยู่รอดของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเซลล์ และภายในเซลล์ยังประกอบด้วยข้อมูลทางพันธุกรรม (hereditary information) ซึ่งจำเป็นสำหรับการควบคุมการทำงานของเซลล์ และการส่งต่อข้อมูลทางพันธุกรรมไปยังเซลล์รุ่นต่อไป


Photobucket


การแบ่งเซลล์ - เป็นการเพิ่มจำนวนเซลล์ ผลของการแบ่งเซลล์ทำให้เซลล์มีขนาดเล็กลง ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเจริญเติบโต เซลล์โพรคาริโอต เช่น เซลล์แบคทีเรียมีการแบ่งเซลล์แบบไบนารีฟิชชัน (binary fission) คือเป็นการแบ่งแยกตัวจาก 1 เป็น 2 เซลล์พวกยูคาริโอต ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ การแบ่งนิวเคลียส (karyokinesis) และ การแบ่งไซโทพลาซึม (cytokinesis)

การแบ่งนิวเคลียสสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ

1. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส (mitosis)
เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อการสืบพันธุ์ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์บางชนิด ในสิ่งมีชีวิตทั่วไป การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิศจะเกิดขึ้นที่เซลล์ของร่างกาย (somatic cell) ทำให้จำนวนเซลล์ของร่างกายมีจำนวนมากขึ้น สิ่งมีชีวิตนั้นๆ จึงเจริญเติบโตขึ้น

2. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส(meiosis)
การแบ่งเซลล์แบบนี้นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลงโดยลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง เป็นการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ เซลล์ร่างกายของคนมีโครโมโซมอยู่ 46 โครโมโซม หรือ 23 คู่ แต่ละคู่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน เรียกโครโมโซมที่เป็นคู่กันว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome) และเซลล์ที่มีโครโมโซมเข้าคู่กันได้เรียกว่า เซลล์ดิพลอยด์ (diploid cell) การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสนี้ นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลง 2 รอบ


ต่อมาคือ

เมื่อแบ่งเซลล์แล้ว เซลล์ที่ได้ใหม่จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อ (tissue) ชนิดต่างๆ

เนื้อเยื่อชนิดต่างๆ จะรวมกันเป็นอวัยวะ (organ) และ อวัยวะก็รวมกันเป็นระบบ (system)

ระบบแต่ละระบบก็ทำหน้าที่เฉพาะลงไป เช่นระบบย่อยอาหาร (digestive system)

ระบบเหล่านี้จะรวมกันและประกอบขึ้นเป็นรูปร่างหรือร่างกายของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด (body)


Photobucket


เนื้อเยื่อ (Tissue)

ในทางชีววิทยาคือกลุ่มของเซลล์ที่ทำหน้าที่ร่วมกันในสิ่งมีชีวิต ที่มีรูปร่างเหมือนกันมาอยู่รวมกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ทำงานได้ เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ประสานงานในการรับความรู้สึก การสั่งงาน

ในร่างกายของสัตว์ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ชั้นต่ำลงไปเช่นแมลง ต่างประกอบด้วยเนื้อเยื่อพื้นฐาน 4 ประเภท เนื้อเยื่อเหล่านี้รวมตัวกันเป็นโครงสร้างและอวัยวะต่างๆ กัน

1.เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบไปด้วยชั้นของเซลล์ที่ปกคลุมพื้นผิวของอวัยวะต่างๆ เช่น พื้นผิวของผิวหนัง และบุผิวทางเดินอาหาร มีหน้าที่ปกป้องจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หลั่งสารและดูดซึมสาร

2.เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ทำหน้าที่เป็นโครงร่างยึดส่วนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น เลือด หรือ กระดูก

3.เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (Muscular tissue) เซลล์กล้ามเนื้อประกอบด้วยฟิลาเมนต์ (เส้นใย) หลายเส้นที่หดตัวได้ สามารถเคลื่อนที่ผ่านกันและเปลี่ยนขนาดของเซลล์ได้ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อแบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภทคือ กล้ามเนื้อเรียบ (visceral or smooth muscle) พบอยู่ที่ผนังของอวัยวะภายใน, กล้ามเนื้อโครงร่าง (skeletal muscle) ซึ่งยึดอยู่กับกระดูก ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหว และกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) พบได้ที่หัวใจ

4.เนื้อเยื่อประสาท (Nervous tissue) ประกอบด้วยเซลล์ที่รวมตัวกันเป็นสมอง (brain) , ไขสันหลัง (spinal cord) , และระบบประสาทนอกส่วนกลาง (peripheral nervous system)



Photobucket


ในขณะเดียวกัน ขั้นตอนเหล่านี้ก็เกิดขึ้นพร้อมๆกัน นั้นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพของเซลล์ และ การเพิ่มขนาดของเซลล์

การเปลี่ยนแปลงสภาพของเซลล์

เนื่องจากในระยะแรกเซลล์อาจจะทำหน้าที่อย่างหนึ่งแต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงาน จึงเกิดการเปลี่ยนสภาพเซลล์ตามไปด้วยเพื่อให้ได้เซลล์ที่สามารถทำหน้าที่ที่ต่างกัน การเปลี่ยนสภาพเกิดทั้งทางกายภาพและชีวเคมี ทั้งในระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ ระดับเนื้อเยื่อ ระดับอวัยวะ และ ระดับระบบอวัยวะ เซลล์ที่ได้ใหม่จะมีหน้าตาต่างไปจากเซลล์เดิม

การเพิ่มขนาดเซลล์

เป็นกระบวนการสะสมและสังเคราะห์สารอินทรีย์ภายโมเลกุลของเซลล์ ทำให้โมเลกุลมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีการรวมกันระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุล เป็นผลให้เซลล์ต้องขยายขนาดตามไปด้วย จึงเกิดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต


Photobucket


ภาพที่ 8 กระสวยอวกาศ ที่ยกตัวขึ้นจากราง และ เริ่มแตกตัวออกมา

ใช่แล้วครับ ในที่สุด สิ่งมีชีวิตที่ได้ผ่านช่วงกาลเวลามายาวนานของการวิวัฒนาการ ก็จะได้ถือกำเนิดขึ้น

ตรงส่วน นี้เป็นการ สื่อถึง การเจริญเติบโต ครับ


Photobucket


การเจริญเติบโต

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีการเจริญเติบโต สัตว์ก็เช่นเดียวกันย่อมจะมีการเจริญเติบโต ซึ่งจะเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่าง ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ด้วยการแบ่งเซลล์ที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งมีการขยายขนาดของเซลล์ด้วยการสร้างไซโทพลาสซึมทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่โตขึ้น ในลำดับต่อมาเซลล์ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและหน้าที่ จนกระทั่งรวมกลุ่มประสานงานในหน้าที่จนเกิดเป็นอวัยวะหลายๆ อวัยวะ อวัยวะต่างๆ เหล่านี้รวมตัวกันเป็นร่างกายของสิ่งมีชีวิต เพื่อดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมต่อไป

อย่างไรก็ตามในขณะที่สัตว์กำลังเจริญเติบโต สัตว์บางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะๆ จนกระทั่งมีรูปร่างคล้ายพ่อแม่ในที่สุด แต่สัตว์บางชนิดจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ตั้งแต่เกิดเลย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าพ่อแม่เท่านั้นการเจริญเติบโต เป็นขวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตทุกระดับ ทั้งทางโครงสร้างและหน้าที่ กระบวนการต่างๆ ของการเจริญเติบโต


Photobucket


ภาพที่ 9 กระสวยอวกาศที่ยกขึ้น แตกตัวออกมาเป็นดอกไม้ ซึ่งมี หุ่นยนต์รูปแบบ หมีสีขาว ออกมาจากภายใน

สิ่งมีชีวิตแรกเริ่มก็คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ยังไงล่ะครับ


Photobucket


สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง โดยคำว่า Mammalia มาจากคำว่า Mammal ที่มีความหมายว่า "หน้าอก" เป็นกลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่มีการวิวัฒนาการและพัฒนาร่างกายที่ดีหลากหลายประการ รวมทั้งมีระบบประสาทที่เจริญก้าวหน้า สามารถดำรงชีวิตได้ในทุกสภาพสิ่งแวดล้อม

มีขนาดของร่างกายและรูปพรรณสัณฐานที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะของสายพันธุ์ มีลักษณะเด่นคือมีต่อมน้ำนมที่มีเฉพาะในเพศเมียเท่านั้น เพื่อผลิตน้ำนมเพื่อใช้เลี้ยงลูกวัยแรกเกิดเป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขนเป็นเส้น ๆ (hair) หรือขนอ่อน (fur) ปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย เพื่อเป็นการรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ยกเว้นสัตว์น้ำที่ไม่มีขน


Photobucket


สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสารพัดอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคน ลิง หมาแมว หมูวัวควาย กระรอกกระแต หมี ค้างคาว วาฬ ฯลฯ พึ่งจะวิวัฒนาการจากสัตว์ตัวเล็กๆ เหมือนลูกหนูแล้วแผ่ขยายเผ่าพันธุ์ออกมาเมื่อประมาณ 30-40 ล้านปีที่แล้วนี้เอง (ยุค Cenozoic ตอนกลาง) หลังจากหมดยุคของไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว (บรรพบุรุษของหมีพึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ล้านปีนี้่เอง แตกมาจากสายวิวัฒนาการของหมาอีกที)

แต่ความจริงแล้วเส้นทาง วิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมนั้นเก่าแก่กว่านั้นมาก ย้อนกลับไปตั้งแต่ปลายยุค Paleozoic เมื่อสามร้อยกว่าล้านปีที่แล้ว โดยแตกสายวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานในยุคนั้น จะเห็นว่าบรรพบุรุษของเราที่เป็นกึ่งสัตว์เลื้อยคลานกึ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วย น้ำนมนั้น ตัวใหญ่ไม่ใช่เล่น


Photobucket


ในระยะตอนต้นของมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานก่อนหน้าที่ไดโนเสาร์จะมีวิวัฒนาการจนถึงระดับสูงสุด มีกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มหนึ่ง ที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายคลึงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมปรากฏขึ้น ได้แก่ เธอแรพสิด (Therapsids) ที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลาน

เธอแรพสิด มีการเปลี่ยนแปลงร่างกาย รวมทั้งโครงสร้างหลาย ๆ อย่าง จนมีลักษณะใกล้เคียงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในปัจจุบัน แต่เดิมเธอแรพสิด จะมีรยางค์สองข้างที่ตั้งฉากออกมาจากด้านข้างของลำตัว ตามลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานในมหายุคมีโซโซอิก


Photobucket


ต่อมาได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ รยางค์ที่เคยตั้งฉากจากด้านข้างของลำตัว เปลี่ยนเป็นเหยียดตรงและแนบชิดกับลำตัวแทน ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพในการล่าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม


Photobucket


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ กะโหลกศีรษะ มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินของอาหารและอากาศภายในช่องปากแยกออกจากกัน ช่วยทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสามารถหายใจได้อย่างสะดวกในขณะที่คาบเหยื่อเอาไว้ในปาก และช่วยให้เวลาเคี้ยวและย่อยอาหารภายในปากมีความยาวนานมากกว่าเดิม ซึ่งในสายของการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม กลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในระยะแรก จะยังคงลักษณะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมไว้ 2 รูปแบบคือ การมีขนปกคลุมร่างกายและการมีต่อมน้ำนมเพื่อสำหรับเลี้ยงลูกอ่อน



Photobucket


ในปัจจุบัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมส่วนใหญ่ จัดอยู่ในชั้นย่อยเธอเรีย (Subclass Theria) หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ออกลูกเป็นตัว ซึ่งเป็นการสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในยุคจูแรสซิก เมื่อประมาณ 150 ล้านปีมาแล้ว

ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอีกกลุ่มคือชั้นย่อยโพรโทเธอเรีย (Subclass Prototheria) ที่เป็นกลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในแถบทวีปออสเตรเลีย ได้แก่ แทสเมเนีย (Tasmanial) และนิวกินี (New Guinea) ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่วางไข่ มีรูปร่างและลักษณะแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น ๆ ที่ยังคงลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานเกือบทั้งหมด



Photobucket


สิ่งที่ห่อหุ้มตัวหมีในตอนแรก ก็คือ พืชพรรณธรรมชาติ โดยพืชนั้นเป็นแหล่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตในการถือกำเนิด และ การเจริญเติบโต


Photobucket


พืชหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชหลายชนิดรับประทานเป็นอาหาร มีพืชที่มนุษย์เพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารราว 2,000 ชนิด และพืชหลายชนิดมีหลายพันธุ์ปลูก (cultivar) ที่แตกต่างกัน

เมล็ดพืชเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ด้วย เพราะเมล็ดมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตในช่วงแรกของพืชพรรณในเวลาต่อมา



Photobucket


ในทีนี้เราจะยก คำหนึ่งใน Full Metal Alchemist ขึ้นมาสักหน่อยที่ว่า

" หนึ่งเดียวคือทุกสิ่ง ทุกสิ่งคือหนึ่งเดียว "

ความหมายก็คือ โลก ประกอบด้วยสิ่งต่างๆมากมายทั้งทางสรีรวิทยา มนุษย์โลก สัตว์โลก พืชโลก สิ่งมีชีวิตต่างๆ วัฒนธรรม สัจธรรม สิ่งต่างๆมากมายรวมอยู่ด้วยกัน จากสิ่งๆ หนึ่งที่อาจดูไม่มีความหมาย แต่เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้มีความหมายอันยิ่งค่า สิ่งมีชิวีตต่างๆ ล้วนแต่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อชีวิตนึงตายก็จะเป็นอาหารแก่อีกสิ่งมีชีวิต วนไปเรื่อยๆ เกิดเป็นวัฐจักรของโลก



Photobucket


และอีกคำพูดหนึ่งก็คือ

" ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นจากหนึ่ง ทุกสิ่งต่างก็กลับคืนสู่หนึ่ง "

นั้นก็คือ องค์ประกอบมากมาย เช่น แร่ธาตุ สสาร และ ส่วนประกอบอีกมากมายคือ สิ่งที่มารวมตัวกลายเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็คือ " หนึ่ง " เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงแร่ธาตุจะกลับคืนสู่ผืนแผ่นดิน แล้วกลับเข้าสู่วงจร อีกครั้ง ซึ่งก็คือ " กลับสู่หนึ่ง " เหลือแต่เพียงความทรงจำที่ยังคงอยู่ในจิตใจของผู้คน



Photobucket


ในอีกข้อหนึ่ง Full Metal Alchemist เล่ม 1 ตอนที่ 1 พี่น้องเอลริค บอกกับ โรเซ่ว่า เคยศึกษาเรื่องส่วนประกอบของมนุษย์ ว่าประกอบไปด้วย

น้ำ 35 ลิตร
คาร์บอน 20 กิโล
แอมโมเนีย 4 ลิตร
ปูนขาว 1.5 กิโลกรัม
ฟอสฟอรัส 800 กรัม
เกลือ 250 กรัม
ดินประสิว 100 กรัม
กำมะถัน 80 กรัม
ฟลูออรีน 7.5 กรัม
เหล็ก 5 กรัม
ซิลิกอน 3 กรัม

และธาตุอื่นๆอีกกว่า 15 ชนิด อันเป็นส่วนประกอบของร่างกาย มนุษย์ผู้ใหญ่ 1 คน

ซึ่งถ้าจะบอกว่า สิ่งมีชีวิต ทั้งหมดบนโลกนี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นมาจาก หนึ่ง แล้ว กลับไป สู่หนึ่ง อีกครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร



ต่อในครึ่งหลังครับ



Create Date : 23 ตุลาคม 2554
Last Update : 29 ตุลาคม 2554 21:42:58 น. 2 comments
Counter : Pageviews.  

 
แอบมาดูการ์ตูนที่บล็อคครับ ^^


โดย: Sahassa วันที่: 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา:3:03:23 น.  

 
รู้สึกเพ้อเจ้อ จับแพะชนแกะชอบกล


โดย: อย่ามาคัน IP: 110.164.217.212 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:56:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Blackrx
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Blackrx's blog to your web]