สุดแต่ใจจะไขว่คว้า สุดแต่ใจจะไขว่คว้า สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
=สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ^_^ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า=
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
12 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
1984

สงสัยจังว่า หลังคสช.ทำการรัฐประหารใหม่ ๆ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งแสดงออกเชิงสัญญาลักษณ์ โดยการอ่านหนังสือ 1984  จึงเป็นที่มาคำถามว่าหนังสือ  1984 คืออะไร??? จึงคัดลอกบางส่วนที่หาได้ในอินเทอร์เน๊ตมาไว้ เพือกันลืม ว่าสักวัน ถ้ามีเวลา จะหาหนังสือ1984 มาอ่านบ้าง

1984



1984 เป็นนวนิยายชิ้นสุดท้ายของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) นักประพันธ์ชาวอังกฤษซึ่งมีนามจริงว่าเอริค อาร์เธอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) งานเขียนชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1949 (พ.ศ. 2492) สี่ปีหลังจากการตีพิมพ์นวนิยายที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเขาอีกชิ้นหนึ่ง นั่นคือ Animal Farm และเป็นหนึ่งปีก่อนที่ตัวเขาเองจะเสียชีวิต

นวนิยายเรื่อง 1984 บรรยายถึงเรื่องราวสมมติที่ผู้เขียนจินตนาการว่าเกิดขึ้นไปปี 1984 อันเป็นอนาคตกาล คือราวๆสามสิบห้าปีนับจากหนังสือได้รับการตีพิมพ์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการคาดการณ์ของออร์เวลล์จำนวนมากจะได้รับการพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่าผิดพลาด แต่กระนั้น ผู้คนก็ยังคงอ่าน 1984 กันต่อไป เหตุใดเรื่องราวสมมติ–ที่ครั้งล่าสุดนี้ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมมติ—จึงยังคงได้รับการอ่านและพูดถึงยาวนานข้ามกาลเวลา มันได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ซึ่งออกฉายในปี 1984 ตามชื่อเรื่องและปีที่เรื่องราวสมมติขึ้น กระทั่งปัจจุบันความคิดเรื่อง Big Brother กลายมาเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อดัง ส่วนฮารูกิ มูราคามิก็นำ 1984 มาล้อโดยแต่งเป็นนิยาย 1Q84 เรื่องราวสมมติที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ผิดพลาดมากมายนี้มีดีอะไรถึงทำให้มันคงทนถาวรมาจนถึงปีที่หกสิบสาม และยังมีทีท่าว่าจะถูกอ่านต่อไปไม่รู้จบ

ไม่เพียงแต่ผู้อ่านทั่วไปที่สงสัย ผู้แปลวรรณกรรมเรื่องนี้ก็เช่นกัน ผู้แปล 1984 เป็นภาษาไทยมีสองท่านคือรัศมี เผ่าเหลืองทองและอำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์ ในช่วงหนึ่งของคำนำฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม (พ.ศ. 2555) นั้นรัศมีถึงกับกล่าวว่า “แปลกใจระคนดีใจ ที่ได้ทราบว่า 1984 ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองหมดลงในเวลาไม่นานนัก ใครจะนึกว่านิยายการเมืองแห่งอนาคตที่แสนจะหดหู่เล่มนี้ ได้กลายเป็นหนังสือต้องอ่านสำหรับเมืองไทยในพุทธทศวรรษ 2550” เมื่อพิจารณาถึงจังหวะเวลาที่งานชิ้นนี้ถูกเขียนที่อังกฤษ เวลาที่งานชิ้นนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการแปลเป็นไทย (พ.ศ. 2520) การถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำครั้งที่สอง (พ.ศ. 2551) การพิมพ์ซ้ำครั้งที่สาม (พ.ศ. 2555) บางทีการหาคำตอบดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องยากหากผู้อ่านจะติดตามข่าวสารความเป็นไปในบ้านเมืองโดยตลอดและมีความรู้ประวัติศาสตร์สากลและประวัติศาสตร์การเมืองไทยอยู่บ้าง แต่เราแน่ใจได้หรือว่าพฤติกรรมใฝ่รู้เยี่ยงนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในปริมณฑลของพงศ์พันธุ์นี้

ตัวเอกของ 1984 เป็นชายวัยกลางคนนาม “วินสตัน สมิธ” เขาทำงานให้กับ “กระทรวงแห่งความจริง” ในรัฐที่ชื่อ “โอชันเนีย” (Oceania) ซึ่งเป็นรัฐแบบเผด็จการที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ผ่านการปกครองโดยพรรคๆเดียวคือ “อิงซ็อค” (Ingsoc) ผู้นำสูงสุดคือ “พี่เบิ้ม” หรือ “big brother” ซึ่งรูปภาพใบหน้าของเขาปรากฏอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในโอชันเนีย ประหนึ่งการจ้องมองดูทุกผู้คนอยู่ทุกขณะจิต การใช้ชีวิตในโอชันเนียล้วนเต็มไปด้วยพิธีกรรมมากมาย พิธีสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ “รายการความเกลียดสองนาที” ซึ่งประชาชนต้องมารวมตัวกันเพื่อดูเรื่องราวต่างๆที่พรรคอยากให้ดู สิ่งที่ทุกคนต้องดูเป็นประจำคือใบหน้าและเรื่องราวของ “เอ็มมานูเอล โกลด์สไตน์” บุคคลที่พรรคชูขึ้นศัตรูหมายเลขหนึ่งของโอชันเนีย เมื่อใดที่พิธีถูกจัดขึ้นผู้คนก็ต้องมาร่วมกันก่นด่าสาปแช่งโกลด์สไตน์ และตบท้ายด้วยสรรเสริญเยินยอพี่เบิ้ม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าโกลด์สไตน์มีตัวตนอยู่จริงๆหรือไม่ แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือมี “ศัตรูร่วม” ดำรงอยู่ในใจของประชาชนหรือไม่ การดำรงอยู่ของสิ่งนี้เป็นหลักประกันความมั่นคงในอำนาจของโอชันเนียนั่นเอง

การดำรงชีวิตในโอชันเนียไม่ยากหากท่านไม่ใช่คนชอบคิด อยู่ในรัฐนี้อย่าตั้งคำถามอย่าสงสัย พรรคว่าอย่างไรก็ตามนั้น การคิดสงสัยเป็นสิ่งไม่ดี ความรัก การวิจารณ์ การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส การสังวาสโดยมิได้เป็นไปเพื่อการมีบุตร และอะไรอย่างอื่นอีกมากมายอันแสดงลักษณะของตัวตนหรือความเป็นปัจเจกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพรรคเป็นสิ่งไม่ดี พรรคเรียกพฤติการณ์เหล่านี้ว่าเป็น “อาชญากรรมความคิด” (thoughtcrime) ทั่วทั้งโอชันเนียจะมี “ตำรวจความคิด” (Thought Police) ออกไล่ล่าบรรดาขบถนอกคอกทั้งหลายเพื่อนำตัวมาฟอกความคิดให้สะอาด ในการที่จะธำรงรักษาระเบียบเหล่านี้ไว้ให้ได้พรรคจำเป็นต้องคิดรูปแบบของภาษาขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “นิวสปีค” (Newspeak) โดยการตัดและลดทอนคำศัพท์ต่างๆให้น้อยลง คำใดที่ทำให้คนสามารถคิดถึงสิ่งที่ทำให้ขบถหรือแหกคอกได้ก็ให้ตัดทิ้งไป วิธีการนี้เป็นผลเชิงปฏิบัติที่พรรคนำมาจากหลักการที่ว่าภาษาเป็นตัวกำหนดความคิดคน เพราะฉะนั้น หากไม่มีคำศัพท์คำนั้นๆให้ใช้คนก็ไม่อาจมีความคิดถึงสิ่งนั้นได้

มีผู้คนจำนวนมากในโอชันเนียที่อยู่ไปโดยไม่เคยตั้งคำถาม มีอีกมากหลายที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่พรรคสอนเอาไว้ เด็กๆเกิดและโตมากับความคิดแบบนี้ทั้งระบบจึงสามารถทำการตรวจสอบและไล่ล่าได้แม้กระทั่งบุพการีของตน ประชาชนจำนวนไม่น้อยในโอชันเนียเป็นเช่นนี้ เป็นฟันเฟืองที่คอยอาละวาดตรวจจับอาชญากรทางความคิดด้วยความหวาดระแวง เป็นตัวแทนตำรวจความคิดอย่างไม่เป็นทางการที่แพร่กระจายอยู่เต็มรัฐ เพื่อนของวินสตันชื่อ “พาร์สัน” ก็เป็นหนึ่งในคนประเภทนี้ เขาคิดและเชื่อตามพรรคทุกอย่าง เป็นมวลชนผู้กระตือรือร้นเอาการเอางานของพรรคโดยไม่เคยตั้งคำถามอะไร แต่วินสตันไม่ใช่คนประเภทนี้ เขาช่างคิดสงสัย เขาไม่เชื่อพรรค เขาปรารถนาจะเป็นอิสระ วันหนึ่งเขาก็พบกับจูเลีย หญิงซึ่งมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวของตัวเอง ในที่สุดเขาทั้งสองก็ก่อกบฏขึ้นเงียบๆ ชายหญิงสองคนตกหลุมรักกัน ลักลอบได้เสียกัน แอบอ่านหนังสือของโกลด์สไตน์ กินอาหารดีๆที่ลอบเอามาจากพรรคชั้นใน พวกเขาสร้างโลกลับส่วนตัวขึ้น คอยหาโอกาสมาใช้เวลาด้วยกัน แต่ทว่าโชคชะตาไม่เข้าข้างเขาไปตลอด เมื่อในที่สุดตำรวจความคิดก็จับตัวทั้งสองคนได้ และนำตัวทั้งคู่ส่งไปให้พรรคพิจารณาโทษ

การพิจารณาโทษของพรรคไม่ง่ายอย่างที่ใครคิด ว่ากันตามจริงแล้ว กระบวนการสำคัญไม่ใช่การทำโทษ แต่คือการล้างสมองครั้งยิ่งใหญ่ต่างหาก ทั้งคู่ถูก “โอไบรอัน” สมาชิกชั้นในของพรรคผู้เลือดเย็น เขาเป็นสมาชิกระดับสูง เป็นกลจักรสำคัญในการพยุงภารกิจของพรรคให้ธำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ แต่ภายใต้ภาพลักษณ์งามงดดั่งนักบุญของโอไบรอันนั้นมีสมิงร้ายซ่อนอยู่ เขาทำการทรมานวินสตันกับจูเลียเพื่อให้การรับสารภาพ มากไปกว่านั้น การทรมานยังคงหนักขึ้นๆ เพื่อจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนมนุษย์คนหนึ่งให้กลายมาเป็นวัตถุเดินได้ที่ปราศจากการคิด การถาม ความรัก ความใคร่ พลเมืองชั้นดีที่ไม่ต่างอะไรจากผีดิบเดินได้ซึ่งคอยเป็นมือเป็นไม้ให้พรรค

อาจมีคำตอบหลายประการผุดขึ้น เมื่อมีคำถามว่าเหตุใด 1984 จึงอยู่ยั้งยืนยงข้ามผ่านกาลสมัย แต่คำตอบหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นมาแน่ๆก็คือเพราะ “ความจริง” ของมันนี่เอง แน่ล่ะ ทั้งหมดนี้คือเรื่องสมมติ และเรื่องสมมตินี้หลายอย่างก็ผิดพลาด แต่มีอะไรบางอย่างที่มันไม่เคยผิดเพี้ยนไปเลย อะไรเล่า? เพราะในทุกสังคมก็มีโอกาสที่จะเป็นโอชันเนียหรือเปล่า เป็นโอชันเนียนั้นแยกได้สองความหมาย อย่างแรกคือมี “ความเป็น” โอชันเนียกับอย่างที่สองคือเป็นโอชันเนียจริงๆทางกายภาพ ทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และแน่นอนเรากำลังพูดถึงอย่างแรก


นอกเหนือไปจากนี้ เราพบว่ารอบตัวเราเต็มไปด้วยคนอย่าง “วินสตัน” “จูเลีย” “พาร์สัน” “โอไบรอัน” หรือแม้กระทั่ง “Big Brother” ดังนั้น ที่ 1984 อยู่ยั้งยืนยงอยู่ได้อาจไม่ใช่เพราะว่าออร์เวลล์วาดภาพอนาคตเชิงรูปธรรมถูกต้องหรือไม่ (แน่นอน มันไม่ถูก) แต่ใน “ความเป็น” โอชันเนีย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ข่าวสาร การโฆษณาชวนเชื่อ หรือแม้กระทั่งธรรมชาติของบุคลิกและลักษณะนิสัยของผู้คนนั้นออร์เวลล์ฉายแสดง “ตัวแบบ” เหล่านี้ได้สำเร็จ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้มันยืนยง

เมื่ออ่านนวนิยายจบแล้ว หากสนุกสนานเพลิดเพลินก็นับว่าดี แต่จะมีประโยชน์กว่านั้น หากถามตัวเองด้วยว่าเราเป็นคนแบบไหน เป็นแบบวินสตัน จูเลีย โอไบรอัน พาร์สัน หรือไม่เป็นใครเลย ขณะเมื่อมีโอกาสคิดใยไม่คิด มีโอกาสถามใยไม่ถาม มีโอกาสรักใยไม่รัก เนื่องจากเชื่อว่าเป็น “มนุษย์” จึงได้คิด เชื่อว่าเป็นมนุษย์ จึงได้ถาม แต่หากต้องการคิดแล้วพบว่าคิดไม่ได้ อยากถามแล้วถามไม่ได้ อยากแตกต่างก็ไม่ได้ อยากเลือกรักหรือไม่รักก็ไม่ได้ คำตอบย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเราอยู่ในโอชันเนีย

เอาล่ะ หากยังไม่เคยอ่าน 1984 นี่เป็นเวลาดีที่จะเริ่มต้น บนเส้นทางสายยาวแห่งชีวิต หากพบว่าตัวเองเป็นเฉกเช่นอย่างวินสตันก็ขอให้โชคดี และรอดพ้นจากโศกนาฏกรรมอย่างที่วินสตันประสบ แต่ระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เรื่องราวสมมติอาจไม่ใช่เรื่องสมมติ มันอาจเกิดขึ้นจริง ไม่แน่ท่านอาจยืนอยู่ในโอชันเนีย และนั่นก็หมายความว่า…
BIG BROTHER IS WATCHING YOU !

ที่มา" http://bookmoby.com/2014/01/05/1984review/

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :http://www.prachatai.com/journal/2014/08/55129







Create Date : 12 ตุลาคม 2557
Last Update : 12 ตุลาคม 2557 23:58:19 น. 0 comments
Counter : 778 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bestyx
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





เป็นคนเรียบง่าย สบาย ๆ ..คิดอะไรได้ช้า.. คิดไม่ค่อยทันคนอื่น...เขียนอะไรไม่ค่อยเป็น... เลยต้องหาสิ่งที่คนอื่นคิด สิ่งที่คนอื่นเขียน มาเก็บรวบรวมไว้อ่าน เพื่อให้ตนเองได้ฉลาดขึ้น เป็นคนที่ไม่ชื่นชอบหรือหลงใหลสิ่งใดเป็นพิเศษ ..แต่ก็ค้นหาหาไปเรื่อยๆ.. จนกว่าได้จะพบเจอ....แต่ดูเหมือนว่า ยิ่งค้นหาก็ .."ยิ่งยาก".. ที่จะพบ เพราะโลกกว้างใหญ่เกินไปที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะเรียนรู้ได้หมด

การเรียนรู้ เป็นการศึกษาตลอดชีวิต
Friends' blogs
[Add bestyx's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.