Strawberry Cheesecake

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่ที่ทำงานของบีบี้อยากได้สูตรทำ Blueberry Cheese Pie ซึ่งบีบี้ก็จัดการหาสูตรทำเนื้อครีมชีสอย่างง่ายไปให้ แต่บีบี้บังเอิญไปเห็นสูตรเนื้อครีมชีสสูตรหนึ่งซึ่งอ่านดูแล้วท่าทางจะอร่อย ซึ่งสูตรดังกล่าวเป็นสูตรของคุณส้มซ่า (ดูสูตรและวิธีการทำเนื้อครีมชีสได้จาก ที่นี่) บีบี้เลยเกิดความคิดที่อยากทำ Cheesecake อีกครั้ง แต่ครั้งนี้อยากทำเป็น Cheesecake ที่ใช้สปันจ์เค้ก ไม่ใช่ทำจากแครกเกอร์บดกับเนยเหมือนเดิม (เนื่องจากสปันจ์เค้กสูตรนี้เป็นเค้กอบชิ้นแรกที่บีบี้ทำ บีบี้เลยจำไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของสูตร ถ้าบีบี้ค้นหาเจอเจ้าของสูตรแล้วจะมาลงเครดิตให้นะ)

ที่เหลือคือหน้า Cheesecake ซึ่งบีบี้ก็เลือกให้สตรอเบอรี่เพราะช่วงนี้สตรอเบอรี่เริ่มออกตลาดมาให้เห็นแล้ว พอลองค้นหาสูตรทำ Strawberry Filling ก็ได้สูตรของคุณ Never the Last (ดูสูตรและวิธีการทำ Strawberry FIlling ได้จาก ที่นี่) ซึ่งดูน่ากินมากๆ



บีบี้ประสบปัญหาต่างๆ ในขั้นตอนระหว่างการผลิต แต่ก็ได้ Strawberry Cheesecake ที่มีหน้าตาเป็นแบบนี้ เนื้อเค็กนุ่มเหมือนฟองน้ำเหมือนเดิม ส่วนเนื้อครีมชีสเหมือนจะหวานไปหน่อย (และนั่นคือหนึ่งในปัญหาที่บีบี้ประสบ) โชคดีที่ Strawberry Filling ออกรสเปรี้ยวหน่อย (และนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่บีบี้ประสบเช่นกัน) รสชาติเลยไม่เลี่ยนเกินไป






ตอนแรกบีบี้ตั้งใจจะแยกออกเป็น 2 blogs เพราะบีบี้ใช้เวลา 2 วันในการทำ Strawberry Cheesecake คือวันที่ 1 ทำสปันจ์เค้กหลังกลับมาจากการเต้น Step Aerobic ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง และวันที่ 2 ทำเนื้อครีมชีสหลังจากกลับมากจากการเล่นโยคะร้อน ใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง แต่สูตรกระจายที่ไปอยู่คนละ blogคงจะสร้างความลำบากถ้าต้องกลับมาอ่านสูตรเพื่อทำครั้งต่อไป ดังนั้นแล้วบีบี้จึงรวมสูตรทั้งหมดไว้ที่ blog เดียวกัน โดยแยกวิธีทำออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเนื้อเค้ก เนื้อครีมชีสและ Strawberry Filling ดังนี้

เนื้อเค้ก - สปันจ์เค้ก


ส่วนผสม
- แป้งเค้ก 100 กรัม
- ผงฟู 1 ช้อนชา
- เกลือ 1/4 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 80 กรัม
- นมข้นจืด 50 กรัม
- น้ำ 30 กรัม
- ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง
- เอสพี 10 กรัม
- เนยสดละลาย 60 กรัม (สูตรเดิมใช้ 80 กรัม)
- กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา




วิธีทำ
1. อุ่นเตาอบที่ 180C ไฟบนล่าง นาน 10 นาที เตรียมพิมพ์เค้กกลมขนาด 3 ปอนด์ ปูกระดาษไขที่ก้นพิมพ์ (บีบี้ใช้พิมพ์ขนาด 2 ปอนด์เพราะบีบี้อยากได้เค้กสูงๆ batter ที่บีบี้ตีได้ก็ฟูไม่มากพอจะใส่พิมพ์ขนาด 3 ปอนด์ได้)
2. ร่อนแป้งและผงฟูเข้าด้วยกัน แล้วพักไว้


3. ผสมเกลือกับน้ำตาลทรายลงในอ่างผสม ใส่นมข้นจืด น้ำและไข่ไก่ลงไป (ในรูปไข่แดงที่แตกเพราะบีบี้ตอกไข่แล้วไข่แดงไปโดนเปลือกไข่ ไม่ใช่ไข่เสียนะ)




4. ป้ายเอสพีที่หัวตระกร้อแล้ว ตีด้วยความเร็วสูงสุด 5 นาที




5. ปิดเครื่อง ใส่แป้งลงไปแล้วตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที (ปาดอ่างไปด้วย) แล้วเปลี่ยนเป็นความเร็วสูงแล้วตีต่ออีก 6 นาที จากนั้นตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที




6. ใส่เนยละลายแล้วตีต่ออีก 2 นาที (บีบี้ไม่ได้ถ่ายรูปในขณะที่เทเนยลงไป ส่วนเนยละลาย บีบี้จะหั่นเนยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปเข้าเตาไมโครเวฟ ใช้ไฟสูงสุด นาน 30 วินาที จะได้เนยที่ละลายเกือบหมด ใช้ช้อนคนให้ละลายทั่วถึงกันก่อนเทลงในส่วนผสมแป้ง)




7. ใส่กลิ่นวานิลลาและตีต่อด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 10-20 วินาที (ในรูปด้านซ้ายเห็นสายน้ำกลิ่นวานิลลาเป็นเส้นเล็กๆ ตรงเกือบกลางรูป)




8. เทส่วนผสมลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ที นำเข้าอบไฟ บน-ล่าง 180 องศา 40 นาที หรือกระทั่งเค้กสุก (บีบี้ใช้ไฟล่างอย่างเดียว 30 นาทีแรก - นาทีที่ 20 ก็ปิดพัดลมเครื่อง - จากนั้นใช้ไฟบนอย่างเดียว 10 นาที เพราะต้องการให้หน้าเค้กมีสีเข้ม - ไม่รู้จะทำไปทำไมเพราะยังไงก็ต้องตัดเค้กเป็นก้อนเล็กๆ โดยทิ้งหน้าและก้นอยู่แล้ว - เลยเกิดปัญหาขึ้นซึ่งเดี๋ยวจะได้เห็นกัน แต่ยังถือว่าเล็กน้อย)




9. เมื่อเค้กสุกก็นำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ที ใช้สปาร์ตูลาร์หรือมีดแซะขอบเค้ก แล้วคว่ำ พักเค้กไว้บนตระแกรงจนเย็น (ก้นเค็กงามแต้ๆ)




10. พอเค้กเย็นตัว แบ่งเค็กออกเป็นชั้นๆ หนาประมาณ 1 นิ้ว (เริ่มเห็นแล้วใช่ไหม ปัญหาเค้กหน้าไหม้ รูปที่แล้วเลยไม่ถ่ายหน้าเค้ก - แต่บีบี้ สามารถแบ่งเค้กได้ 2 ขั้นเล็ก - หนา 1/2 นิ้ว - และ 1 ชั้นปกติ - หนา 1 นิ้ว - แถมหน้าไหม้อีก 1 ชั้น - จะเห็นรูตรงกลางเค้กซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ของการทดสอบเค้ก)




11. ใช้พิมพ์กดเค้กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 1/2 นิ้ว ตัดเค้กเป็นก้อนเล็กๆ (แม้ว่าเค้กจะหน้าไหม้ แต่เนื้อเค้กยังใช้ได้อยู่ ยังคงฟูนุ่มและเบาเหมือนฟองน้ำ หน้าตาไม่ขี้เหร่ และที่สำคัญคือไม่ไมีกลิ่นไหม้ด้วย - ปัญหานี้เลยจัดเป็นปัญหาเด็กๆ)








ส่วนที่สองก็เป็นส่วนของครีมชีส ซึ่งบีบี้ทำเพียงครึ่งสูตรเท่านั้นและบางส่วนผสมบีบี้ก็ไม่ได้ใส่เพราะหาไม่ได้ ในส่วนนี้ก็เกิดความผิดพลาดเนื่องจากส่วนผสม (อีกแล้ว)

เนื้อครีมชีส


ส่วนผสม
- ครีมชีส 150 กรัม
- นมข้นหวาน 150 กรัม
- เนย 20 กรัม (อันนี้บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะไม่อยากกินไขมันเยอะ)
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- ผิวมะนาวขูดฝอย 1/2 ช้อนชา (อันนี้บีบี้ไม่ได้เช่นกัน)
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 60 มิลลิลิตร (บีบี้ใช้โยเกิร์ต Beauti Detocy ของ Meiji ซึ่งมีไขมัน 0% - แต่มีน้ำตาลผสม)
- วิปครีม 60 มิลลิลิตร (บีบี้ใช้วิปปิ้งครีมมิกซ์ชนิดหวานของ UFM - ซึ่งมีน้ำตาลเช่นกัน)
- เจลาตินผง (ละลายในน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ) 1 ช้อนชา
- น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ




วิธีทำ


1. เทเจลาตินใส่ถ้วย เติมน้ำเปล่าลงไป พักทิ้งไว้ 3-5 นาที เจลาตินจะดูดซับน้ำไว้จนหมด (ถ้าแห้งไป เติมน้ำได้อีก)
2. นำเข้าไมโครเวฟ ใช้ความร้อนสูงสุด 5-10 วินาที พอให้เจลาตินละลาย




3. นำครีมชีส (วางในอุณหภูมิห้องพออ่อนตัว) และเนยสดใส่ชาม ตีด้วยความเร็วปานกลางให้เนียน (บีบี้ใช้ตะกร้อมือตี จึงเนียนได้เท่านี้)




4. ใส่นมข้นหวาน น้ำมะนาวและโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไป ตีส่วนผสมให้เข้ากัน (และนี่คือปัญหาอันที่สอง คือ เนื้อครีมชีสหวานไปเนื่องมาจากมีน้ำตาลอยู่ในส่วนผสมอื่นอยู่แล้ว - โยเกิร์ตและวิปปิ้งครีม - แต่บีบี้ไม่ได้ลดปริมาณนมข้นหวานลง จริงๆ บีบี้ควรจะต้องลดนมข้นหวานลงประมาณ 1/3 ส่วน - ใส่ประมาณ 100 กรัม)




5. เติมเจลาตินที่อุ่น ๆ ลงไปในส่วนผสมครีมชีส คนให้เข้ากันด้วยพายยาง




6. ตีวิปปิ้งครีมจนตั้งยอดอ่อน (บีบี้นำน้ำเย็นใส่ชามแล้วเข้าตู้เย็นช่องแช่แข็งประมาณ 5 นาที - ไม่ต้องให้เป็นน้ำแข็ง - นำออกจากตู้เย็น ใส่ผงวิปปิ้งครีม ผสมให้เข้ากันแล้วตีจนตั้งยอดอ่อน)




7. นำไปผสมกับส่วนผสมครีมชีส




หลังจากที่ได้เนื้อครีมชีสแล้ว บีบี้ก็เตรียมสปันจ์เค้กที่ทำไว้แล้วพันด้วยพลาสติกพันเค้ก และส่วนหนึ่งใช้พิมพ์แบบถอดก้น จากนั้นก็ตักเนื้อครีมชีสลงไป ปรากฏได้ดังเนื้อครีมชีสที่แยกเป็นชั้นกับเนื้อเค้กจริงๆ (ตอนแรกบีบี้กลัวว่าถ้าใช้พลาสติกพันแล้วเนื้อชีสเค้กอาจจะไหลออกมาทางด้านข้างได้ - สงสัยบีบี้จะพันเค้กได้แน่นมาก)








และส่วนที่สุดท้ายคือ Strawberry Filling ซึ่งส่วนนี้เป็นปัญหาที่สุดของบีบี้ นั่นคือ รสชาติออกมาไม่อร่อยเลย ตอนนี้เลยคิดว่าจะเอาไปทำมูสสตรอเบอรี่แทนดีหรือเปล่า (แต่ก็กลัวว่าจะออกมาแล้วเลวร้ายกว่าเดิม)

Strawberry Filling


ส่วนผสม
- สตรอเบอรี่สด 1/2 กิโลกรัม
- น้ำเปล่า (พอท่วมสตรอเบอรี่) 3 ถ้วยตวง
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา (บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะสตรอเบอรี่เปรี้ยวอยู่แล้ว)
- แป้งกวนไส้ 20 กรัม
- สีผสมอาหาร 1- 2 หยด (บีบี้ไม่ได้ใส่เพราะไม่อยากใช้สีผสมอาหาร)
- น้ำตาลทราย ใส่ทีละน้อย ชิมตามชอบ (บีบี้ ใช้น้ำตาลทรายต่อน้ำในอัตราส่วน 1:1 เพื่อความเข้มข้น)
- เกลือ นิดหน่อย (บีบี้ไม่ได้ใส่เช่นกัน)




วิธีทำ
1. ล้างสตรอเบอรี่ พักทิ้งให้สะเด็ดน้ำ แล้วหั่นครึ่งลูกเตรียมไว้ (บีบี้ไม่หั่นครึ่งลูกเพราะอยากได้สตรอเบอรี่แบบเต็มลูก)


2. ผสมน้ำ น้ำตาลทรายและเกลือในหม้อเคลือบ (จะได้สีสวย) ตั้งไฟให้เดือดแล้วดับไฟ (น้ำเชื่อมที่ได้ออกมาเป็นสีน้ำตาลเพราะบีบี้ใช้น้ำตาลแบบไม่ฟอกขาวแทน - รสชาติเลยหวานน้อยกว่าน้ำตาลแบบฟอกขาว)




3. ใส่สตรอเบอรี่ลงไปในน้ำเชื่อม ทิ้งไว้ในตู้เย็นเพื่อให้ดูดน้ำเชื่อม (บีบี้ใส่สตรอเบอรี่ลงไปขณะที่น้ำเชื่อมยังร้อนอยู่ - บีบี้คิดว่าวิธีนี้ทำให้น้ำในสตรอเบอรี่ออกมาและดูดความหวานของน้ำเชื่อมเข้าไปแทน)




4. กรองเนื้อสตรอเบอรี่แยกไว้ แบ่งน้ำเชื่อมส่วนหนึ่งสำหรับใช้ละลายแป้งกวนไส้ นำส่วนที่เหลือไปตั้งไฟอีกครั้ง




5. เมื่อน้ำเชื่อมเดือด ปรับไฟอ่อน ใส่น้ำมะนาวลงไป ตามด้วยสีแดง ละลายแป้งกวนไส้ ค่อยๆ ใส่ลงไป คนให้เนียนใส (บีบี้สังเกตเห็นว่า Filling สีไม่แดงอย่างที่คิด)




6. เทส่วนแป้งที่ได้ลงไปในเนื้อสตอเบอรี่ที่แยกไว้ คนด้วยความเบามือให้เข้ากัน




ปรากฏว่า Strawberry Filling ที่ได้มีรสออกจืดไปเนื่องจากน้ำจากสตรอเบอรี่ออกมามากทำให้น้ำเชื่อมเจือจาง พอชิมสตรอเบอรี่ดูปรากฏว่าเนื้อสตรอเบอรรี่ไม่หวานแถมยังเปรี่ยวเหมือนเดิมอีก ส่วนสีของ Filling ที่ได้ก็ไม่แดงสมใจ สุดท้ายบีบี้เลยออกไปซื้อ Strawberry Filling แบบสำเร็จรูปมาราดหน้าเค้ก (เหมือนเดิม) แทน

หน้าตาออกมาเลยสวยงามอย่างที่เห็น Strawberry Filling สีแดงตัดกับเนื้อครีมชีสและเนื้อเค้ก แถมรสชาติของ Filling กระป๋องไม่หวานมากและยังอมเปรี้ยวเล็กน้อยตัดครีมชีสที่หวานดีจริงๆ (ทำเสียงประชด)

ครั้งนี้ทำออกมาได้ 4 ชิ้นซึ่งได้แจกจ่ายไปให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว (ชิ้นในรูปได้ให้กับคนพิเศษไปแล้วเช่นกัน) เหลือเค้กอีก 4 ชิ้นไว้สำหรับแก้ตัวทำครีมชีสอีกรอบหนึ่ง (จะต้องดีกว่าเดิมแน่นอน )





Smiley บีบี้ Smiley




Create Date : 12 ธันวาคม 2552
Last Update : 12 ธันวาคม 2552 20:19:34 น. 6 comments
Counter : 989 Pageviews.

 
น่าทานจังง่ะ

ในบรรดาเบเกอรี่ทั้งหมด เราชอบชีสเค้กที่สุดเลยค่ะ
สุดยอด ๆ ๆ ^O^
(แต่ยังไม่เคยคิดจะลองทำทานเองเลย เอิกๆ)


โดย: เด็กหัวส้ม วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:22:04:31 น.  

 
น่าอร่อยจังเลยคะ น่ารักมากคะ


โดย: มิคุริ วันที่: 13 ธันวาคม 2552 เวลา:13:26:30 น.  

 
ชีสเค้กทำเป็นชิ้นเล็กแบบนี้ก็ดูน่าทานดีค่ะ ไม่เลี่ยนจนเกินไป


โดย: may-indy วันที่: 13 ธันวาคม 2552 เวลา:15:51:58 น.  

 
สวยจัง น่าทานมาก ๆ ค่ะ


โดย: Baked by PonG วันที่: 13 ธันวาคม 2552 เวลา:16:28:48 น.  

 
สวยงามมากเลยค่ะ


โดย: หญิงแม่ วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:11:37:00 น.  

 
น่าหม่ำมากๆๆค่ะ


โดย: dew_monamoji วันที่: 21 ธันวาคม 2552 เวลา:16:23:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bee4ever
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]









บีบี้รู้สึกว่าบีบี้ชอบทำอาหารเอามากๆ หลังจากที่บีบี้ทดลองอบขนมหลายๆ อย่าง หลังจากทำเสร็จก็จะมีขนมหลายแบบหลายรสชาติทั้งแบบที่แทบจะกินไม่ได้จนถึงกระทั่งแบบที่อร่อยจนหมดหลังจากอบเสร็จ แต่ขนมทุกอย่างก็ต้องผ่านการชิมจากบีบี้ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักตัวและสัดส่วนของบีบี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บีบี้ต้องกลับไปเล่นโยคะร้อนอีกครั้ง ซึ่งภายใน 3 สัปดาห์นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก บีบี้กำลังรอลุ้นว่าโยคะร้อนคราวนี้จะทำให้สิวขึ้นเขรอะอีกหรือเปล่า

Smiley บีบี้ Smiley





Last Updated Blogs

Strawberry Cream Cheese Cookies


Pineapple Tart & Taro Tart


Valentine's Day Chocolate For Someone Special


Pumpkin Cake


Yoghurt Banana Cake


Strawberry Cheesecake


Chichi no O-Bento ข้าวกล่องของคุณพ่อ


Macadamia Brownies


Japanese Cheesecake


เรียกมาคุยให้เขียนใบลาออก ใบลาออกมีผลหรือไม่..?


50 เรื่องขำๆ ในโฆษณาไทย


เมื่อบีบี้อยากกินอาหารเวียดนามที่ ... Winner House


คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร ... เลยไปที่ Atelier


Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add bee4ever's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.