Micro-controller be advanced for Information Technology !!!

What leads to success อะไรจึงเรียกว่าการประสบความสำเร็จ

What leads to success อะไรจึงเรียกว่าการประสบความสำเร็จ


1. Passion: ทำด้วยความชอบและหลงไหลคลั่งไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว

2. Work: ไม่กลัวการทำงานหนัก เพราะไม่มีอะไรมาแบบง่าย ๆ แต่คิดเพียงว่าการทำงานหนักแล้วมีความสนุก ท้าทาย

3. Good: หาบางสิ่งทำ และทำสิ่งนั้นได้ดีโดยที่ไม่มีตัวช่วย ด้วยการ ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน

4. Focus: มุ่งมั่น ตั้งใจพุ่งไปในสิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียว อย่าทำหลายอย่างแล้วไม่ชำนาญซักอย่าง

5. Push: ผลักดันตัวเองทางกาย และจิตใจ ผ่านด่านคือความอาย และความสงสัยในตัวเอง (เช่น ฉันไม่ฉลาดพอ ฉันไม่ดีพอ ฯลฯ - อันนี้ก็ดีนะ คืออประมาณว่า อย่าฝืนเกินกำลัง) บางครั้งยากที่จะผลักดันตัวเองจึงต้องมีคนช่วยผลักดัน เช่น พ่อ-แม่ ครู ฯลฯ

6. Serve: คุณจะต้องบริการคนอื่นด้วยจิตบริการ มิใช่คิดถึงเพียงตัวเงิน

7. Ideas: ต้องสร้าง idea ซึ่งความคิดนั้นเกิดจาก ฟัง สังเกต อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถาม แก้ปัญหา และสร้างความรู้จัก-ความสัมพันธ์

8. Persist: คุณต้องยืนหยัด ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวของความสำเร็จ เช่น ยืนหยัดต่อ คำวิจารณ์, การปฎิเสธ, ความบ้าบอหยาบคาบก้าวร้าว และแรงกดดัน




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2552 21:38:12 น.   
Counter : 201 Pageviews.  

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networking)

การสื่อสารข้อมูล

ระบบการสื่อสารข้อมูล (data communication system) เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการส่งผ่านข้อมูลทางระบบสายส่ง เช่นสายโทรศัพท์หรือเคเบิล และเริ่มมีการพัฒนาขึ้นในช่วงกลางทศวรรคที่ 60

ใน ยุคเริ่มแรกของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายแบบรวมศูนย์หรือที่ เรียกว่า Centralized data processing กล่าวคือ มีการรวมทุกสิ่งทุกอย่างของระบบเอาไว้ที่ส่วนกลางไม่ว่าจะเป็น ซอฟต์แวร์, ฮาร์ดแวร์, และการประมวลผล แต่ระบบเช่นนี้ไม่สะดวกและประสิทธิภาพไม่ดี ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่ ป้อนเข้าระบบทั้งหมด จะต้องนำมาส่งยังส่วนกลางเพื่อการประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์กลาง

เมื่อ มีการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้นต่อมาจึงมีการต่อเชื่อม terminal เข้ากับคอมพิวเตอร์ส่วนกลางผ่านสายส่ง และเรียกว่าระบบ teleprocessing ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์กลางได้จากสถานที่ไกล ๆ หรือกระทั่งอยู่ต่างเมืองกัน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์กลางได้จากที่ไกล ๆ แต่การประมวลผลทั้งหมดก็ยังคงเกิดขึ้นที่คอมพิวเตอร์กลางอยู่ดี

ในระหว่างปี 1970 ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ชนิด minicomputer ซึ่งเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์กลาง และภายในระบบของ minicomputer เองก็มีการใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถประมวลด้วยตัวของมันเองได้เช่น กัน อย่างไรก็ตามมีการทำงานบางอย่างยังคงต้องอาศัยคอมพิวเตอร์กลาง ระบบที่กล่าวนี้เรียกว่า distributed data processing จะเห็นได้ว่าการทำงานของระบบมีลักษณะคล้ายกับระบบ teleprocessing เพียงแต่ในระบบนี้สามารถประมวลผลเองได้ด้วย มีการประยุกต์ใช้ในระบบ distributes data processing กันมากในวงการธุรกิจหรือองค์กรที่มีสาขาหลาย ๆ สาขา

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อมีการคิดค้นระบบการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) เข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ระบบการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าเครือข่าย (Network) คือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้อุปกรณ์สื่อสารเพื่อการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่สองเครื่องเข้าด้วยกัน ระบบ distributed data processing เป็นระบบเครือข่ายแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นที่ต้องการขององค์กรธุรกิจในทุกวันนี้คือระบบเครือข่ายในแบบ ที่เรียกว่า LAN (Local Area Network) ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้ข้อมูลและทรัพยากรอื่น ๆ ภายในระบบของผู้ใช้หลาย ๆ ผู้ใช้ร่วมกันภายในสำนักงานหรืออาคาร ในหัวข้อต่อ ๆ ไปจะได้กล่าวถึงการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ว่ารูปแบบการต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายแบบใดก็ตาม เราก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้เครือข่ายอย่างน้อย ๆ 4 ด้านที่สำคัญ คือ

- สามารถเข้าถึงโปรแกรมและข้อมูลได้หลายคนพร้อมกัน

พ นักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรหนึ่งก็มีความจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลเดียวกันใ นเวลาเดียวกันอยู่เสมอ ดังนั้นการใช้ระบบเครือข่ายที่สามารถให้ใช้แฟ้มข้อมูลหรือโปรแกรมร่วมกันได้ ก็จะสามารถควบคุมให้ข้อมูลมีความถูกต้องได้ดีกว่าการที่ผู้ใช้แต่ละคนมีแฟ้ม ข้อมูลชุดเดียวกันแยกต่างหากกัน เพราะจะทำให้เราสามารถใช้ผู้จัดการระบบเพียงคนเดียว (หรือคนกลุ่มเดียว) เป็นผู้ควบคุมการใช้และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้จากจุด ๆ เดียว ทุก ๆ คนที่ใช้ข้อมูลก็จะได้รับสารสนเทศจากข้อมูลชุดเดียวกันเสมอ

- สามารถใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อร่วมกันได้

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นระบบเครือข่าย ทำให้ผู้ใช้งานระบบสามารถใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อบางอย่างร่วมกันได้โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอุปกรณ์ที่มีราคาสูงมาก ๆ เช่นเครื่องพิมพ์สีคุณภาพสูง ๆ หรือเครื่องสแกนภาพ ทำให้ประหยัดงบประมาณการลงทุนได้มาก

- ทำให้การสื่อสารภายในองค์กรดีขึ้น

การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์กรทำให้เราสามารถใช้ระบบติดต่อสื่อสารที่ เรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ซึ่งนอกจากเราจะสามารถส่งข้อความถึงกันได้แล้ว เรายังสามารถส่งเอกสารที่เป็นรูปภาพถึงกันได้ด้วย นอกจากนี้ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันเรายังสามารถใช้เครือข่ายเพื่อการ ประชุมทางไกล (Teleconference) โดยที่ผู้ร่วมประชุมไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในห้องประชุมเดียวกัน

- ทำให้การทำสำเนาเพื่อสำรองข้อมูลง่ายขึ้น

เนื่องจากข้อมูลภายในองค์กรมีความสำคัญต่อการดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร ดังนั้น การทำสำเนาข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำรองจึงมีความสำคัญต่อองค์กรมาก ดังที่กล่าวในข้อ ก) แล้วว่าการใช้เครือข่ายทำให้เราสามารถมีข้อมูลเพียงชุดเดียวเพื่อใช้งานร่วม กันทั้งองค์กร ดังนั้นการคัดลอกข้อมูลเพื่อทำสำเนาจึงสามารถทำได้จากข้อมูลชุดเดียวนี้ก็ เป็นการเพียงพอ

หัวข้อต่อไปจะได้กล่าวถึงอุปกรณ์ของระบบสื่อสาร เพื่อให้เรามองเห็นภาพโดยรวมในการทำ งานร่วมกันของอุปกรณ์ต่าง ๆ


2.1.1 การเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย

การส่งข่าวสารหรือข้อมูลจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเราจำต้องใช้อุปกรณ์พื้นฐานของระบบสื่อสาร คือ

- อุปกรณ์ส่งข่าวสาร

- สายส่งข่าวสาร

- อุปกรณ์รับข่าวสาร

ตัวอย่างของอุปกรณ์ทั้งสามข้างบนนี้ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องส่งข่าวสาร, ระบบสายส่งโทรศัพท์ และ เครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์รับข่าวสาร อย่างไรก็ตามอาจเป็นสิ่งอื่น ๆ ได้อีกมาก ปกติแล้วการติดต่อสื่อสารโดยผ่านทางสายส่งโทรศัพท์ทั่วไปดังที่กล่าวนี้จะต้ องใช้อุปกรณ์อีกตัวหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ให้เป็นส ัญณาณที่สามารถส่งผ่านได้ทางระบบสายส่งโทรศัพท์และสามารถเปลี่ยนสัญญาณที่รั บมาจากสายส่งโทรศัพท์ให้เป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ที่อยู่ทางด้านรับข้อมูลสา มารถเข้าใจได้ เช่นการใช้ โมเด็ม (Modem) ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

ในระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ๆ อาจจะประกอบด้วยอุปกรณ์พิเศษเพื่อใช้เป็นตัวจัดการการเชื่อมต่อหรือการ ติดต่อสื่อสาร เรียกว่า Front-end processor ซึ่งปกติก็จะเป็นคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการสื่อสารหรือตรวจจับข้อผิดพลาดของการส่งผ่านข้อมูลแทน คอมพิวเตอร์กลาง เพื่อให้คอมพิวเตอร์กลางมีเวลาในการประมวลผลตามคำสั่งโปรแกรมประยุกต์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่



การส่งข้อมูล

การส่งผ่านข้อมูลระหว่างอุปกรณ์รับ-ส่งอาจแบ่งออกได้เป็นแบบ simplex, half duplex และ full-duplex ขึ้นอยู่กับการอนุญาตให้มีการส่งผ่านในทิศทางการส่ง-รับอย่างไร ดูรูปที่ 39

- Simplex transmission เป็นการส่งผ่านข้อมูลที่สามารถทำได้ในทิศทางเดียวเท่านั้น ตัวอย่าง เช่นการส่งสัญญาณโทรทัศน์จากสถานีส่งมายังเครื่องรับ

- Half-duplex transmission เป็นการส่งผ่านข้อมูลได้สองทิศทางทั้งไปและกลับ แต่เป็นการส่งผ่านได้ในทิศทางหนึ่ง ณ เวลาหนึ่งเท่านั้น เช่นการส่งสัญญาณของวิทยุสมัครเล่น หรือระบบเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติของธนาคาร

- Full-duplex transmission เป็นการส่งผ่านข้อมูลได้ทั้งสองทิศทางในเวลาเดียวกัน เช่น ระบบโทรศัพท์

การส่งแบบ digital และ analog

การส่งข้อมูลด้วยการส่งเป็นสัญญาณ digital นั้นเป็นการใช้สัญญาณในแบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามสื่อกลางหรือตัวนำสัญญาณทั้งหลายที่มีใช้อยู่อย่างแพร่หลายไม่ ได้ออกแบบมาสำหรับระบบสัญญาณ digital อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เช่น ระบบสายส่งโทรศัพท์, สายเคเบิลและวงจรไมโครเวฟ เป็นระบบที่เป็นแบบ analog ในทางปฏิบัติแล้วการสื่อสารข้อมูลที่ดูจะสะดวกที่สุดคือการใช้ระบบสายส่ง ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องเปลี่ยนสัญญาณ digital ในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณแบบ analog เสียก่อน การเปลี่ยนแปลงจากสัญญาณแบบ digital ให้เป็นสัญญาณแบบ analog นั้นปกติเรียกว่า modulation และการเปลี่ยนกลับให้เป็นสัญญาณแบบ digital เรียกว่า demodulation และการทำเช่นนี้ได้เราจะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า modem (Modulator – Demodulator) ในการเปลี่ยนกลับไป-มาระหว่างสัญญาณแบบ digital และสัญญาณแบบ analog

โมเด็มรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้เป็นเครื่อง Fax ได้ในตัวด้วยการใช้โปรแกรมพิเศษ โมเด็มแบบนี้เรียกว่า Fax Modem

ความเร็วของโมเด็มวัดได้จากความเร็วในการรับส่งสัญญาณมีหน่วยเป็นบิตต่อ วินาที โมเด็มมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลต่าง ๆ กัน เช่น 1200, 2400 และ 9600 บิตต่อวินาที ตารางข้างล่างเป็นตารางเปรียบเทียบเวลาที่ในการส่งผ่านข้อมูลที่เป็นตัว อักษรขนาด 20 หน้ากระดาษผ่านโมเด็มความเร็วต่าง ๆ กัน

การใช้สายส่งโทรศัพท์ระบบ digital

การใช้ระบบสายส่งโทรศัพท์แบบ analog ด้วยการใช้โมเด็มดังกล่าวมาข้างต้นนี้มีข้อจำกัดความเร็วอยู่ที่ 56 Kbps ทั้ง ๆ ที่โดยทั่วไปแล้วการสื่อสารกันภายในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เองนั้นทำ ได้ที่ความเร็ว 10 Mbps หรือสูงกว่า ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงมีการติดตั้งระบบสายส่งความเร็วสูงแบบ digital ขึ้นใช้งานในระบบโทรศัพท์ ทำให้การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ระบบสายส่งโทรศัพท์ digital ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสัญญาณให้อยู่ในรูป analog ก่อนการส่งออก และยังทำได้ที่ระดับความเร็วสูงกว่ามาก เพียงแต่ต้องใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์พิเศษเพื่อจัดรูปแบบของสัญญาณให้เหมาะสม กับการส่งหรือรับเท่านั้น

ระบบบริการ digital ที่เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไปคือระบบ ISDN (Integrated services digital network) ปกติแล้วระบบ ISDN ที่กล่าวถึงกันโดยทั่วไปนั้นเป็นระบบที่เรียกว่า Basic rate ISDN (BRI) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถบริการช่องสัญญาณสื่อสารได้ 3 ช่องสัญญาณในสายส่งสัญญาณเดียว คือ เป็นช่องสัญญาณข้อมูล 2 ช่องที่ขนาดความเร็ว 64 และ 56 Kbps และช่องสัญญาณควบคุมที่ความเร็ว 19 Kbps อีกหนึ่งช่อง ดังนั้นในขณะที่เราใช้ช่องสัญญาณเพื่อพูดโทรศัพท์อยู่นั้นเราก็สามารถส่ง ข้อมูลอื่น ๆ เช่น Fax ได้ในเวลาเดียวกันนั้น นอกจากนี้ระบบ ISDN ยังสามารถใช้เป็นช่องสัญญาณเดียวที่ความเร็ว 128 Kbps ได้ด้วย การใช้การสื่อสาร ISDN ที่ต้องการต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายนั้นก็ต้องอาศัย อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เรียกว่า ISDN Adapter ระบบบริการ ISDN ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่กล่าวมาแล้วนี้แบบหนึ่ง คือ ระบบที่เรียกว่า Primary rate ISDN หรือ PRI ระบบบริการ PRI สามารถส่งสัญญาณได้ 24 ช่องที่ความเร็วของแต่ละช่องเป็น 64 Kbps ดังนั้นความเร็วรวมทั้งช่องสัญญาณคือ 1.544 Mbps ระดับความกว้างของช่องส่งสัญญาณระดับนี้เรียกว่า T1 ระบบบริการบางแห่งสามารถให้บริการในระบบ ISDN ที่เรียกว่า T3 ซี่งมีช่องสัญญาณสูงถึง 672 ช่องสัญญาณที่แต่ละช่องสัญญาณมีความเร็ว 64 Kbps

นอกจากระบบบริการ ISDN ดังกล่าวแล้ว ยังมีระบบบริการสื่อสาร digital แบบอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ISDN อีกหลายประเภท เช่น ระบบบริการ Digital Subscriber Line (DSL) ที่มีความเร็วในการสื่อสารสูงถึง 52 Mbps ระบบ DSL นี้แบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ อีกหลายประเภท เช่น Asymmetrical DSL (ADSL), ระบบ Rate adaptive DSL (RADSL), ระบบ High-bit-rate DSL (HDSL), ระบบ ISDN DSL (IDSL), ระบบ Symmetrical DSL (SDSL) และระบบ Very-high-rate DSL (VDSL)

ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) เป็นบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงโดยใช้คู่สายของโทรศัพท์พื้นฐาน ADSL ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง เหมาะกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยให้บริการความเร็วในการรับข้อมูล (Downstream) ที่ 2 Mbps และการส่งข้อมูล (Upstream) ที่ 512 Kbps และระหว่างใช้ Internet สามารถใช้โทรศัพท์ได้ด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งเร็วกว่าการใช้งาน Analog Modem หลายเท่า


2.1.2 สายส่งสัญญาณ

สายส่งโทรศัพท์เป็นช่องทางการส่งที่ดูจะมีความสะดวกเนื่องจากระบบสายส่ง โทรศัพท์ได้รับการวางเครือข่ายไว้อย่างกว้างขวางอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ในการใช้สายส่งอื่น ๆ ในการส่งผ่านข้อมูล (ดูรูปที่ 41)

Wire pairs หรือ twisted pair ทำด้วยสายทองแดงหุ้มฉนวน บิดเป็นเกลียว เป็นสายส่งข้อมูลที่นิยมใช้กันมาก มีราคาถูกและติดตั้งง่าย อย่างไรก็ตามสายส่งแบบนี้ จะถูกรบกวนด้วยสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ได้ง่าย

สาย Coaxial ประกอบด้วยสายตัวนำอยู่ภายในแกนกลางของสายและถูกห่อหุ้มด้วยฉนวนและเปลือก ป้องกันการรบกวนอีกชั้น สาย Coaxial สามารถติดตั้งโดยการผังดินหรือเดินใต้น้ำได้ และสามารถส่งผ่านข้อมูลได้เร็วกว่าสาย wire pair มาก

Fiber Optics คือเส้นใยแก้วขนาดเล็ก ๆ ซึ่งสามารถนำแสงได้ ใช้สัญญาณแสงส่งข้อมูล สามารถส่งผ่านสัญญาณของข้อมูลได้ครั้งละจำนวนมาก กว่าสายส่งแบบอื่นๆ อีกทั้งสามารถรองรับสัญญาณที่มีช่วงความถี่กว้างกว่ามาก (ช่วงกว้างของความถี่ที่สามารถส่งผ่านได้เรียกว่า band-width) ไม่เกิดการรบกวนเนื่องจากสัญญาณทางไฟฟ้า และ ไม่เกิดการกัดกร่อนของโลหะ แต่การเชื่อมต่อระหว่างสายทำได้ยาก เกิดการสูญเสียของสัญญาณที่จุดต่อได้ง่าย และ อาจหักภายใน

Microwave ระบบการส่งผ่านข้อมูลอีกแบบที่เป็นที่นิยมคือการส่งโดยการใช้ Microwave ซึ่งเรียกว่าการส่งผ่านข้อมูลแบบ line-of-sight ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาณที่ส่งนี้ไม่สามารถโค้งไปตามแนวเปลือกโลกได้ดังนั้น จึงต้องมีการติดตั้งสถานีถ่ายทอดเป็นช่วง ๆ ซึ่งปกติจะอยู่ในที่สูง เช่น บนภูเขาหรืออาคารสูง ๆ ห่างกันประมาณ 30 ไมล์

Satellite หรือดาวเทียม มีส่วนประกอบพื้นฐานของการส่งสัญญาณ คือ สถานีภาคพื้นดินซึ่งเป็นตัวรับ-ส่งสัญญาณฯและอุปกรณ์ดาวเทียมที่เรียกว่า Transponder ที่ติดตั้งบนดาวเทียม อุปกรณ์ transponder เป็นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินและทำการขยายสัญญาณ, เปลี่ยนความถี่และส่งผ่านสัญญาณดังกล่าวกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน


ระบบการสื่อสารโดยปกติ เป็นระบบผสม ระบบเครือข่ายหนึ่งไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้การเชื่อมต่อแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น ใช้การเชื่อมต่อที่ใช้สายส่งหลาย ๆ แบบผสมผสานกันตามความเหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์เมื่อมีการสื่อสารกันใน ระยะไกล ๆ

2.1.3 โปรโตคอล(Protocols)

โปรโตคอล (Protocols) เ ป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ โปรโตคอลเป็นซอฟต์แวร์ส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการเครือข่าย ปกติโปรโตคอลเป็นการจัดระเบียบของข่าวสารหรือข้อมูลก่อนการส่งออก เนื่องจากผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์จะมีการออกแบบโปรโตคอลข องตัวเองทำให้การติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์อาจมีความยุ่งยากหรือเป็นไปไม่ได้ เลย ดังนั้นจึงมีการกำหนดมาตรฐานของโปรโตคอลเพื่อให้การติดตั้งระบบการติดต่อคอม พิวเตอร์เป็นไปได้สะดวกขึ้น เครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งอาจจะประกอบด้วยระบบการสื่อสารที่ใช้โปรโตคอลหลาย ๆ แบบได้ โปรโตคอลที่ใช้อยู่ในการสื่อสารของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่พบเห็นบ่อย ๆ คือ

Transmission Control Protocol/Internet Protocol (TCP/IP) เดิมเป็นโปรโตคอลที่ใช้งานในระบบปฏิบัติการ UNIX แต่ปัจจุบันเป็นโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้งานในเครือข่าย Internet และยังเป็นโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ Windows 2000

โปรโตคอล IPX/SPX เป็นโปรโตคอลเฉพาะในระบบปฏิบัติการ Netware ของบริษัท Novell

โปรโตคอล NetBEUI เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของระบบปฏิบัติการ Windows 3.11, Windows 95 ซึ่งเหมาะกับระบบเครือข่ายขนาดเล็ก


2.1.4 โทโปโลยี่ของเครือข่าย (Network Topologies)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ใช้ในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์ และการเชื่อมต่อนี้เป็นไปได้หลายรูปแบบ รูปแบบของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเรียกว่า topology ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ Star, Ring และ Bus (รูปที่ 44) ปกติคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในเครือข่ายเรียกว่า Node (อุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายก็เรียกว่า Node เช่นเดียวกัน)

เครือข่ายแบบ Star จะมีคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งเป็นตัวกลางทำหน้าที่เป็นผู้จัดการระบบเครือข่าย ข้อมูลหรือข่าวสารทั้งหมดภายในเครือข่ายจะถูกส่งผ่านทางคอมพิวเตอร์กลางนี้ ความล้มเหลวในการติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กลางกับคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย เครื่องหนึ่ง จะไม่ก่อให้เกิดผลใด ๆ ในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ในเครือข่ายเดียวกัน แต่ถ้าคอมพิวเตอร์กลางล้มเหลวก็จะทำให้เครือข่ายทั้งระบบล้มเหลวไปด้วย

เครือข่ายแบบ Ring จะเชื่อมต่อ Node ทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นลูกโซ่ข้อมูลข่าวสารจะถูกส่งผ่านไปภายในลูกโซ่วงแหวน เพียงทิศทางเดียวข้อมูลใด ๆ ที่ถูกส่งเข้าในระบบวงแหวนจะถูกตรวจสอบด้วยคอมพิวเตอร์ทุกตัวในระบบว่าเป็น ข้อมูลที่ต้องการส่งมาหามันหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ใช่ มันก็จะส่งต่อข้อมูลนั้นไปยัง Node ถัดไป ระบบเครือข่ายแบบนี้จะล้มเหลวทั้งระบบทันที่ที่มี Node ใด Node หนึ่งล้มเหลว

เครือข่ายแบบ Bus ใช้สายส่งเส้นเดียวและแยกต่อไปหา Node หรือหาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ บนเครือข่าย คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลเข้าระบบเครือข่ายโดยหวังว่าในขณะนั้นจะไม่มีข้อมูล อื่นวิ่งอยู่ในเครือข่าย ถ้าพบว่ามีข้อมูลอื่นอยู่บนเครือข่ายมันจะทำการส่งข้อมูลที่ต้องการใหม่อีก ครั้ง ระบบแบบนี้สามารถเพิ่มหรือลด node ได้โดยไม่กระทบกระเทือนการทำงานของ node อื่น ๆ ที่กำลังทำงานอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

2.1.5 เครือข่ายท้องถิ่น(Local Area Network, LAN)

เครือข่ายท้องถิ่นหรือ LAN เป็นการรวมคอมพิวเตอร์ซึ่งปกติมักจะใช้คอมพิวเตอร์มาต่อเชื่อมกันเพื่อใช้ ทัพยากรในระบบ เช่น ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, หรือโปรแกรม/ข้อมูลร่วมกัน การเชื่อมต่อเป็น LAN เป็นการเชื่อมต่อในระยะทางที่ไม่ไกลมาก เช่น ระหว่างคอมพิวเตอร์ในสำนักงานเดียวกัน หรือระหว่างสำนักงานภายในอาคารเดียวกัน หรือระหว่างอาคารที่อยู่ใกล้กัน


องค์ประกอบของ LAN

ระบบ LAN ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบเข้าด้วยกัน ดังนี้

- ระบบ LAN ใช้สื่อกลางของตนเองซึ่งอาจจะเป็นสายเคเบิล, หรือสาย twisted pairs หรืออาจใช้สาย Coaxial หรือสายใยแก้วนำแสงก็ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบ LAN อาจจะใช้ระบบสื่อสารแบบไร้สายก็ได้ กล่าวคือ ใช้การส่งคลื่นวิทยุหรืออินฟาเรด

- ระบบ LAN ต้องใช้แผงวงจรเครือข่าย (Network Interface Card) หรือ NIC แผงวงจรอิเลคโทรนิคส์ ที่เสียบเข้าภายในช่องเสียบของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะมีสายส่งของระบบเครือข่ายต่ออยู่กับแผงวงจร NIC อีกครั้งหนึ่ง

- เครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายที่มีการใช้โปรโตคอลการสื่อสารแบบเดียวกันสามารถต่อเชื่อมเพื่อ สื่อสารกันได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Bridge ซึ่งเป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในการจำแนกตำแหน่ง ของ Node ในอีกเครือข่ายหนึ่ง เช่น เครือข่ายของแผนกขายจะติดต่อกับเครือข่ายของแผนกผลิตได้ด้วยการใช้ Bridge

- Router เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์พิเศษที่ใช้ในการเชื่อมต่อเพื่อจัดการการติดต่อ ระหว่างเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายเช่นเดียวกับ bridge แต่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า bridge มาก Router จะเป็นตัวค้นหาช่องทางการติดต่อที่เหมาะสมและเป็นไปได้ระหว่างเครือข่าย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า IP Switch มาใช้แทน Router กันมากขึ้นเนื่องจากมีความเร็วสูงกว่าและราคาถูกกว่า

- Gateway เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ควบคุมด้วยซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่าย คน ละประเภทกัน ภาระหน้าที่อย่างหนึ่งของ gateway คือการเปลี่ยน Protocol ให้เหมาะสมกับเครือข่ายแต่ละประเภทที่ติดต่อกันอยู่ระหว่างเครือข่าย



เครือข่าย Client/Server (Clients /Server Network)

ระบบ Client/Server ประกอบด้วยตัวคอมพิวเตอร์ที่เป็นตัวควบคุมเครือข่ายเรียกว่า Server ที่ตัว Server ประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์ที่เก็บไฟล์หรือข้อมูล, เครื่องพิมพ์ความเร็วสูงและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจะใช้ร่วมกันได้ เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่กล่าวถึงนี้เรียกว่า Client ภายใต้สภาแวดล้อมแบบ Client/Server นี้ การประมวลผลต่าง ๆ บังเกิดขึ้นที่ตัว Server แล้วส่งผลให้กับตัว Client แต่ก็เป็นได้ที่ตัว Client จะนำผลที่ได้รับจาก Server มาประมวลผลด้วยตัวมันเองต่อไป



เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer (Peer-to-Peer Network)

คอมพิวเตอร์ที่นำมาต่อกันในระบบ pear-to-pear มีสถานะเท่าเทียมกันทั้งหมดไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวใดทำหน้าที่ในการ ควบคุมเครือข่าย ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะสามารถใช้ทรัพยากรอื่น ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้ตามที่ต้องการ ข้อเสียของระบบแบบนี้ คือมีความล่าช้าในการทำงานภายใต้ภาวะที่มีการใช้งานที่มีการติดต่อสื่อสาร กันมาก ๆ


โปรโตคอลของ LAN

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีโปรโตคอลเป็นตัว กำหนดการสื่อสารหรือการรับส่งข้อมูลข่าวสาร โปรโตคอลที่ใช้กันมากในปัจจุบันมีสองโปรโตคอลคือ Ethernet

เดิม Ethernet ได้รับการออกแบบมาให้ใช้กับโทโปโลยี่แบบ Bus ที่ใช้สายส่งแบบ thick coaxial cable แต่ในปัจจุบันระบบเครือข่าย Ethernet ใช้โทโปโลยี่แบบ star (logical topology ยังเป็นแบบ bus) ที่ใช้ twisted-pair หรือใยแก้วนำแสงเป็นสื่อนำสัญญาณ Ethernet เป็นระบบที่มีราคาถูกและติดตั้งง่าย เนื่องจากคอมพิวเตอร์ในระบบนี้มีการรับ-ส่งข้อมูลภายในสายส่งเส้นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการกำหนดข้อกำหนดของเวลาหรือช่วงจังหวะในการส่งข้อมูลเพื่อไม่ ให้เกิดภาวะ การส่งข้อมูลผ่านสายส่งในเวลาเดียวกัน (ซึ่งเรียกว่าเกิดการชนกันของข้อมูล) ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลเข้าระบบสายส่งคอมพิวเตอร์จะต้องทำการตรวจสอบ ดูว่าสายส่งว่างจากข้อมูลอื่น ๆ หรือไม่ ถ้าพบว่าสายส่งมีข้อมูลอื่นส่งผ่านอยู่ก็จะต้องรอจนกว่าสายส่งจะว่างจึงจะ ส่งข้อมูลของตนเองออกได้ กรรมวิธีการส่งข้อมูลแบบนี้เรียกว่า Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection หรือ CSMA/CD ในกรณีที่มีคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องส่งข้อมูลเข้าสายส่งเครือข่ายพร้อมกันในเวลาเดียวกันข้อมูลทั้งสองก็ จะเกิดการชนกัน ในกรณีเช่นนี้คอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายก็จะหยุดการส่งข้อมูลออกชั่วคราว เป็นเวลาชั่วขณะหนึ่งจึงจะเริ่มทำการส่งข้อมูลออกครั้งใหม่


2.1.6 ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่

Wide Area Network (WAN) เป็นการเชื่อมต่อระบบ LAN เข้าด้วยกัน โดยระบบ LAN อยู่ห่างกัน เช่นการต่อระบบ LAN ของสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพ เข้ากับระบบ LAN ของสำนักงานสาขาที่ต่างจังหวัด ซึ่งต้องอาศัยระบบโทรศัพท์ โดยการเช่าคู่สายระหว่างสำนักงาน หรือ อาจต่อเข้ากับระบบ Internet

อินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายที่มีความสลับซับซ้อน เป็นระบบที่ประกอบด้วยเครือข่ายและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเชื่อมต่อถึงกัน จำนวนมาก ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในทุกมุมโลกที่อยู่ในเครือข่ายนี้สามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้ เครือข่ายของอินเตอร์เน็ต จะใช้ TCP/IP โปรโตคอล และต่อเข้าด้วยกันโดยไม่มีการควบคุมการต่อเครือข่ายจากหน่วยงานใดๆ (แต่ทั้งนี้ หมายเลขเครื่อง หรือ IP Address จะถูกควบคุมโดย InterNIC ไม่ให้ซ้ำกัน) ทั้งนี้ การรับ/ส่งข้อมูล จะต้องทราบ IP ปลายทาง หรือชื่อของเครื่องที่จะรับ/ส่ง ข้อมูล (ทั้งนี้ จะมีการขบวนการเปลี่ยน ชื่อให้เป็น IP address โดยระบบที่เรียกว่า DNS) ข้อมูลจะถูกส่งผ่านโดยผู้รับส่ง ไม่จำเป็นต้องทราบเส้นทางการส่งข้อมูล

จากโครงสร้างของอินเตอร์เน็ตนี้ ทำให้มีการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ จำนวนมาก และเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป เช่น e-mail บนอินเตอร์เน็ต การส่งแฟ้มข้อมูลผ่านโปรแกรม FTP โปรแกรม Chat โปรแกรมและระบบ News group และ World Wide Web


2.1.7 การใช้งานระบบเครือข่าย

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรือที่เรียกว่า e-mail เป็นระบบการแลกเปลี่ยนหรือรับ-ส่งข่าวสารที่เป็นเอกสารจากคอมพิวเตอร์หนึ่ง ไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ไปรษณีย์เสียง (Voice Mail) จะทำการเปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณ digital ซึ่งสามารถส่งผ่านทางระบบเครือข่ายได้ และคอมพิวเตอร์ที่เป็นตัวรับก็จะเปลี่ยนสัญญาณ digital ของสัญญาณเสียงกลับสู่สัญญาณเสียงเดิมอีกครั้งหนึ่ง โดยปกติสัญญาณเสียงจะถูกบันทึกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และสามารถเรียกฟังภายหลังได้

โทรสาร (Facsimile, Fax) ปกติการส่ง Fax ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Fax modem ซึ่งมีการทำงานเช่นเดียวกับเครื่อง Modem ธรรมดาทั่วไป การใช้ Fax Modem ทำให้เราสามารถส่งข้อความ, รูปภาพ หรือรูปกราฟไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งในเครือข่ายได้เช่นเดียวกับการ ใช้ Fax ทั่วไป

การประชุมทางไกล (Teleconference) ทำให้เราสามารถประชุมร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในห้องประชุมเดียวกั น ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเข้าร่วมประชุม ระบบนี้อาจจะประกอบด้วยจอภาพขนาดใหญ่และกล้องวีดีโอเป็นตัวส่งสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงเข้าสู่คอมพิวเตอร์และส่งต่อเข้าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบบริการออนไลน์ (Online Services) มีบริษัทเอกชนบางบริษัทที่ให้บริการการใช้คอมพิวเตอร์โดยผู้ขอใช้ต้องสมัครเ ป็นสมาชิกและเสียค่าบริการให้กับบริษัทและผู้ใช้ต้องมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ต่อเข้ากับระบบเครือข่ายที่ต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทผ่านทางสายโ ทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลทางธุรกิจหรือสอบถามปัญหาบางอย่างที่บริษัทให้บริก ารอยู่ เช่นข้อมูลพยากรณ์อากาศ, ข่าวประจำวัน, เกม, การศึกษา หรือข้อมูลการเงิน

http://www.เป็นการเผยแพร่ข้อมูล โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรม Web server เป็นเครื่องให้บริการในระบบ Internet โดยใช้โปรแกรม Web browser เรียกดูข้อมูล โดยมาก ข้อมูลจะอยู่ในรูป HTML ซึ่ง ใน HTML จะมี link ไปยังข้อมูลชุดอื่นได้ โดย กำหนดให้การอ้างถึงข้อมูลชุดอื่นๆ อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า URL จากโครงสร้างพื้นฐานนี้เอง มีผู้สร้าง Web page และ ผู้เรียกดู Web page เป็นจำนวนมาก และเข้ามาแทนที่บริการ Online Service HTML และ โปรแกรม Web browser ได้มีการพัฒนา ให้สามารถเขียนโปรแกรมลงใน Web page เช่น Javascript และ Web server สามารถให้ข้อมูล จากการเรียกการทำงานจาก URL โดยใช้โปรแกรมภาษา เช่น Java, ASP และ PHP




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 1 กันยายน 2552 3:02:52 น.   
Counter : 398 Pageviews.  

บุคลากร หรือ ผู้ใช้ (People)

ในยุคแรกของคอมพิวเตอร์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ มีราคาแพงมาก ทำให้รูปแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นในลักษณะของศูนย์คอมพิวเตอร์ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้งาน โดยผู้ใช้ทั่วไป จะติดต่อให้เจ้าหน้าที่ ให้ประมวลผลข้อมูลให้ การเขียนโปรแกรม เป็นเรื่องยาก การพัฒนาโปรแกรมสำหรับหน่วยงาน จะเป็นการจ้างเขียนโปรแกรม หรือจ้างโปรแกรมเมอร์

การพัฒนาในเรื่อง การแบ่งเวลา ทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานได้เสมือนว่าพร้อมกัน ทำให้ผู้ใช้ เริ่มที่จะได้ใช้คอมพิวเตอร์ ด้วยตัวเอง โดยจะเป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้น เฉพาะงาน ผู้ใช้ทำงานกับเครื่องที่เป็น terminal (มีแป้นพิมพ์ให้ป้อนข้อมูล และ มีจอภาพสำหรับแสดงผล) โดยโปรแกรมทำงานที่เครื่อง เมนเฟรม

ในยุคของ เครื่อง PC คอมพิวเตอร์มีราคาลดลงอย่างมาก ทำให้คนจำนวนมาก เป็นผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องมือที่พบทั่วไป ตามบ้าน โรงเรียน และ ในงานธุรกิจ อีกทั้งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่อง ATM เครื่องคิดเงินตามร้านขายของ แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์อยู่ภายในรถยนต์ หลายๆรุ่น

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ มีหลายคน เช่น ผู้ใช้ปลายทาง (End user) คือผู้ที่ใช้โปรแกรมทำงานที่ต้องการ ในการพัฒนาโปรแกรมนั้นๆ โปรแกรมถูกออกแบบโดย นักวิเคราะห์ระบบ (System analysis) โดยจะวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ เพื่อนำไปเขียนเป็นโปรแกรม โดย โปรแกรมเมอร์ โปรแกรมที่ได้จะถูกตรวจสอบความถูกต้องโดยฝ่ายทดสอบ เมื่อโปรแกรมส่งมอบให้ ผู้ใช้ จะต้องมีการสอนการใช้งาน และ บำรุงรักษาโปรแกรมโดยแก้ข้อผิดพลาดที่พบจากการใช้งานจริง

ในปัจจุบัน มีโปรแกรมสำเร็จรูปจำนวนมาก ที่มีความซับซ้อน ทำให้เกิดผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีทักษะเฉพาะโปรแกรมนั้นๆ เช่น นักเขียนแบบ โดยใช้ AutoCad นักวาดภาพโดยใช้ Photo shop เป็นต้น

การ ใช้งานคอมพิวเตอร์ กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องการในงานธุรกิจทั่วๆ ไป ซึ่งมีต้องการให้บุคลากร อย่างน้อยใช้ Window ขั้นพื้นฐานได้ ใช้โปรแกรม Word Processing ส่ง e-mail และใช้ Web browser เป็นต้น

นอกจากจะใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานแล้ว ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ สำหรับการศึกษา และ ความบันเทิงด้วย มีข้อมูลจำนวนมาก ในระบบ Internet ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกหาความรู้ให้ตนเองได้ ทั้งนี้ ผู้ใช้ต้องพิจารณาแหล่งข้อมูล ตามความเหมาะสม เช่น นักศึกษาปริญญาตรี ไม่ควรนำข้อมูลจาก Web site ของ นักเรียนชั้นประถม ในการทำรายงาน เป็นต้น ข้อมูลจาก Web site มีการเปลี่ยนแปลงสูง Web page อาจจะหายไปเมื่อไรก็ได้ จึงไม่เหมาะสมสำหรับการอ้างอิง ข้อมูลจาก Web site อาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้ ผู้ใช้ควรตระหนักว่า ใครก็ได้ สามารถ สร้าง Web site ได้ แม้กระทั่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพ อาจจะเป็นภาพที่ถูกแก้ไข ทำเทียมได้เช่นกัน

ในการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ สำหรับ ความบันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ ใช้ในการพูดคุยกันโดย e-mail, Web board และ chat ผู้ใช้ต้องตระหนักถึงความเหมาะสม ในเรื่องของเวลา และ สถานที่ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน ของห้องปฏิบัติการของสถานศึกษา ทั้งนี้ เจ้าของบริษัท หรือ มหาวิทยาลัย เป็นผู้ลงทุนด้าน เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และค่าใช้จ่ายในการต่อเครือข่าย โดยหวังประโยชน์ในทางธุรกิจ หรือ เพื่อสนับสนุนทางการศึกษา เป็นต้น ในทางธุรกิจ เริ่มมีการใช้โปรแกรมตรวจสอบการทำงานของพนักงาน ว่าใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรอยู่ ทั้งนี้ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของพนักงาน

ปัญหาเรื่องเด็ก นักเรียน นักศึกษา ติดเกมส์ ใช้เวลาเล่นเกมส์ ทั้งวันทั้งคืน เริ่มจะพบ มากขึ้น ทั้งนี้ การเล่นเกมส์ เพื่อการพักผ่อน เป็นเรื่องปกติ แต่การใช้เวลากับเกมส์มากจนเกินไป ไม่สามารถเลิกเล่นได้ ถือเป็นการเสพติดอย่างหนึ่ง ผู้เล่นเอง ต้องตระนักว่า เกมส์ ก็คือเกมส์ ในความจริงแล้ว เป็นแค่ตัวเลขชุดหนึ่งเท่านั้น การได้แต้มสูง ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการใช้ชีวิตทั้งสิ้น

ในการสื่อสารผ่าน Internet ผู้ใช้ สามารถ ทำตัวเป็นใครก็ได้ ผู้ชาย สามารถแจ้งว่าตัวเองเป็นผู้หญิงก็ได้ เรื่องที่พูดคุย อาจเป็นการแต่เรื่องขึ้นทั้งหมดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้ใช้เอง เป็นที่สังเกตได้ว่า การสื่อสารผ่าน Web board ผู้ใช้มีแนวโน้มก้าวร้าว กว่าการสนทนาตัวต่อตัว

ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากการทำธุรกิจผ่าน Internet ต้องอาศัยการระบุตัวบุคคลอย่างได้อย่างหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง การสวมรอยบุคคลได้ เช่น นำชื่อ นามสกุล หมายเลขประจำตัวของบุคคลอื่นไปใช้ ดังนั้น การให้ข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล และ การเผยแพร่ข้อมูล ส่วนบุคคล ผ่าน Internet หรือ Web site เป็นเรื่องที่ต้องระวัง

เป็นที่กล่าวกันว่า คอมพิวเตอร์ทำงานไม่ผิดพลาด แต่เป็นเพราะผู้ใช้เองที่ผิดพลาด ข้อความนี้ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ที่จะเป็นเช่นนั้น ในทางทฤษฎีแล้ว การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ควรจะถูกต้อง แต่ในสภาพความซับซ้อน อาจเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ

ในปี 1983 หลังจาก IBM PC เริ่มขาย ปรากฏรายงานว่า ถ้าให้เครื่องคำนวณ 100 หาร 10 จะได้ผลลัพธ์ 9.999999999 เป็น bug ในโปรแกรมการคำนวณเลขทศนิยมภายในเครื่อง (BASIC ROM) ได้มีการแก้ไข ให้เครื่องทำงานได้ถูกต้อง

ในปี 1995 มีการรายงาน bug ของ Pentium ว่าคำนวณเลขทศนิยมผิด ภายหลัง Intel ยืนยันข้อผิดพลาดนี้ โดยในการออกแบบ CPU ในส่วนของขบวนการคำนวณเลขทศนิยม มีความผิดพลาด แต่ Intel คำนวณว่า โอกาสที่จะพบข้อผิดพลาดมีน้อยมาก และจะมีผลต่อทศนิยมหลักที่ 9 ถึง 10 โอกาสเกิดแค่ 1 ใน 9 พันล้าน จึงไม่ได้แก้ไข แต่ภายหลังก็ตรวจพบโดยผู้ใช้

ในโปรแกรม โอกาสที่จะพบเห็นข้อผิดพลาดมีมากกว่า ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการ ก็มีข้อผิดพลาดได้ ซึ่งมีผลทำให้ Application โปรแกรม ทำงานผิดพลาด ในทำนองกลับกัน Application โปรแกรมที่ทำงานผิดพลาด อาจจะทำให้ระบบล้มเหลว แม้ว่าระบบปฏิบัติการจะพยายามป้องกันในส่วนนี้ก็ตาม

ในระบบ ปฏิบัติการ Microsoft Window เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Blue screen of death ทั้งนี้บริษัทผู้ผลิต software ก็พยายามแก้ไข จุดบกพร่อง โดยสร้าง patch ขึ้นมาเพื่อเปลียนโปรแกรมในส่วนที่มีข้อผิดพลาด แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในบางครั้ง อาจจะมีมูลค่าความเสียหายกับทางธุรกิจ เป็นมูลค่าสูง

ในปี 1990 เริ่มมีบทความตระหนักถึงข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับระบบคอมพิวเตอร์ ในปี 2000 เป็นที่เรียกกันว่า ปัญหา Y2K ทั้งนี้เกิดเนื่องจาก การเก็บข้อมูลปีมักจะใช้ตัวเลขเพียง 2 หลัก เช่น 2 มกราคม 1990 จะแทนด้วยเลข 990102 โดยแทนด้วย ปี เดือน วัน เพื่อสะดวกในการเรียงข้อมูล การเก็บข้อมูลด้วยวิธีดังกล่าว จะมีปัญหาในปี 2000 เนื่องจาก วันที่ 1 มกราคม 2000 จะแทนด้วยเลข 000101 ซึ่งจะทำให้การเรียงข้อมูลผิดจากที่ต้องการ และ การคำนวณโดยเฉพาะ การลบ วันที่ หาช่วงเวลาจะผิดพลาดทันที ปัญหาดังกล่าว ทำให้มีการแก้ไขโปรแกรมกันอย่างมาก ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 มกราคม 2000 ผ่านมาได้ด้วยดี คาดว่างบประมาณที่ใช้โดยรัฐบาล และ บริษัททั่วโลกในการแก้ปัญหานี้ กว่า 8.58 แสนล้านเหรียญ (ทั้งนี้ตัวเลขประมาณการของแต่ละแห่งแตกต่างกัน)

ในปีค.ศ. 1999 ยาน Mars Climate Orbiter ของ NASA ราคา $125ล้านเหรียญ ถูกทำลายขณะเข้าสู่บรรกาศของดาวอังคาร ผลการสอบสวนพบว่า โปรแกรมคำนวณของ สองทีม ใช้หน่วยไม่เท่ากัน ทีมที่หนึ่งใช้ หน่วยของแรงเป็น ปอนด์-วินาที อีกทีมใช้หน่วนเป็น นิวตัน ซึ่งมีค่าแตกต่างกัน 4.45 เท่า

จะเห็นว่า การทำงานของคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า กรณีที่ยกมา คือ การป้อนข้อมูลผิดพลาด ซึ่งมีผลต่อการคำนวณที่ตามมา จะให้ข้อมูลผิดพลาดเช่นกัน เป็นที่กล่าวกันว่า Garbage in, Garbage out ถ้าใส่ขยะเข้าไป ก็ได้ขยะ ออกมา การคำนวณ ก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรม ซึ่งโปรแกรม ก็อาจจะมีข้อผิดพลาดได้เช่นกัน ปัญหาในการเลือกใช้ โปรแกรม หรือ ส่วนของโปรแกรม ขึ้นกับผู้ใช้ เพราะโปรแกรม เป็น แบบจำลองของระบบ เท่านั้น มิใช่ตัวระบบเอง ซึ่งมีข้อจำกัด โดยเฉพาะสมมุติฐาน ที่เป็นต้นแบบ ของโปรแกรมนั้นๆ เช่น โปรแกรม SPSS สามารถช่วยในการคำนวณค่าทาง สถิติได้ แต่การจะเลือก ว่าใช้การคำนวณใด ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในเรื่องสถิติ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยบเทียบค่าเฉลี่ย เหมาะสมกับข้อมูลจำนวนมาก ที่มีการกระจายแบบ Normal distribution แต่ค่าเฉลี่ยอาจจะเปรียบเทียบกันโดยไม่มีความหมาย ถ้าการกระจายของข้อมูล ต่างกัน เป็นต้น

ปัญหาเรื่องคอมพิวเตอร์ Virus, Worm, Trojan เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน ผู้ใช้ต้องตระหนัก และ ป้องกันตัวเอง จากโปรแกรมเหล่านี้ Virus เป็นโปรแกรม ที่สามารถทำสำเนาตัวเอง ไปติดกับโปรแกรมอื่นๆ ได้ เมื่อสั่งให้โปรแกรมที่ติด Virus ทำงาน โปรแกรมอื่นในเครื่องหรือในระบบเครื่อข่าย ก็จะติด Virus ไปด้วย ในขณะที่ Worm จะเป็นโปรแกรมเดี่ยว ที่หาจุดอ่อนของระบบ เมื่อพบและเข้าสู่ระบบได้ จะ คัดสำเนา ตัวเอง และโปรแกรมประเภท Trojan เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เป้าหมาย จากนั้น อาจจะแพร่กระจายตัวเองต่อไป ด้วยวิธีเดียวกัน ไปที่เครื่องอื่นๆต่อไป เป็นหน้าที่ของผู้ใช้ ที่จะต้องติดตั้งโปรแกรมป้องกันโปรแกรมเหล่านี้ และ ต้องปรับปรุงระบบ โดยการ update โปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการ ทั้งนี้ โปรแกรมเหล่านี้ บางครั้งจะทำให้ข้อมูลในเครื่องหายไปได้ ทำให้เครื่องไม่สามารถทำงานได้ ในหลายกรณี จะทำให้ระบบเครือข่ายช้าลง หรือทำงานไม่ได้ ทำให้ผู้อื่นในระบบใช้งานเครือข่ายไม่ได้ เพราะมีเครื่องหนึ่งเครื่องในเครือข่ายติด Virus




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 1 กันยายน 2552 3:01:42 น.   
Counter : 421 Pageviews.  

ข้อมูล(Data)

ข้อมูลคือสิ่งที่ผู้ใช้สนใจ ซึ่งขึ้นอยูกับการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ ในทางธุรกิจ ข้อมูลการขายสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ เช่น จำนวนสินค้าที่ขายได้ในแต่ละครั้ง ราคาที่ขาย ในการก่อสร้าง การควบคุมงาน ต้องการทราบจำนวนคนงาน ปริมาณวัสดุที่ใช้ในแต่ละวัน รวมถึงแผนการทำงาน ในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการปริมาณวัสดุ กำลังการผลิต และ จำนวนของเสีย เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ จะต้องเก็บรวบรวม โดยขบวนการอัตโนมัติ หรือการจดบันทึก ข้อมูลจะถูกประมวลผล เช่น สรุปยอดรายวัน รายเดือน เป็น สารสนเทศ เพื่อประโยชน์ ในการตัดสินใจในการทำงาน ทั้งนี้ ข้อมูลต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน จึงจะได้ สารสนเทศ ที่มีประโยชน์ อีกทั้งต้องสรุปข้อมูลได้ภายในเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ การประมวลผลข้อมูลอาจทำได้เองโดยผู้ใช้ข้อมูล เมื่อปริมาณของข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ จะทำได้รวดเร็ว ถูกต้อง

คอมพิวเตอร์ ยังให้ สารสนเทศ จากการจำลองระบบ โดย ผู้ใช้ สร้างแบบจำลอง และทดลองเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ เพื่อดูข้อมูลผลของการจำลองระบบ เช่น การจำลองโครงสร้างอาคาร ทดลองเปลี่ยนโครงสร้าง และหาความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้าง การจำลองการทำงานของเครื่องยนต์ หาค่าความเค้น ของชิ้นส่วนต่างๆ การจำลองวงจรไฟฟ้า เพื่อหาคุณลักษณะของสัญญาณไฟฟ้าที่จุดต่างๆในวงจร เป็นต้น

คอมพิวเตอร์ ใช้เป็นเครื่องมือในการบันทึกข้อมูล เช่นการใช้บันทึกเอกสาร เนื่องจากสามารถ แก้ไขได้โดยง่าย และสามารถทำสำเนาได้โดยเกือบจะไม่มีค่าใช้จ่าย และ การสืบค้นข้อมูล ที่จัดเก็บทำได้สะดวก ข้อมูลยังถูกเผยแพร่โดยอาศัยระบบเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์เช่นในระบบ Internet มีการสร้าง Web site จำนวนมาก เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ
2.3.1. ข้อมูล และ การประมวลผล

ความจริงแล้ว คอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดๆ ได้เลย สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้คือ ทำตามคำสั่งที่ได้ถูกโปรแกรมไว้ คอมพิวเตอร์ทำงานโดยอาศัยความแตกต่างของสถานะทางกายภาพ 2 สถานะ ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า ขั้วแม่เหล็ก หรือการสะท้อนของแสงเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ คือ สถานะ การเปิด หรือ การปิดของสวิทช์ เท่านั้น

ฉะนั้นคำว่า ข้อมูล (Data) จึงหมายถึงสถานะเปิด/ปิด (0/1) ที่ได้ถูกจัดกลุ่ม คอมพิวเตอร์จะนำข้อมูลดังกล่าว มาจัดรูปแบบใหม่ให้ได้เป็นสิ่งที่เรียกว่า สารสนเทศ (Information) ซึ่งจะเป็นผลที่ได้จากการประมวลข้อมูลโดยโปรแกรม เพื่อสามารถสื่อสารความหมายบางอย่างได้ดีขึ้นมากกว่า ข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการประมวลผล เช่น ข้อมูลเป็นตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต่ถ้าได้ประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ ในรูปของรายงาน ตาราง หรือกราฟ ก็จะสามารถสื่อสารความหมายบางอย่างได้ดีขึ้น (ดูรูปที่ 36) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้

การแทนข้อมูลในคอมพิวเตอร์

สถานะของสวิทช์อิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ภายในคอมพิวเตอร์นั้นจะถูกแทนด้วยตัวเลข เนื่องจากสวิทช์มีแค่ 2 สถานะ คือ ปิดและเปิด ตัวเลขที่ใช้แทนสถานะของสวิทช์ก็จะมี 2 ตัว เช่นเดียวกัน คือ 0 และ 1 ระบบตัวเลขที่มีการใช้ตัวเลขเพียง 2 ตัวนี้ เรียกว่า Binary system ถ้าต้องการแทนตัวเลขที่มีค่ามากกว่า 1 ก็จะต้องใช้ตัวเลข 2 ตัว

สำหรับข้อมูลประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลตัวอักษร, ข้อมูลรูปภาพ หรือแม้กระทั่งคำสั่งในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็จะถูกแทนด้วยเลข 0 และ 1 นี้ เช่นเดียวกัน ตัวอักษรที่เราเห็นบนจอภาพคอมพิวเตอร์นั้นเป็นเพียงวิธีการที่คอมพิวเตอร์ ใช้สัญลักษณ์แทนตัวเลขเท่านั้น

เมื่อพูดถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้ว สวิทช์แต่ละตัวที่ใช้แทนสถานะเปิด/ปิด 1 ตัวนั้นเรียกว่า บิต (bit) ดังนั้น bit จึงเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หน่วยที่ใหญ่ขึ้นของบิต คือ กลุ่มของบิตจำนวน 8 บิต เรียกว่าไบต์ (byte) และด้วยจำนวน 8 บิตหรือ 1 ไบต์นี้เอง ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแทนค่าของตัวเลขได้ 256 ค่าด้วยกัน คือ 0 ถึง 255 (ซึ่งก็คือ 0 ถึง 28 ) และตัวจำนวนบิตขนาด 8 บิตนี้สามารถใช้แทนตัวอักษรต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างครบถ้วน

การเข้ารหัสตัวเลข

ตัวเลขในคอมพิวเตอร์ สามารถ แทนได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับรูปแบบตัวเลขที่ต้องการใช้งาน ตัวเลขจำนวนเต็ม สามารถแทนได้ด้วย เลขฐานสองโดยตรง โดยกำหนดจำนวน บิทที่ใช้ โดยปกติ CPU จะออกแบบ ให้มีจำนวนบิท ใน ตัว CPU เป็น 8 บิท หรือ 16 บิท และออกแบบ วงจรการคำนวณให้ใช้กับ ตัวเลขแบบ 8 บิท หรือ 16 บิท ซึ่งจะคำนวณได้เร็ว สำหรับเลขจำนวนเต็มน้อยๆ ก็แทนด้วย เลข 8 บิท (0-256) ถ้ามากกว่านั้นก็ใช้เลข16 บิท (0-65536) ในกรณีที่ต้องการตัวเลขลบ เช่น -1 วิธีหนึ่ง คือใช้บิทหน้า เป็น บิทเครื่องหมาย เช่น สำหรับ 8 บิท ให้ บิทที่ 8 แทนเครื่องหมายโดยให้ 0 เป็นบวก และ 1 เป็นลบ ที่เหลือ 7 บิท จะได้เลข 0 – 127 (จะได้ เลข ศูนย์ 2 ตัว เป็น ศูนย์บวก และ ศูนย์ลบ ซึ่งเป็นเลขฐานสองที่ไม่เท่ากัน) ตัวเลขลบอาจจะใช้วิธีที่เรียกว่า two complement แทนก็ได้

ตัวเลขในระบบฐาน 10 อาจแทนด้วยเลขฐาน 2 ในแต่ละหลัก เช่น 12 แทนด้วยเลขฐาน 2 ขนาด 4 บิท สองตัวคือ 0001 0010 ก็ได้ วิธีการนี้ เรียก Binary Coded Decimal ที่ใช้ 4 บิทต่อ 1 ตัวเพราะต้องการแทนตัวเลข 0-9 และทั้งนี้ การบวก ลบ เลข ต้องใช้การคำนวณพิเศษกว่า บวก ลบ เลขฐาน 2 โดยตรง เนื่องจากการทดข้ามหลัก ไม่เหมือนกัน

ตัวเลขจุดทศนิยม มีการแทนค่าได้หลายวิธีเช่นกัน วิธีหนึ่งเรียกว่า IEEE floting point (IEEE754) เป็นมาตรฐานที่นิยมโดยจะอยู่ในรูป เลขฐาน 2 จำนวน 32 บิท บิทที่ 31 เป็นเครื่องหมาย บิทที่ 30-23 (8 บิท) เป็นส่วน Exponent หรือส่วนของ 10 ยกกำลัง (โดยค่า 127 หมายถึง 0 ดังนั้น 8 บิทจะแทนค่าได้จาก -127 ถึง 128) ส่วนสุดท้าย บิทที่ 22 ถึงบิทที่ 0 เป็น ส่วนของตัวเลข

รหัสตัวอักษร (Text Codes)

รหัสตัวอักษรคือ ค่าตัวเลขที่ใช้แทนอักขระต่างๆ มาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบันใหญ่ๆ คือ รหัส ASCII และ รหัส UNICODE

ASCII (American Standard Code for Information Interchange) รหัส ASCII เป็นรหัสที่ใช้กันในคอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง (ดูตารางที่ 2) เป็นรหัสที่ใช้เลขฐานสองขนาด 7 บิต จึงแทนค่าตัวอักขระได้ 127 ตัว (27 ตัว)

ข้อมูลเสียง ได้จากการเปลี่ยน เสียง ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า โดย ไมค์โครโฟน คอมพิวเตอร์ จะเปลี่ยนให้กลายเป็น ค่าตัวเลข แทน ความแรงของสัญญาณเสียง (โวลต์) ณ.เวลาหนึ่งๆ ตามช่วงเวลาการสุ่มที่กำหนด(รูปที่ 38) โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Analog to digital converter ค่าตัวเลขนี้ สามารถแปลงกลับให้เป็น สัญญาณไฟฟ้า ออกทาง Audio output โดย digital to analog converter ผ่านเครื่องขยายเสียง และ ลำโพง เป็น เสียง กลับมาได้ ในการเก็บข้อมูลเสียง จะมีการบีบอัดข้อมูล เพื่อให้จำนวนข้อมูล น้อยลง โดยมีคุณภาพ เสียงใกล้เคียงกับของเดิม ได้หลายวิธี วิธีหนึ่งที่แพร่หลายในปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า แฟ้มข้อมูลแบบ MP3 ซึ่งเป็นการเข้ารหัสเสียง แบบ MPEG-1 Audio Layer 3 ทั้งนี้ การเข้ารหัสแบบนี้ ข้อมูลบางส่วนสูญหายไป แต่คุณภาพของเสียง ได้ใกล้เคียง โดยผู้ฟัง อาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างได้ แต่ทั้งนี้ขนาดของข้อมูลลดลงได้กว่า 10 เท่าของข้อมูลการสุ่มค่าตามปกติ

ภาพยนตร์สามารถมองได้เป็นสองส่วน คือ ชุดของภาพ และ เสียง โดย การแสดงภาพทางจอภาพให้ได้มากกว่า 16 ภาพต่อวินาที ตาของมนุษย์จะมองเป็นเป็นภาพต่อเนื่อง แสดงการเคลื่อนไหวได้ ไม่กระตุก การเก็บข้อมูลภาพยนตร์ในคอมพิวเตอร์ ใช้หลักการเดียวกันกับการเก็บภาพ ส่วนหนึ่ง และเก็บเสียงอีกส่วนหนึ่ง การเก็บแต่ละภาพ ใช้การบีบอัดข้อมูลเช่นกัน และ สามารถบีบอัดข้อมูลระหว่างภาพด้วย กล่าวคือ โดยปกติ ภาพที่ต่อเนื่องกันในภาพยนตร์ จะเหมือนๆ กัน ดังนั้น แทนที่จะเก็บภาพที่สอง ใช้วิธีหาผลต่างระหว่างภาพที่ หนึ่งและสอง แล้วเก็บผลต่างแทน เพราะจะมีจำนวนข้อมูลที่ต้องเก็บน้อยกว่า การเก็บข้อมูลภาพยนตร์มีหลายรูปแบบ เช่น แบบ avi, wmv และ mpeg เป็นต้น




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 1 กันยายน 2552 3:01:04 น.   
Counter : 298 Pageviews.  

ซอฟต์แวร์ (Software)

คอมพิวเตอร์จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีโปรแกรมที่ทำให้เครื่องทำงานตามชุดคำสั่ง เหล่านั้น ในขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่งของโปรแกรมเรียกว่ามันกำลัง run หรือ execute โปรแกรมนั้น ๆ ซอฟแวร์มีความหมายรวมของโปรแกรม หลายโปรแกรม รวมเป็นการใช้งานหนึ่งๆ และ เอกสารประกอบการใช้งานของโปรแกรมเหล่านั้น ซอฟแวร์แบ่งได้เป็น สองประเภทใหญ่ คือ ซอฟแวร์ระบบ และ ซอฟแวร์ประยุกต์


2.2.1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)

เป็นซอฟต์แวร์ ที่ควบคุมการทำงานคอมพิวเตอร์ และ ใช้ในการพัฒนา ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์เครื่องมือ ซอฟต์แวร์แปลงภาษา ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีซอฟต์แวร์ ประยุกต์ หลายตัวที่ทำหน้าที่เหมือนกับ ซอฟต์แวร์ระบบ

ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System)

เมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีการทำงานตามโปรแกรม ที่เก็บอยู่ใน ROM ของเครื่อง โดย โปรแกรมจะตรวจสอบตัวเอง (Seft-test) เป็นขั้นตอนที่จะจำแนกอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบขนาดหน่วยความจำและตรวจสภาพของตัวเครื่อง จากนั้นโปรแกรมจะหา ระบบปฏิบัติการ โดยการเรียกดู floppy disk หรือ hard disk เพื่อค้นหาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ เมื่อค้นพบโปรแกรมระบบปฏิบัติการแล้ว ระบบปฏิบัติการจะถูกอ่านเข้ามาเก็บ (Load) ไว้ในหน่วยความจำ และ โปรแกรมใน ROM จะยกการทำงานให้ระบบปฏิบัติ คอมพิวเตอร์ก็พร้อมที่จะรับคำสั่งการทำงานจากอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล (input devices) เช่น คีย์บอร์ดหรือเมาส์ จากจุดนี้ไป ผู้ใช้ก็สามารถสั่งคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการได้ ระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมที่เป็นตัวบอกให้คอมพิวเตอร์รู้ว่าจะติดต่อสื่อสา รกับผู้ใช้อย่างไรและจะใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ได้อย่างไร (เช่นคีย์บอร์ด, เครื่องขับจานแม่เหล็ก) และ จะยังคงทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาที่เราเปิดใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์

ซอฟต์เแวร์ระบบปฏิบัติการ มีหน้าที่ ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยเป็นโปรแกรมระหว่าง ซอฟแวร์ประยุกต์ และ hardware โดย ซอฟแวร์ประยุกต์จะเรียกใช้ hardware ผ่าน OS Application Programming Interface (API) เพื่อความสะดวกในการพัฒนา โดยไม่ต้องโปรแกรมกับ Hardware โดยตรง ซึ่ง hardware แต่ละรุ่น อาจจะมีชุดคำสั่งในการทำงานที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ผู้ผลิต hardware จะเขียนโปรแกรม device driver ที่ทำให้ ระบบปฏิบัติการเรียกใช้การทำงานของ hardware นั้นๆได้

ระบบปฏิบัติการ มีหน้าที่ จัดการ ทรัพยากรของระบบ ให้แก่โปรแกรมต่างๆ เช่น เวลาในการใช้งานหน่วยประมวลผล, เนื้อที่หน่วยความจำสำหรับแต่ละโปรแกรม, จัดการข้อมูลที่ได้รับเข้าจากอุปกรณ์รับข้อมูล และ ข้อมูลที่ส่งไปยังอุปกรณ์แสดงผล ในปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่ เป็นระบบที่สามารถทำงานเสมือนว่าพร้อมกันได้ หลายโปรแกรม ระบบปฏิบัตการจะให้แต่ละโปรแกรม ประมวลผลเป็น ระยะเวลาหนึ่ง แล้ว สลับไปทำอีกโปรแกรม เนื่องการการสลับการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนว่าโปรแกรมทำงานตลอดเวลาพร้อมกัน เช่น โปรแกรมสำหรับฟังเพลง มีเสียงต่อเนื่อง ขณะผู้ใช้พิมพ์งานในโปรแกรม word เป็นต้น

ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Microsoft window, Linux สำหรับเครื่อง PC, และ Unix สำหรับเครื่อง Workstation

Microsoft Window เป็นระบบปฏิบัติการ พร้อมกับ Graphic User Interface (GUI) โดยมีหลายรุ่น ตั้งแต่ Windows 3.1, Window 95, Window 98, Window NT, Window 2000, Window XP และ จะมีรุ่นสำหรับเครื่อง Server เช่น Window NT server, Window 2000 Server และ Window 2003 Server เป็นต้น

Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่เหมือนกับ unix โดยเขียนขึ้น เพื่อทำงานกับเครื่อง PC Linux มีการแสดงผลแบบตัวหนังสือ สามารถใช้งานกับโปรแกรม X-Window เพื่อให้มีการแสดงผลแบบ GUI Linux เป็น Free ware คือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรม มีผู้จัดชุดโปรแกรม Linux รวมกับโปรแกรมอื่นที่ทำงานได้บน Linux เพื่อให้ง่ายต่อการติดตั้งอยู่หลายที่ เช่น Red Hat, SuSE, Debian เป็นต้น ภายหลัง ได้มีการปรับ Linux ให้สามารถทำงานได้กับ Microprocessor หลายรุ่น รวมไปถึง Workstation และ PDA

ซอฟต์แวร์เครื่องมือ

โดยปกติจะมีมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเพื่อให้สามารถใช้งานเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้ ในระบบ Command line interface ระบบปฏิบัติการ จะเรียกใช้งานโปรแกรมเครื่องมือ ที่เรียกว่า Command line interpreter ซึ่ง ทำหน้าที่รับข้อมูลจากแป้นพิมพ์ แล้วแสดงตัวหนังสือที่หน้าจอ และ ตีความคำสั่ง ว่าให้ทำงานอะไร ซึ่งอาจจะเป็นการเรียกใช้โปรแกรมอื่นๆ หรือเป็นคำสั่งที่ Command line interpreter รู้จัก แล้วทำงานไปตามนั้น โปรแกรม Command line interpreter ใน MS DOS คือ โปรแกรม command.com ในระบบ Unix จะมีหลายตัวเช่น Bourne Shell, C Shell, Korn Shell, Bash เป็นต้น

เครื่องมือพื้นฐานที่โดยมาก ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ คือ โปรแกรมสำหรับ format disk โปรแกรมสำหรับดูว่า ใน disk มีแฟ้มข้อมูลอะไรบ้าง โปรแกรมลบแฟ้มข้อมูล เป็นต้น


2.2.2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานบางอย่างที่ ตนเองต้องการเราสามารถจัดกลุ่มของ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

- ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing)

- ซอฟต์แวร์ตารางคำนวณ (Spreadsheets)

- ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database management)

- ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation)

- กราฟฟิกส์ (Graphics), มัลติมิเดีย (Multimedia)

- ซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาและการบันเทิง

- ซอฟต์แวร์สื่อสาร

ระบบงานที่ต้องการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ อาจจะมีการทำงานที่ไม่เหมือนกับซอฟต์แวร์ สำเร็จรูป ดังนั้นผู้ใช้ อาจจะเลือกที่จะเขียนโปรแกรมขึ้นมาใช้เอง โดยการจ้างเขียนโปรแกรม หรือ พัฒนาขึ้นเองในองค์กร โดยการจ้างโปรแกรมเมอร์ การพัฒนาซอฟแวร์ อาจใช้เวลาเป็นปี และเสียค่าใช้จ่ายมาก

ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมีขายทั่วไป ซึ่งมีหลากหลายมาก ทั้งที่ใช้งานทางธุรกิจ เช่นโปรแกรมบัญชี งานทางวิศวกรรม เช่น AutoCAD ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป บางชุด เป็น shareware กล่าวคือ ใช้ได้ฟรีในบางส่วน หรือ เฉพาะช่วงเวลา เช่น 15 วัน ถ้าต้องการใช้ ต้องซี้อจากผู้ขาย ซอฟต์แวร์แบบ freeware เป็นซอฟต์แวร์ที่ให้ใช้ได้ฟรี แต่มี freeware หลายชุด ที่เป็น adware กล่าวคือ จะมีส่วนของการโฆษณาขายสินค้าติดมาด้วย
ซอฟต์แวร์ Word Processing เป็นซอฟต์แวร์ ที่รับตัวหนังสือจากแป้นพิมพ์ แล้วแสดงผลทางจอภาพ สามารถบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ใน แฟ้มข้อมูลได้ และ นำข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลนั้น มาแก้ไขได้ ต่อมาได้มีการพัฒนาความสามารถให้เปลี่ยนรูปร่าง ของตัวหนังสือได้ (font, type face) ความสามารถในการจัดหน้ากระดาษในการพิมพ์ การตรวจคำ ฯลฯ เมื่อระบบปฏิบัติการเป็นแบบ GUI ซอฟต์แวร์ด้าน Word Processing ได้ใช้หลักการ What you see, What you get (WYSWYG) กล่าวคือ สิ่งที่พิมพ์ จะเหมือนกับที่ปรากฏหน้าจอภาพ

ซอฟต์แวร์ Spreadsheet มองข้อมูลในรูปแบบของตาราง โดย แต่ละช่องของตารางอาจเป็นข้อมูลดิบ หรือ สูตรการคำนวณ โดยสูตรการคำนวณ จะเป็นการป้อนสูตร ที่อยู่ในรูปแบบ ของ ค่าคงที่ ค่าภายในช่องอื่นๆ เครื่องหมายการคำนวณ และ function การคำนวณ ต่างๆ โดยแต่ละช่อง จะมีชื่อแทน เพื่อใช้ในสูตรคำนวณ เมื่อมีการเปลี่ยนค่าในช่อง ช่องอื่นๆทีมีสูตรใช้ค่าในช่องที่เปลี่ยนค่า จะทำการคำนวณสูตรใหม่ และแสดงค่าใหม่ที่ได้ ตัวอย่างของ โปรแกรม Spreadsheet เช่น Microsoft Excel

ซอฟต์แวร์ Database management system (DBMS) เป็น ระบบซอฟต์แวร์ ที่ใช้จัดเก็บข้อมูล และ สืบค้นข้อมูล โดยมองว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ในรูป ชุดข้อมูล (record) สามารถจัดเก็บในรูปแบบของตารางชุดข้อมูล การสืบค้นทำได้โดยกำหนดเงื่อนไขที่ต้องการให้ระบบ เลือกข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไข มานำเสนอ และข้อมูลที่เก็บไว้ สามารถ นำมาแก้ไขได้ ตัวอย่างของระบบ DBMS เช่น Microsoft Access, Microsoft SQL, Oracle, IBM DB2, MySQL เป็นต้น

ซอฟต์แวร์สำหรับ Presentation เป็นซอฟต์แวร์สำหรับการนำเสนอข้อมูล มีแนวความคิดมาจากการฉายไสลด์ โปรแกรมประเภทนี้ ใช้แสดงข้อมูลตัวหนังสือ รูปภาพ ทำ animation แทรกเสียงได้ ตัวอย่างโปรแกรมสำหรับ Presentation เช่น Microsoft PowerPoint




 

Create Date : 01 กันยายน 2552   
Last Update : 1 กันยายน 2552 3:00:16 น.   
Counter : 379 Pageviews.  

1  2  3  

artchula66
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกท่านที่หลงเข้ามาดู เหอะ ๆ ถ้าชอบใจบล็อคนี้ ขอคุยหลังไมค์ได้นะ
Since 1998 much more ..
[Add artchula66's blog to your web]