Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
5 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 
แก้ปัญหา 3 จชต.ใช่ยาก หากรู้ทางโจร (โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์)



เป็นบทความเก่าที่พลเอกหาญเคยเขียนไว้เมื่อปี 2556

แต่ผมอ่านแล้วก็ยังรู้สึกว่าทันสมัย

และอธิบายสถานการณ์นไว้อย่างน่าสนใจ

อ่านแล้วอยากให้ คสช.

ดึงพลเอก หาญกลับมาช่วยงานจังครับ

...................................................................

วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 10:53:30 น.

โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์

...................................................................

"รู้เขา รู้เรา-รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง"

วาทะกรรมของปราชญ์ทหาร ชาวจีน

ขอนำมาเป็นความนำเพื่อเป็นข้อคิด

ของบรรดาทหารแก่ รุ่นพี่ รุ่นน้อง

ที่เกษียณราชการไปแล้ว

หรือแม้แต่ที่ยังรับใช้ชาติอยู่

...................................................................

เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า การก่อความไม่สงบ

ด้วยการก่อการร้ายของทหารอาร์เคเค

ติดอาวุธเพียง 7,000-8,000 คน

โจรฯทำอย่างไรที่สามารถยันกำลังทหาร

และกำลังกึ่งทหารในพื้นที่ 3 จชต.

ซึ่งมีมากกว่าหลายสิบเท่าได้ และทำให้ฝ่ายเรา

มีการสูญเสีย บาดเจ็บ พิการ ตาย

ปัจจุบันนี้มียอดผู้เสียชีวิตทั้งชาวบ้าน

และเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง

(ทหาร,ตำรวจ,ตชด.,อส.ต่างๆ)

มีจำนวน 5,000 เศษ

และบาดเจ็บพิการอีก 10,000 เศษ

...................................................................

สถานการณ์ก่อการร้ายที่ 3 จชต.

ได้ยืดเยื้อมาเกือบครบ 10 ปีแล้ว

(บทความนี้ พลเอกหาญ เขียนเมื่อปี 2556)

ถ้าจะนับตั้งแต่เกิดเหตุร้ายเมื่อ 4 มกราคม 2547

โจรคงจะมีกูรูผู้เชี่ยวชาญการวางแผน

และการรบแบบกองโจรชั้นยอดเยี่ยม

สามารถทำให้ฝ่ายเราซึ่งมีกำลังมากกว่า

และเหนือกว่า ในศักยภาพการรบ

แต่ไม่สามารถทำให้การก่อความไม่สงบยุติลงได้

สถานการณ์ที่ 3 จชต.

ปัจจุบันนี้เป็นสถานการณ์สงคราม

...................................................................

สงครามจะยุติลงได้ก็ด้วย "สงครามเท่านั้น"

...................................................................

ในอดีตที่ชาติไทยของเราติดอยู่ในสงครามเย็น

เกือบ 20 ปี แต่สามารถผ่านสงครามเย็น

มาได้ด้วยยุทธศาสตร์ "การเมือง นำการทหาร"

แต่ถ้าศึกษาให้ลึกลงไปในยุคศาสตร์ "

การเมืองนำการทหาร" นั้นก็จะพบว่า

ก่อนจะบรรลุชัยชนะในทางการเมืองนั้น

ต้องใช้กำลังปฏิบัติการทางทหารก่อนทั้งสิ้น

ซึ่งผมต้องให้เกียรติกับกองทัพบกที่รู้ทัน

โจรก่อการร้ายในช่วงนั้นคือ กองทัพปลดแอก

ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ทปท.)

ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ทางภาคเหนือ

คือเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ฐานที่มั่นภาคอีสาน

ที่ภูพาน จ.สกลนคร ฐานที่มั่นภาคใต้

ที่เขาน้ำค้าง จ.สุราษฎร์ธานี ฐานที่มั่น

(เบสแอเรีย) คือพื้นที่ที่ฝ่ายโจร

คือ ทปท. ยึดพื้นที่นั้นๆ ได้แล้ว

หมายถึงฝ่ายโจรมีอำนาจรัฐซ้อน

อำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาล การเมือง

และการปกครองในพื้นที่เป็นของโจรฯ

อำนาจของข้าราชการฝ่ายปกครอง

และตำรวจมีตามตัวหนังสือเท่านั้น

เพื่อมิให้สงครามกองโจรฯในสงครามเย็น

ก้าวไปสู่ขั้นรุกได้ ทบ.จึงได้ออกคำสั่ง

ให้ทุกกองทัพภาค ทำการรุกทางทหาร

ต่อที่หมายสำคัญในพื้นที่ของ ทภ.ต่างๆ

ปรากฏว่า ฐานที่มั่นของ ทปท.

ที่ภูพานพื้นที่ ทภ.2 และที่เขาค้อ

พื้นที่ ทภ.3 ถูกฝ่ายเรา

จับยึดและทำลายได้หมด

เว้นทาง ทภ.4 ซึ่งฝ่าย ทปท.ยังคงดำรง

การต่อสู้ไปได้อย่างยืดเยื้อจนกระทั่ง

เมื่อ ทบ.ส่ง พล.ท.หาญ ลีนานนท์

ไปเป็น มทภ.4 ห้วงเวลาปี 24-26

สงครามเย็นช่วงสุดท้ายในชาติ

ก็ได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิงด้วยนโยบายใต้ร่มเย็น

ของ "แม่ทัพหาญ" เพราะฐานที่มั่นหลัก

ที่เขาน้ำค้าง จ.สุราษฎร์ธานี และฐานย่อยๆ

ของ ทปท.ที่พัทลุง, ตรัง และนครศรีธรรมราช

ถูกฝ่ายเราตีแตกและจับยึดได้หมด

เมื่อหมดกำลังติดอาวุธ และสูญเสีย

ฐานที่มั่นทุกภาคของประเทศ

"พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย"

ก็หมดโอกาสที่จะโค่นล้มรัฐบาล

และยึดอำนาจทางการเมือง

เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง

ให้เป็นไปตามที่ พคท.ต้องการได้

...................................................................

อย่างไรก็ดี เชื่อว่า พคท.มิได้ตาย

หรือหายไปจากแผ่นดินนี้

ตราบใดที่อำนาจเผด็จการอิทธิพล

และอำนาจมืดยังมีอยู่ในสังคม

ของประเทศไทยตั้งแต่ระดับชาติ

จนถึงระดับท้องถิ่น

...................................................................

เมื่อหันมาดูสงครามที่

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (3 จชต.)

ซึ่งขบวนการโจรก่อการร้ายบีอาร์เอ็นโคออดิเนต

ประกาศยืนยันว่า ตนเป็นผู้รับผิดชอบ

การก่อการร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่ผู้เดียว

การก่อการร้ายที่ 3 จชต.นั้น

แตกต่างกว่าการก่อการร้าย

ในสงครามเย็นในอดีตโดยสิ้นเชิง

เรื่องสำคัญฝ่ายเราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ

1.การก่อการร้ายที่ 3 จชต.นั้น

ฐานที่มั่นของโจรในสงครามนี้อยู่ในหมู่บ้าน

โจรวางกำลังทหารอาร์เคเค 8-12 คน

ไว้ในแต่ละหมู่บ้านสีแดง

อำนาจการปกครอง และการเมือง

เป็นของโจรฯชาวบ้านไม่มีใครเห็น

หรือรู้จักอาร์เคเค แต่ก็รู้ว่า

ทุกย่างก้าวของตนนั้นอยู่ในสายตาของ

กลุ่มอาร์เคเค โดยตลอด

ใครที่ยืนเป็นกลาง หรือพูดกับ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ บ่อยๆ

ไม่ช้าก็ตายหรือหายไปจากหมู่บ้านโดยไม่รู้สาเหตุ

ชาวบ้านกลัวโจรฯยิ่งกว่าฝ่ายปกครองและตำรวจ


2.โจรฯมีหน่วยการเมือง เรียกว่า อาเยาะห์

อยู่ในหมู่บ้าน อาเยาะห์เป็นหน่วยเปิดใครๆ ก็รู้จัก

เพราะอาเยาะห์เข้าใกล้ชิดชาวบ้าน

เกาะติดมวลชนหนุ่มสาว ใครมีอุดมการณ์

"ปลดปล่อยรัฐปัตตานี"

ก็จะคัดส่งไปฝึกเป็นอาร์เคเค

ที่เหลือปลุกระดมเป็นแนวร่วม

หน้าที่สำคัญของอาเยาะห์

ส่งกำลังบำรุงหาข่าว ให้ที่พักหลับนอน

เมื่ออาร์เคเค กลับจากปฏิบัติการ

หรือพาอาร์เคเคหลบหนีเมื่อหมู่บ้านถูกตรวจค้น


3.หน้าที่สำคัญของแนวร่วม

คือช่วยให้อาร์เคเคสำเร็จภารกิจทางทหาร

เช่น วางตะปูเรือใบ หน่วงเหนี่ยวกำลังฝ่ายเรา

ที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหา ทำการวางเป้าลวง

เพื่อให้ฝ่ายเราหลงไปติดกับดักแล้วทำลายเสีย

ด้วยการยิงซุ่มยิง หรือวางระเบิดแสวงเครื่อง ฯลฯ


4.ข้อแตกต่างที่สำคัญ ระหว่างสงครามเย็น

และสงครามปัจจุบันที่ 3 จชต.

4.1 สงครามเย็น ฝ่าย พคท.ต้องใช้เวลา

เพื่อสร้างกองกำลังเรียกว่า

กองทัพปลดแอก (ทปท.)

ให้ใหญ่โตเข้มแข็ง มีศักยภาพทางการรบ

เท่าเทียมกับกำลังทหาร (กองทัพ)

ที่ค้ำจุนฐานอำนาจของรัฐบาล

จึงจะโค่นล้มรัฐบาลได้

ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 10-20 ปีหรือมากกว่า

4.2 สงครามก่อการร้าย ปัจจุบันที่ 3 จชต.

เรียกว่า การก่อการร้ายแนวใหม่

ภาษาสากลว่า นี-โอ เทเรอริสซึ่ม

หรือ การก่อการร้ายที่ไร้ผู้นำ

จัดกำลังเป็นหน่วยขนาดเล็กคล่องตัว 2-4-6 คน

เคลื่อนที่รวดเร็วด้วย จยย.3 คัน

ไปได้ทุกภูมิประเทศ ทั้งในเมือง-นอกเมือง

ถึงยอดดอย คุมถนนได้ทุกสายไปได้อย่างเสรี

4.3 โจรฯมีทักษะการใช้อาวุธยิง

จากมือปืนที่นั่งท้าย จยย.เมื่อคนขับเร่งเครื่อง

ประกบเหยื่อตายทุกราย ไม่ว่าผู้เคราะห์ร้าย

จะขี่ จยย.หรือขับรถยนต์

4.4 ด้วยการจัดที่คล่องตัวในข้อ 4.2

และมีความชำนาญในการใช้

อาวุธสังหารร้ายแรง ข้อ 4.3

พร้อมทั้งมีการข่าวที่ดีเพราะรู้เห็น

การเคลื่อนไหวของฝ่ายเราตลอดเวลา

เนื่องจากไปตั้งฐานปฏิบัติการในหมู่บ้าน

จึงสามารถรวบรวมกำลังได้ล่วงหน้า

ให้มีกำลังเหนือกว่าฝ่ายเรา

ทุกการยุทธ (ปะทะ) ที่เกิดขึ้น

โจรฯมีกำลัง 30-40 คน

แต่ฝ่ายเราจะมีเพียง 8-12 คน

จึงเป็นฝ่ายถูกบดขยี้

หรือที่เรียกว่าถูกทำลายล้าง

(จับ-ยึด-ฆ่า-เผา) โจรฯ รู้จักทำกำลังน้อย

ให้เป็นกำลังมากแต่ฝ่ายเรา

มีกำลังมากกว่าทำให้เป็นกำลังน้อย

ผมว่าโจรนั้นทำถูกตามหลักการสงคราม

ทั้งๆ ที่ทหารอาร์เคเคเรียนการรบเพียง 1 เดือน

แต่สำหรับฝ่ายเรานั้นอาจารย์ยุทธวิธี

ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

ของผมมิได้สอนเช่นนี้แน่นอน

4.5 ข้อสังเกตที่นักการทหาร

ไม่ควรมองข้ามคือสงครามที่ 3 จชต.นั้น

ฝ่ายโจรใช้กำลังเพียงน้อยๆ

ตามที่กล่าวในวรรคต้นแต่สามารถ

ยันกำลังรบฝ่ายเรา ซึ่งเหนือกว่าในทุกๆ ด้านได้

และทำให้ฝ่ายเราพบกับการสูญเสีย

เป็นประจำทหารของเรา

ที่ได้รับการฝึกดีเป็นพิเศษ (พวกแบเร่ห์แดง)

แล้วยังเคยถูกจับไปฆ่าตัดคอ

หากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นทุกวันนี้

ดำรงอยู่ต่อไปสักวันหนึ่งหมู่บ้านสีแดง

อาจถูกปลดปล่อยอย่างเงียบๆ

นายอำเภอ ตำรวจและผู้ว่าฯ

มารู้ตัวเอาก็ต่อเมื่อ ย่างไปไหนไม่ได้

เพราะในพื้นที่เต็มไปด้วยโจรอาร์เคเคติดอาวุธ

ซึ่งประกอบกำลังจากแนวร่วมจัดตั้ง

และเอาอาวุธมาจากคลังแสงโจรที่ฝังไว้ในหมู่บ้าน

มาถึงตรงนี้ก็ขอถือโอกาสเตือนท่าน

ที่เคยพูดว่าปัญหาใต้ (3 จชต.) นั้น

มันมีมานานแล้ว...ค่อยๆ แก้ไป

"...ไม่ใช่ครับ" มันต้องคิดใหม่ทำใหม่

มันต้องจบโดยเร็ว....จึงขอให้บรรดา

"ทหารแก่ไม่มีวันตาย" มาช่วยน้องๆ

ทหารใหญ่ที่ยังรับราชการอยู่

ให้มองเห็นลู่ทางเอาชนะโจรใต้ให้สำเร็จโดยเร็ว....

...................................................................

(ที่มา:มติชนรายวัน 8 ต.ค.2556)





Create Date : 05 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2558 22:02:15 น. 0 comments
Counter : 1269 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.