ClearType

อ้างอิงจากข่าวเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 49 ไมโครซอฟท์แนะนำให้ยูสเซอร์ที่ใช้โน้ตบุ๊ก และจอแอลซีดีใช้เทคโนโลยี ClearType เนื่องจากมันทำให้การแสดงผลตัวอักษรมีความคมชัดมากขึ้น ซึ่งผลจากงานวิจัยระบุว่ามันช่วยเพิ่มความแม่นยำในการอ่านคำต่างๆ ได้อย่างถูกต้องถึง 17% อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการอ่านได้อีก 5% และช่วยให้การอ่านเกิดความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มขึ้นถึง 2% แต่เทคโนโลยี ClearType ไม่ถูกเปิดให้ทำงานตั้งแต่แรก ดังนั้น ผู้ใช้จำนวนมากจึงไม่ทราบว่ามีเทคโนโลยีนี้ และถึงแม้จะทราบก็ไม่รู้ว่าจะเปิดการทำงานของฟังก์ชันดังกล่างได้จากที่ไหน ?

เทคโนโลยี ClearType ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับจอแอลซีดี ดังนั้นผู้ใช้โน้ตบุ๊ก หรือจอแอลซีดีจึงได้รับอานิสงส์จากเทคโนโลยีนี้ไปเต็มๆ ในขณะที่การเปิดฟังก์ชันนี้บนจอ CRT อาจทำให้ภาพที่ได้เบลอ สำหรับสวิตช์การแสดงผล ClearType ให้คลิ้กขวาบนพื้นที่ว่างของเดสก์ทอปเลือกคำสั่ง Properties คลิ้กแท็ป Appearance คลิ้กปุ่ม Effect… คลิ้กเลือกเช็กบ็อกซ์หน้าข้อความ Use the following method to smooth edges of screen fonts: จากนั้นเลือกดรอปดาวน์ที่อยู่ใต้ข้อความนี้เป็น ClearType คลิ้กปุ่ม Ok อีก 2 ครั้ง รีบูตเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงแล้วจะเห็นว่า มันชัดเจนขึ้นจนรู้สึกได้

ทิปจากหนังสือคอมพิวเตอร์ทูเดย์




 

Create Date : 29 กันยายน 2549    
Last Update : 17 มีนาคม 2550 8:27:09 น.
Counter : 108 Pageviews.  

Back Up สำคัญอย่างไร ??

การสำรวจข้อมูลและไฟล์ระบบเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากที่คุณได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปสักระยะ เพราะมันจะไม่ทำให้คุณต้องมานั่งคอตกในยามที่วินโดวส์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจเข้าไปเอาข้อมูลคืนได้!!!
ปัญหาระบบวินโดวส์ล่มข้อมูลสูญหาย ไวรัสกล้ำกรายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้บางคนที่ไม่ทราบวิธีแก้ปัญหาก็ได้แต่ยกเครื่อง ไปที่ร้านซ่อมคอมพ์ และเสีย 300 บาท เพื่อรักษาทุกอาการ! โดยวิธีการปัญหาของร้านพวกนี้ก็คือ หากเข้าไปเอาข้อมูลที่คุณต้องการไม่ได้พวกเขาก็มักจะบอกคุณว่า "ต้องลงวินโดวส์ใหม่" จากนั้นก็จัดการโคลนนิ่งวินโดวส์พร้อมโปรแกรมต่าง ๆ จากฮาร์ดดิสก์ตัวหลักที่ใช้ประจำ ไปยังฮาร์ดดิสก์ของคุณ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ก็ได้วินโดวส์พร้อมโปรแกรมคืนมา แต่ทว่าโปรแกรมประเภท Anti Virus หากโคลนนิ่งมาแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องอัพเดตแพตช์มันจะไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ พอมีไวรัสใหม่ๆ มาโปรแกรม Anti Virus จะไม่มีไฟล์แพตเทิร์นของไวรัสพวกนี้ ผลที่ตามมาก็คือคอมพิวเตอร์ของคุณจะไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน และหากติดไวรัสเข้าละก็ ปัญหาระบบวินโดวส์ล่ม ข้อมูลสูญหาย ก็คงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

มาแบ็กอัพข้อมูลกันเถอะ
คุณพร้อมหรือยังสำหรับการแบ็กอัพ? เพราะความเสี่ยงที่ข้อมูลและไฟล์ระบบได้รับความเสียหายจะลดลงหากคุณเริ่มต้นแบ็กอัพตั้งแต่ตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมภายนอกมาช่วยเลยก็ยังได้ เพราะวินโดวส์ได้เตรียมมาให้คุณแล้ว หากจะถามว่าการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? อย่างแรกเลยก็คือ คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับคืนมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ และอย่างที่สองนั้นหากวินโดวส์เกิดล่มขึ้นมาจริง ๆ คุณก็มีวิธีรับมือกับมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นหากคุณมั่นแบ็กอัพข้อมูลอยู่เป็นประจำแล้วละก็ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าคุณได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว...

ก่อนอื่นเราไปดูกันว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้นั้น มีเครื่องมือหรือยูทิลิตี้อะไรบ้างสำหรับการแบ็กอัพข้อมูลและเรียกาคืนกลับมา เมื่อต้องการซ่อมแซม (บทความตอนนี้จะอ้างอิงถึงผู้ใช้ Windows XP เป็นหลัก)

System Restore
หนึ่งในโปรแกรมแบ็กอัพและรียกข้อมูลกลับคืน ที่หลายคนมักจะไม่ค่อยใช้งานนั้น ด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า "ไม่รู้จะใช้ทำอะไร" เพราะไม่ทราบวิธีการใช้งานนั่นเอง! ซึ่งอันที่จริงแล้วโปรแกรม System Restore ใช้งานง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก เพราะวินโดวส์จะสร้างจุดสำหรับแบ็กอัพเพื่อใช้ในการเรียกข้อมูลกลับคืนให้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว (อัตโนมัติ) ดังนั้น หากวินโดวส์มีปัญหาคุณก็สามารถใช้การ Restore ได้ทันที นอกจากนั้นหากคุณต้องการกำหนดจุดแบ็กอัพเองเพื่อเพิ่มความถี่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนรู้เทคนิคอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่ยากเกินไปสำหรับคุณแน่นอน

Backup Utility
สำหรับโปรแกรมตัวที่สองนี้ ค่อนข้างมีสมรรถนะการทำงานที่สูงพอตัว เพราะไมโครซอฟท์ได้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ของ VERITAS ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านซอฟต์แวร์โซลูชันและดาต้าเบส Backup Utility ช่วยให้ผู้ใช้ที่ต้องการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีโหมดการทำงานอย่าง Wizard ที่เพียงแคคลิ้กเมาส์ตามก็ได้เช่นกัน ซึ่งโปรแกรมก็ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มาให้เพียบ รับรองว่าลองใช้ดูแล้วจะรู้ว่าดีจริง!
คุณสามารถใช้โปรแกรม Backup Utility โดยไปที่ Start->All Programs -> Accessories -> System Tools ->Backup

แบ็กอัพข้อมูลด้วยอุปกรณ์ฮาร์แวร์
สำหรับการแบ็กอัพข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์นั้น แน่นอนว่าย่อมลดความ เสี่ยงจากการที่ข้อมูลอาจสูญหายได้อีกขั้น นั่นก็เพราะคุณได้สำรองข้อมูลเอาไว้มากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ็กอัพข้อมูลในปัจจุบันก็ได้แก่ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกผ่านพอร์ต USB เทปแบ็กอัพ ที่มักจะใช้กับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ ซิปไดรฟ์ (Zip Drive) เครื่องบันทึก DVD/CD นอกจากนั้นยังมีการใช้แฟลชเมโมรี่ความจุสูง รวมทั้งไมโครไดรฟ์ที่ใช้กับอุปกรณ์โมบายมาแบ็กอัพข้อมูลด้วยเช่นกันซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณยังคงถูกรักษาเอาไว้ แม้ฮาร์ดดิสก์หลักของระบบจะได้รับความเสียหายก็ตาม ดังนั้น หากคุณมีงบเหลือพอที่จะซื้ออุปกรณ์แบ็กอัพข้อมูลสักชิ้นก็จะดีไม่น้อย!




 

Create Date : 29 กันยายน 2549    
Last Update : 29 กันยายน 2549 21:14:44 น.
Counter : 95 Pageviews.  

30 ทิปเล็กน้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

1. ในขณะที่คุณกำลังจะ Restart เครื่องใหม่ ก่อนที่จะกดปุ่ม OK ให้คุณกด Shift ค้างไว้ จะทำให้คุณ Restart ได้เร็วขึ้น

2. ในบาง Web Site หากคุณกด Ctrl ค้างไว้ และเลื่อน Scroll ที่ Mouse จะทำให้ตัวอักษรของ Web Site นั้นใหญ่ขึ้น

3. หากกดปุ่ม Refresh หรือ F5 แล้วยังเป็นข้อมูลเดิม ลองกด Ctrl + F5 รับรองจะได้ข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดแน่ๆ

4. คุณสามารถเปิดไฟล์ Tips.txt ขึ้นมาเพื่ออ่านเทคนิคต่างๆ ได้ ซึ่งไฟล์นี้จะอยู่ใน c:\\windows ของคุณ

5. ในระหว่างที่คุณกำหลังใช้งาน IE อยู่นั้น สามารถกดปุ่ม F4 เพื่อเป็นการเปิดดู URL List ในช่อง Address ได้เลย

6. การกดปุ่ม Esc ระหว่างการใช้ IE จะทำให้ IE ของคุณนั้นหยุดโหลดได้ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Stop

7. ระหว่างการใช้ IE สามารถกดปุ่ม Alt + D หรือ Ctrl + Tab เพื่อเข้า Address bar อย่างเร็วได้

8. คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับ Internet ได้โดยทำการถอดสายเครื่องโทรศัพท์ ที่มีการต่อพ่วงอยู่กับสายที่ใช้ต่อ Internet ออก

9. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า welcome กด Enter เพื่อเปิดหน้าต่างต้อนรับของ Windows ได้

10. ที่ Notepad หรือ ICQ หากคุณลืมเปลี่ยน Mode ภาษา ให้กดปุ่ม Ctrl + Back Space เพื่อแก้คำที่พิมพ์ผิดไปแล้ว

11. คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด (.) ลงไปแล้วกด Enter

12. ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar

13. ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ \"con\" ได้

14. ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ
ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น

15. การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu

16. คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก

17. หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น

18. ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send

19. คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้

20. การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ ปัจจุบัน

21. การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา

22. เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break

23. การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ

24. การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter

25. การลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete

26. การกด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา

27. การ Restart เครื่องอย่างเร็ว คือไปที่ Start -> Shut Down... -> Restart จากนั้น ก่อนที่จะ OK ให้กด Shift ค้างเอาไว้

28. ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้

29. กด Shift + คลิก จะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้อง back กลับ

30. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า hwinfo /ui กด Enter เพื่อดูรายงานต่างๆ ของ HardWare

ทิปจาก ดร.หมี




 

Create Date : 29 กันยายน 2549    
Last Update : 29 กันยายน 2549 21:11:59 น.
Counter : 102 Pageviews.  

10 คำถามยอดฮิต ก่อนหันมาใช้ XP 64 บิท

สำหรับผู้ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ 64 บิท แต่สเปกไม่สูงมากนัก แนะนำให้ใช้ XP 64 บิท ดูจะเหมาะสมกว่า เพราะตัววินโดวส์ใช้ทรัพยากรไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับ Windows Vista วินโดวส์ 64 บิท ตัวจริงที่กำลังจะตามออกมา ต่อไปนี้เป็นคำถามที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ XP 64 บิทตัวนี้

1. เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถรันวินโดวส์ XP 64 บิทได้?
แน่นอนว่า XP 64 บิท ก็ต้องรันบนซีพียู 64 บิทเช่นเดียวกัน ดังนั้นซีพียูที่เป็น 32 บิทหมดสิทธิ์ครับ ต่อไปนี้เป็นรายชื่อซีพียูที่สามารถรันวินโดวส์ XP 64 บิท
• AMD Athlon 64, Athlon 64 FX
• AMD Mobile Athlon 64, Turion 64
• AMD Opteron
• Intel Xeon (เฉพาะรุ่นที่มีเทคโนโลยี Intel EM64T)
• Intel Pentium 4 (เฉพาะรุ่นที่มีเทคโนโลยี Intel EM64T)

2. ซีพียู Intel Itanium สามารถใช้วินโดวส์ XP 64 บิทได้หรือไม่?
ไม่ได้, ถึงแม้ว่า Itanium จะเป็นซีพียู 64 บิท แต่คุณสมบัติแตกต่างจากซีพียูกลุ่มที่แนะนำไป ถ้าจะรอ XP 64 บิทที่รองรับซีพียู Itanium คงต้องรออีกนาน แนะนำให้ใช้ Windows Server 2003 Enterprise Edition จะดีกว่า

3. โน้ตบุ๊ค Centrino สามารถใช้วินโดวส์ XP 64 บิทได้หรือไม่?
ไม่ได้, เพราะ Centrino ใช้ Pentium M เป็นซีพียู ซึ่ง Pentium M เป็นซีพียู 32 บิท จึงไม่สามารถใช้งานวินโดวส์ XP 64 บิทได้

4. XP 64 บิท เพิ่มแรมได้เท่าไรครับ?
เพิ่มได้เต็มที่ 128 GB ครับ ถ้าเป็นวินโดวส์ XP 32 บิทเดิมจะได้ไม่เกิน 4 GB

5. ทำไม XP 64 บิท ถึงมีแต่แบบ Professional Edition แบบ Home Edition ไม่มีหรือ?
ไม่มีครับ, ณ เวลานี้ต้องบอกตรงๆ ว่า XP 64 บิท จะมุ่งเน้นเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานเป็นหลัก ซึ่งก็คือกลุ่ม Professional นั่นเอง ส่วนผู้ใช้ตามบ้าน หรือ XP 64 บิทแบบ Home Edition ซึ่งเน้นการใช้งานที่ง่าย เสียบปุ๊บเห็นปั๊บ มีไดรเวอร์รองรับมาก ไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดไดรเวอร์เอง และมีฟังก์ชั่นวินโดวส์ไม่มากจนสร้างความยากในการใช้งาน ยังเป็นเรื่องที่ยังทำไม่ได้ในตอนนี้ เพราะไดรเวอร์แบบ 64 บิท ในตอนนี้ยังน้อยอยู่

6. XP 64 บิทติดตั้งยากไหม?
ถ้าคุณเคยติดตั้ง XP ธรรมดา การติดตั้ง XP 64 บิทก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะทุกขั้นตอนจะเหมือนเดิม แต่ในช่วงต้นของการติดตั้งจะมีการตรวจสอบซีพียูก่อนว่าเป็นซีพียูแบบ 64 บิท หรือไม่ ถ้าซีพียูของคุณไม่ใช่ 64 บิทการติดตั้งก็จะหยุดลงทันที ไม่สามารถทำการติดตั้งต่อไปได้

7. ทำไมลง XP 64 บิทแล้ว ลงไดรเวอร์เดิมไม่ผ่าน?
ไดรเวอร์แบบ 32 บิทเดิม เอามาใช้ใน XP 64 บิทไม่ได้นะครับ ต้องเป็นไดรเวอร์ตัวใหม่แบบ 64 บิทเท่านั้น แนะนำว่าคุณต้องไปดาวน์โหลดไดรเวอร์ 64 บิทจากบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ

8. ไม่มีไดรเวอร์ 64 บิทของเครื่องพรินเตอร์ ทำยังไงดี?
แนะนำง่ายๆ ให้โทรไปถามที่ศูนย์ที่ขายพรินเตอร์ตัวนั้น ถามว่ามีไดรเวอร์แบบ 64 บิทของพรินเตอร์ยี่ห้อนั้น รุ่นนั้นหรือยัง หรืออีกวิธีหนึ่งถ้าสะดวกก็เข้าไปดาวน์โหลดเองจากอินเทอร์เน็ต ในเว็บไซต์ของผู้ผลิตพรินเตอร์นั้นๆ

9. ทำไงดีครับผมจะอัพเดต BIOS แต่โปรแกรมอัพเดตมันทำงานบนวินโดวส์ 32 บิท
ต้องรอครับ รอให้ผู้ผลิตโปรแกรมอัพเดต BIOS ตัวนั้น พัฒนาโปรแกรมที่ทำงานบนเครื่อง 64 บิทได้ หรือถ้ารอไม่ได้ ก็อาจจะลง 2 ระบบ เป็นแบบ Dual Booting แล้วบู๊ทวินโดวส์ 32 บิทเพื่อรันโปรแกรมอัพเดต BIOS แต่ถ้าไม่อยากลงเครื่องแบบ Dual Booting อาจจะใช้วิธีนี้ก็ได้แต่ยากหน่อย คือ เปิดเครื่องเอาฮาร์ดดิสก์ตัวเดิมออก ใส่ฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ลงไป ลงวินโดวส์ 32 บิท แล้วรันโปรแกรมอัพเดต BIOS จากนั้นก็เอาฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ออก ใส่ตัวเดิมคืน ก็จะได้ระบบ Single Booting แถมอัพเดต BIOS เรียบร้อย

10. XP 64 บิท กับ XP ธรรมดาต่างกันมากไหมครับ?
ต่างกันเล็กน้อยครับ คือ XP 64 บิทก็คือ XP ธรรมดาที่มีการปรับแต่งค่าให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด (เซอร์วิสไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้ ระบบจะทำการปิดไว้ เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้จึงสั่งเปิดเซอร์วิสนั้นเอาเอง ซึ่งวินโดวส์ 2003 ก็ใช้วิธีการปรับแต่งค่าเช่นนี้เหมือนกัน) แต่ใน XP ธรรมดาการปรับแต่งค่าจะเปิดเซอร์วิสที่น่าจะเรียกใช้ไว้เสมอ ทำให้ผู้ใช้ไม่ยุ่งยากในการเปิดเซอร์วิสขึ้นมาใช้งานเอง แต่ก็ต้องแลกกับทรัพยากรที่เสียไปมากเกินจำเป็น
นอกจากนี้ในส่วนของระบบไฟล์ หน้าตาวินโดวส์ เมนูสตารท์ โปรแกรมพื้นฐานที่มีใน XP ธรรมดา ใน XP 64 บิทก็มีเช่นเดียวกัน

ทิปจาก http://www.successmedia.com/




 

Create Date : 29 กันยายน 2549    
Last Update : 29 กันยายน 2549 21:08:21 น.
Counter : 97 Pageviews.  

5 วิธีถนอมธัมบ์ไดร์ฟสุดรัก

ผมเพิ่งได้ธัมบ์ไดรฟ์ตัวใหม่มาใช้ครับ ด้วยความที่ความจุของมันตั้ง1GB ผมจึงอยากจะรู้วิธีที่จะรักษามันไว้กับผมนานๆ ผมก็เลยนำบทความแนะนำวิธีดูแลธัมบ์ไดรฟ์ที่หาได้จากเว็บไซต์คอมพิวเตอร์ทูเดย์มาให้อ่านกันครับ

คอมพิวเตอร์ทูเดย์ระบุว่าภัยที่เกิดขึ้นกับธัมบ์ไดร์ฟโดยรวมๆคือ ธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย ธัมบ์ไดร์ฟเสียหายเพราะโดนไวรัส การถูกดูข้อมูลสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อมูลในธัมบ์ไดร์ฟสูญหาย วิธีแก้ไขคือ

1. เก็บไว้ใกล้ตัว-ไม่ต้องกลัวหาย

นับวันธัมบ์ไดรฟ์จะมีขนาดเล็กลง หายง่ายมาก (ถูกขโมยก็ง่ายด้วย) มีไม่น้อยที่มักจะหลงลืมไว้ตามที่ต่างๆ เวลาหยิบออกมาวาง หรือแม้แต่ติดไปกับเครื่องคอมพ์ชาวบ้านเพราะลืมขอคืน บางคนชอบคล้องไว้กับกุญแจ ซึ่งเป็นของที่ชอบทำหายอันดับต้นๆ

วิธีน่าสนใจที่สุดคือ เลือกรุ่นที่มีสายคล้องคอไว้ แม้จะดูไม่สวยงามเท่าไร แต่มันลดโอกาสทำหาย และถูกขโมยได้เกือบ 100% อีกนิดนึง ควรเลือกรุ่นที่สายต่ออยู่กับตัวธัมบ์ไดรฟ์ หลีกเลี่ยงการเลือกใช้รุ่นที่สายคล้องคอผูกกับฝาครอบนะครับ

2. ระวังไวรัส

ต้องถือเป็นข้อควรระวังในการใช้งานธัมบ์ไดรฟ์อันดับต้นๆ เพราะโดยพื้นฐานแล้วธัมบ์ไดรฟ์จะมีลักษณะการใช้งานเหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไวรัสสามารถใช้ธัมบ์ไดรฟ์เป็นสื่อพาหะสำหรับการแพร่กระจายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาใช้งานธัมบ์ไดรฟ์ คุณควรแน่ใจก่อนว่า เป็นการถ่ายโอนเฉพาะไฟล์ข้อมูลเท่านั้น (ไม่ได้ติดไวรัสมาด้วย)

ประเด็นที่สำคัญก็คือ ควรแน่ใจว่าคุณกำลังเชื่อมต่อธัมบ์ไดรฟ์กับคอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่ได้รับการอัพเดตสม่ำเสมอ และในกรณีที่คอมพ์ของคุณรันแอนตี้ไวรัส เวลาต่อกับธัมบ์ไดรฟ์ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในเครื่องคอมพ์จะสแกนธัมบ์ไดรฟ์ให้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจธัมบ์ไดรฟ์ที่รับมา ก็ไม่ควรเชื่อมต่อเข้ากับคอมพ์ของคุณเด็ดขาด

3. เข้ารหัสข้อมูล เพื่อรักษาความลับ

ถ้าหากธัมบ์ไดรฟ์ของคุณหาย นั่นหมายความข้อมูลของคุณตกไปอยู่ในมือของผู้ที่พบมันด้วย และถ้าหากคนผู้นั้นบังเอิญเป็นคู่แข่งคุณโดยตรง อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้น หากคุณใช้ธัมบ์ไดรฟ์เก็บข้อมูลสำคัญ การเข้ารัหสข้อมูลดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้

การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) จะทำให้ข้อมูลเปิดอ่านไม่รู้เรื่องจนกว่าจะได้รับพาสเวิร์ดที่ถูกต้อง ซึ่งควรเลือกเข้ารหัสที่ระดับ 128 บิต เพื่อความปลอดภัย ธัมบ์ไดรฟ์รุ่นใหม่ๆ จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเข้ารหัสข้อมูลมาด้วย แต่อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจนะครับว่า ซอฟต์แวร์ที่ให้มาไม่ใช่รุ่นทดลอง เพราะไม่เช่นนั้น คุณอาจจะต้องจ่ายตังค์ค่าซอฟต์แวร์ในภายหลัง

4. สำรองข้อมูลให้เป็นนิสัย

ไม่ปฏิเสธครับว่า เวลาธัมบ์ไดรฟ์หาย เราคงรู้สึกไม่ดีแน่นอน แม้ข้อมูลที่อยู่ในนั้นจะได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสไว้แล้วก็ตาม แหม...ก็มันต้องเสียเงินอีกแล้วน่ะสิ แต่มันคงรู้สึกเจ็บใจเป็นสองเท่า หากข้อมูลที่อยู่ในนั้นเราไม่เคยได้ทำแบคอัพสำรองเอาไว้เลย

ดังนั้น วิธีที่สุดคือ แนะนำให้คุณสำรองธัมบ์ไดรฟ์ไว้สักสองสามก็อปปี้ เพราะนอกจากพวกมันจะหายง่ายแล้ว ยังเสียง่ายอีกด้วย เนื่องจากธัมบ์ไดรฟ์ส่วนใหญ่จะใช้กรอบเป็นพลาสติก ซึ่งแตกหักได้ง่าย

ผมเองขอแถมข้อที่ 5 ไว้อีกข้อนะครับ เป็นข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการถอดธัมบ์ไดร์ฟออกจากเครื่องอย่างถูกต้อง

เรื่องของเรื่องคือ ก่อนที่คุณจะดึงธัมบ์ไดรฟ์ออกจากพอร์ตยูเอสบีบนคอมพิวเตอร์ ให้คุณปิดโปรแกรมทุกตัวที่มีการเข้าถึงไฟล์ต่างๆบนธัมบ์ไดรฟ์เสียก่อน จากนั้นคลิกไอคอน Safely Remove Hardware (ที่มีลูกศรสีเขียวปรากฎอยู่ในมุมล่างขวาบนทาสก์บาร์) แล้วคลิกเลือกธัมบ์ไดรฟ์ที่ปรากฏอยู่ในรายการ

เมื่อคลิกเลือกยูเอสบีไดรฟ์ที่ต้องการเอาออกแล้ว (รูปบน) จะได้รับข้อความแจ้งขึ้นมาว่า “Safe To Remove Hardware” (รูปล่าง) แปลว่า สามารถดึงธัมบ์ไดรฟ์ออกจากระบบได้อย่างปลอดภัย

หลายเสียงยืนยันครับว่า หากถอดธัมบ์ไดร์ฟจากเครื่องปุบปับโดยไม่มีการทำตามขั้นตอนนี้ ธัมบ์ไดร์ฟเจ๊งมานักต่อนักแล้วครับ

ทิปจาก ผู้จัดการออนไลน์




 

Create Date : 29 กันยายน 2549    
Last Update : 29 กันยายน 2549 21:04:38 น.
Counter : 82 Pageviews.  


ammchor
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ammchor's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.