Update! • Kenny Keng Web• Activity • Article • Imagine • My ARTWORK • BackPack/Journey • Sketch • All Art • alphafo

alphafoBasic Sketch • • 333 STUDIO KENNY KENG Blog


ALPHA FO
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 56 คน [?]










unique visitors counter







**อันนี้ก็สำคัญครับ กับเรื่องของสิทธิ
คือว่าถ้าหากเพื่อนๆท่านใด
ต้องการนำภาพหรือบทความไปเผยแพร่
กรุณาแจ้งผมด้วยนะครับ

**ขอบคุณครับ**

alphafo

New Article : JAN 2015

Art trip : My Journey
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม"ฮานอย1 เวียดนาม:13/02/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา3 เวียดนาม:31/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา2 เวียดนาม:16/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ซาปา1 เวียดนาม:14/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" เดียนเบียนฟู เวียดนาม:09/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" หลวงพระบาง ลาว:07/01/15
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ไชยบุรี2 ลาว:26/12/14
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียนาม" ไชยบุรี1 ลาว:25/12/14
• "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม" ปาด แปด 8:23/12/14
• "เริ่มใหม่...ได้ทุกเมื่อ":25/02/14
• "ปั่นคิดที่กองโค":19/12/12
• "12 12 12":12/12/12

• "ลับแล ซะที" :06/08/12

• BEST OF THE BEST:05/03/12

alphafo

• กาแฟสดบ้านหมึกจีน coffee and china's art gallery:16/02/12

Update! • อุปกรณ์การวาด carbon powder
•เทคนิคการทำเฟรมเขียนสีน้ำมัน
•เทคนิคการทำเฟรมสีน้ำมัน
•ปลอกต่อดินสอ EE กรณีดินสอของท่านหดสั้นจุ๊ดจู๋
•การทำสมุดเสก็ตซ์อย่างง่ายและประหยัด
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 1
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 2
•ภาพตัวอย่างสีชอล์ก 3





Update!เทคนิค ขั้นตอน การวาดภาพการ์ตูน
• : เทคนิคการวาดภาพผงคาร์บอนพระเจ้าตากสินมหาราช และพระยาพิชัยดาบหัก
• การวาดการ์ตูนล้อเลียน
• พื้นฐานการวาดการ์ตูน
•เทคนิคการวาดภาพคนสีชอล์ก(หลวงปู่แดง)
•เทคนิคการวาดภาพคนเหมือนเต็มตัวสีน้ำมัน
•การวาดเส้นสีคนเหมือน แบบหญิง
•การวาดเส้นสีคนเหมือน แบบชาย
•เทคนิคการวาด carbon powder
•การวาดสีชอล์กแท่ง พระยาพิชัยดาบหัก
•การแก้ไขภาพสีน้ำมัน landscape
•เทคนิควาดภาพสีน้ำมัน Landscape
•พื้นฐานการวาดภาพสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่(Basic)
•เทคนิคการวาดเส้นหุ่นนิ่ง(Drawing)
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "ตา"
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "จมูก"
•เทคนิคการวาดเส้นภาพเหมือน(portrait) "ปาก"
•เทคนิคการวาดเส้นรูปคนเหมือนด้วยดินสอ EE(drawing portrait-woman)
•เทคนิคการวาดเส้นคนเหมือน (Drawing sketch)
•เทคนิคการวาดเส้นรูปคนเหมือนภาพสีด้วยสีชอล์กแท่ง(pastel portrait)
•เทคนิคการใช้สีชล์อกแบบ drawing
•เทคนิคการแกะสติ๊กเกอร์แบบปลอกล้วย(จริงๆ)

alphafo ART ARTICLE :
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 6(สุดท้าย): โบนัสพิเศษกับงานศิลปะ
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 5 : วิธีการวาดภาพให้ได้ (เอาจริงซะที 2)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 4 : วิธีการวาดภาพให้ได้ (เอาจริงซะที 1)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 3 : ตามหามุมบันทึก(วาดเส้น)
• "เที่ยวไปกับถ่าน"ตอนที่ 2 : ทำไมต้องเป็นถ่าน?
• "เที่ยวไปกับถ่าน" ตอนที่ 1: เด็กน้อยกับฝาบ้าน
**ภาพสเก็ตซ์สีชอล์กน้ำมัน
**เทคนิคประสม...ใคร ??
ศิลป์(ป่ะ) “ต้องเป็นตัวของตัวเองดิ๊” ...

ภาพวาดที่ฉีก: ผมยืนมองภาพพร้อมกับฟังเสียงหล่น..
ANATTA: วันที่ความหดหู่ หดเหี่ยว หรือเหี่ยวจนหด...
alphafo
alphafo

alphafo
alphafo


Sketch crawl ร่วม Sketch กับเพื่อนๆทั่วโลก

alphafo ALPHA FOCUS หนังสือพิชัย เมืองเล็กฯ เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองหน้าด่านของสยามประเทศในอดีต.....
alphafo
โอกาสที่ท่านมุ้ยมอบให้ สิ่งที่ผมเฝ้าศึกษาและสังเกตุ จะมีเรื่องราวและข้อมูลไปพ้องกับใครบางท่านเข้าอย่างจัง...
alphafo

Find more art/painting/Antique like this on facebook Art & Antique Gallery สั่งซื้อคลิ๊กที่นี่เลยครับ


alphafoอยากหาอะไรเพิ่มเติม ก็ช่องนี้เลยครับ

Custom Search

สร้างลิงค์

free counters

Start : 12 -01-2011 Time 10:10 a.m.
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ALPHA FO's blog to your web]
Links
 

 
แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ ; ไทย ลาว เวียดนาม / ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม

แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ : ไทย ลาว เวียดนาม
ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม


สำหรับผมแล้ว การเดินทางคงไม่ได้หมายถึงการไปถ่ายภาพในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังขึ้นชื่อ
หรือไปเพียงเพื่อให้รู้ว่าได้ไป สถานที่เหล่านั้นเป็นเพียงเป้าหมายเพื่อให้จะไปถึง
แต่เรื่องราวระหว่าง 2 ข้างทางที่เรามุ่งหน้าไปยังจุดหมายนั้นสำคัญเสมอ

ระหว่างเส้นทางผมยังคงสอบถามอ้ายคำใบคนขับรถเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆที่ผ่านมาเสมอ
เรื่องราวของเขื่อนสำคัญและพลังงานที่จะขายในอนาคตคงไม่มีผลกับพวกเขามากนัก
แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้รับคือเส้นทางและการเดินทางที่จะสะดวกสบายมากขึ้นอย่างแน่นอน

04.39 pm. เราก็มาถึงด่าน Phog Saly เพื่อออกจากประเทศลาว
เราทุกคนต่างเรียงแถวต่อกันเพื่อยื่นพลาสปอร์ตออกจากลาว
มีบางส่วนที่พยายามจะยื่นแทรกคิว แต่ผมก็แนะนำพวกเขาให้ไปต่อคิวที่ต่อกันมา

น่าเสียดายที่ที่นี่ยังไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้สะดวกนัก
เพราะกลิ่นฉุนของน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ของหลายๆคนที่ปล่อยออกมารอบบริเวณนี้ส่งกลิ่นคลุ้งไปหมด
ซึ่งผมเองก็ปล่อยผสมไปด้วย อย่างไม่อยากตั้งใจเท่าไหร่นัก




05.11 pm เราก็เดินทางมาถึงด่าน CHAKHAU QUOC TE TAY FRANG
ด่านที่ไม่เล็กเลยทีเดียว ตลอดเส้นทางจนถึงด่านแห่งนี้ถูกเตรียมการไว้รองรับสำหรับอนาคตเรียบร้อยแล้ว
จากด่าน Phong Saly ประเทศลาว มาถึงที่นี่ใช้เวลา 11 นาที
ผมและคุณปีเตอร์ยังมีปัญหาเรื่องสกุลเงินที่จะใช้ในเวียดนามกันอยู่
แต่ก็นั่นแหละว่า ผมยังมั่นใจถึงเงินไทยอยู่ดีว่าจะสามารถใช้ได้ที่เวียดนามแห่งนี้



05.22 pm พวกเราที่เดินทางร่วมกันครั้งนี้เริ่มเดินออกมารวมกลุ่มบริเวณด้านหลังด่าน
ซึ่งเป็นเขตแดนแรกของประเทศเวียดนาม
ป้ายภาษาเปลี่ยนไปจากที่เห็นในประเทศลาว
ตอนนี้พวกเราข้ามแดนสำเร็จแล้ว
ผมมาจากด่านที่ยังเล็กและกำลังทรุดโทรมในประเทศไทย
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาทั้งด่านไทย ลาว จนถึงเวียดนาม
ทั้งสามด่านนี้ดูเงียบเหงาจนเหมือนว่าเราจะไม่สามารถข้ามไปได้
ที่เหล่านี้ไม่วุ่นวายเหมือนด่านใหญ่ที่ต้องต่อคิวกันยาวเหยียด

06.32 pm เราก็มาถึงโรงแรมที่พักที่อยู่ใกล้ๆสถาณีจอดรถของเดียนเบียนฟู
อ้ายคำใบแนะนำให้พวกเราพักที่โรงแรมแห่งนี้ในราคา 200,000 D (1 B / 600 D) หรือประมาณ 333 บาท
ซึ่งราคานี้ถือว่าอยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้เฉลี่ยแล้วคนละ 166 บาทซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

แต่สำหรับเพื่อนชาวนอร์เวย์ 2 คนของผมที่พูดกันระหว่างทางคงไม่สนุกเท่าไหร่นัก
พวกเขาซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวจากหลวงพระบางไปซาปา ชาวเกาหลีชายหญิงอีกสองคนก็ต้องจำใจพักที่เดียวกัน
ตอนนี้พวกเราไม่มีทางเลือกใดๆ ทุกคนพยายามเข้ามาถามที่ผมเพื่อสื่อสารต่อจากอ้ายคำใบอีกที
คำตอบที่ได้คือ พักที่นี่ดีที่สุด ใกล้ที่สุด และตั๋วไปซาปาจะได้ในตอนเช้า ไม่มีรถต่อไปซาปารวดเดียวอย่างที่พวกเราคิด

ปัญหาอีกอย่าง คือ ที่นี่ไม่รับเงินบาท
จากไทยสู่ลาวผมสามารถใช้เงินบาทได้ทุกที่ แต่เพียงข้ามแดน
ที่นี่!ไม่มีที่ไหนรับเงินบาท


เราขอแลกเงินจากอ้ายคำปันที่เตรียมเงินด่องไว้เต็มกระเป๋าในอัตราที่พอเหมาะ 1 B / 600 D
ผู้หญิงชาวเกาหลีที่นั่งรถมาด้วยกันพยายามเข้ามาถามผมว่าแลกเปลี่ยนเงินดองอัตราเท่าไหร่ต่อดอลล่าร์ เราตอบไป 19,800 D / 1 USD
ซึ่งเธอบอกว่าถ้ามีดอลล่าร์เราจะแลกได้ 23,000 D / 1 USD (33 B) ตามที่เธอแลกมา นั่นหมายความว่า
เขาได้ส่วนต่างไป 3200 D / 1 USD หรือเงินบาทไปลดค่าลง 5 B / 1 USD โดยค่าเงินที่แท้จริงที่เราจะได้รับควรเป็น 1 B / 696 D
เท่ากับตอนนี้เราขาดทุนไปแล้ว  96 D / 1 B ซึ่งหากแลก 1000 B ส่วนต่างก็เท่ากับ 96,000 D คิดเป็นเงินไทย 137 B เลยทีเดียว
สำหรับผมไม่ได้คิดมากหรือหงกอะไรขนาดนั้น(แต่เงินก็ไม่หายจริงๆนะ) คงเป็นความสนุกที่ได้คิดและจินตนาการถึงค่าเงิน
นี่แค่ส่วนเล็กๆแต่ถ้าเป็นการทำธุรกิจข้อมูลที่ดีนั้นเป็นเรื่องสำคัญและที่มากกว่านั้นคือแหล่งข้อมูลว่ามาจากไหน

สรุปง่ายๆ คือ ก่อนเข้าประเทศไหนก็ตามควรแลก USD ไว้แล้วค่อยเอา USD ไปแลกเงินท้องถิ่นปลอดภัยสุด
ซึ่งทุกๆครั้งผมก็ทำแบบนี้ คือ พกเงินทั้ง 3 สกุล แต่ครั้งนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์เพราะทุกทีจะหาที่แลกก่อนขึ้นเครื่อง
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามที่ให้เรทดีๆแต่ครั้งนี้ไม่ได้เตรียมการณ์ล่วงหน้า เพราะเข้าชายแดนจากด่านที่ยังไม่เปิดเป็นสากล
ความจริงที่ไม่ต้องแก้ตัว คือ พลาด

เมื่อได้เงินก็เตรียมตัวไปหาของกินบริเวณรอบๆโรงแรมที่พักซึ่งมีร้านที่เปิดเพียงไม่กี่ร้าน
หลังจากที่ไม่มีออร์เดอร์หลายๆอย่างในเมนูและปัญหาเรื่องการสื่อสาร
เราเริ่มต้นมื้อแรกของเวียดนามด้วยข้าวผัด ราคา 50,000 D หรือประมาณ 83.3 B (1 B/600 D) เล่นเอาอึ้งไปพอสมควรกับข้าวคลุกน้ำมันนี้




หลังจากความอ่อนล้ากระชากผมให้หลับสนิทจนกระทั่งเช้า
ผมลงจากห้องพักมาเจอกับเพื่อนชาวนอร์เวย์และเกาหลีที่กำลังจะเดินทางไปต่อที่ซาปา
ชาวเกาหลีสองคนเดินไปซื้อตั๋วที่สถานีจอดรถเรียบร้อยแล้ว
แต่เพื่อชาวนอร์เวย์ของผมยังคงยืนรออ้ายคำใบด้วยใจจดจ่อและกระวนการะวายเอาการอยู่
ผมบอกเขาว่าไม่ต้องกังวลเพราะผมกับอ้ายคำใบพักอยู่ที่ห้องใกล้ๆกันและเขาคงไม่หายไปไหน
ผมบอกพวกเขาจากความมั่นใจในมื้ออาหารค่ำของพวกเราที่ผ่านไปเมื่อคืนและผมเองก็รู้หมายเลขห้องของอ้ายคำใบ
อีกไม่นานเขาคงกลับมาพร้อมตั๋วและให้พวกเขารออยู่ตามที่นัดไว้ตรงนี้

สถานที่แปลกใหม่ อากาศที่ค่อนข้างเย็นและหมอกที่ปกคลุมทั่วพื้นที่หนาเอาการอยู่
ผู้คนขี่รถผ่านไปมาทั้งมอเตอร์ไซค์และจักรยาน ดูเรียบง่ายและสงบ
ผมเดินเข้าสำรวจโรงแรมใหม่สำหรับการพักและสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษ
แต่ดูเหมือนจะหายากพอสมควรกับราคาที่ได้รับและบริการที่ต้องการจะได้
ไม่มีใครเข้าใจภาษาไทยอีกแล้ว

ผมอดแปลกใจไม่ได้ที่พวกเขาบางคนฟังภาษาลาวเข้าใจ
แต่กลับไม่เข้าใจภาษาไทย

ผมเดินทางกลับเข้าที่พัก มือที่ล้วงกระเป๋าถูกดึงออกมาผลักประตูกระจกเพื่อเข้าโรงแรม
พร้อมแรงประทะกับรอยยิ้มที่ยิงสวนมาของป้าเจ้าของที่พัก
เธอชิ้ไปที่ด้านหลังของผม เธอบอกว่า "ไทยไทย" ตอนนี้ที่นี่ไม่มีทั้งเพื่อนจากนอร์เวย์และเกาหลีแล้ว

ผมเจอกับผู้หญิงไทยคนหนึ่งใส่หมวกผมยาวและเธอมาเพียงลำพัง
เธอมาคนเดียวจริงๆหลังจากการพูดคุยสอบถามกันสั้นๆ
สำหรับผมแล้วตอนนี้ไม่มีแผนอะไรเลยนอกจากหาซื้อแผนที่และเดินสำรวจ
แต่สำหรับเธอมาถึงก่อนผมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
และตอนนี้ เธอเป็นเจ้าถิ่นแล้ว สำหรับผม



พวกเราชวนกันไปสำรวจพื้นที่ ณ เดียนเบียนฟู แห่งนี้ด้วยการเดิน
นี้เป็นสิ่งที่ถนัดที่สุดสำหรับผม เพราะในความที่ช้านั้นเราจะสามารถมองเห็นบางอย่างได้ละเอียดกว่าความรวดเร็ว
ที่มักผ่านเลยความงดงามของบางสิ่ง
เราเดินกันมาที่ตลาด คุณแปมบอกว่าอาหารที่นี่ถูกดีทีเดียว
มีผักและผลไม้วางขายกันเกลื่อน ทั้งปลาแม่น้ำตัวใหญ่ ปลาไหล หมู เนื้อ
และที่ผมผมเหลือบเห็นลักษณะรูปร่างคล้ายๆสัตว์เลี้ยงบางชนิดที่แสนซื่อสัตย์กับมนุษย์บนโต๊ะ
ที่แม่ค้ากำลังสับแต่ละชิ้นส่วนของร่างกายเพื่อแยกออกจากกัน

ผมเดินผ่านไปพร้อมกับคำถามที่ติดอยู่ในหัว




ไม่มีใครเข้าใจภาษาไทยและอังกฤษ
ถึงแม้ที่นี่จะมีชาวไทดำ ซึ่งสามารถฟังภาษาไทยเหนือเข้าใจ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเข้าใจทั้งหมด
เพราะมีแค่บางคำเท่านั้นที่เหมือนกัน
นอกนั้นเป็นการดูคีย์เวิร์ดและแปลแบบเหมารวม

การสื่อสารที่ได้ผลที่สุดคือภาษาศิลป์
เพื่อความชัวร์ ผมวาดการ์ตูนง่ายๆเพื่อสื่อสาร
ว่าเป็น โบ หรือ จ๋อ


ในที่สุดพวกเราก็มั่นใจในสิ่งที่เรากินลงไปเพราะเขาบอกว่า จ๋อ นั้นแพงมาก
เอามาทำขายไม่คุ้ม เนื้อและหมูหาง่ายกว่าเยอะ



เมื่อเรียบร้อยสบายพุง มีลุ้นกันนิดๆเวลากินช่วงแรก
ลิ้นที่หมดความรู้สึกแบบเฉียบพลัน เริ่มรับรสดีขึ้นในช่วงหลัง
ราคาที่รับได้ 20,000 D หรือ 33 B
พลังงานที่ถูกเติมให้กับร่างกายให้พวกเรามีแรงเดินต่อเพื่อให้ถึงจุดหมายเพียงแห่งเดียวเวลานี้ คือ พิพิธภัณฑ์



เราสอบถามและหาแลกเงินบาทมาเรื่อยๆกับหลายๆธนาคาร
ไม่มีธนาคารแห่งไหนที่นี่รับแลกเงินบาท
ไม่มีวี่แววของพิพิธภัณฑ์
ในขณะที่คุณแปมก็ต้องกลับฮานอยในเย็นวันนี้และบินกลับไทยในอีกวันที่ฮานอย
จนกระทั่งเจอสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งคนที่นี่เรียกว่า AHMOD (อาโมด) หรือ A1 
เป็นสถานที่สำคัญที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย

คงไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับผมที่ไม่ได้เตรียมการอะไรมาเลยสำหรับการท่องเที่ยว
ไม่มีข้อมูล ไม่มีแผนที่ ไม่มีเรื่องาวที่จะศึกษาให้ได้รู้ก่อนและเข้าชมเหมือนทุกครั้ง
ไม่มีใครบอกเราได้ พวกเขาไม่เข้าใจภาษาไทย ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ
ผมแยกตัวออกมาถามคนขายของด้านหน้าสถานที่แห่งนี้
คุณแปมกับคุณปีเตอร์เข้าไปสอบถามจากด้านใน
พนักงานขายตั๋วไม่เข้าใจ เธอมุ่งจะขายตั๋วให้พวกเราอย่างเดียวในราคา 15,000 D

คุณแปมเขาสอบถามหญิงผมมวยที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทดำซึ่งขายของบางอย่างอยู่ด้านในกำแพงกั้นนั้น
และก็ได้ข้อมูลบางส่วนมาจากเธอ คือ ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม สมรภูมิรบที่สำคัญแห่งนี้


ตอนนี้ผมเห็นแต่สงครามและการสูญเสีย
สมรภูมิสำคัญที่เป็นเนินสูงกลางเมือง

ไม่มีกลิ่นคาวเลือด ไม่มีผู้คนวิ่งหลบระเบิดหรือลูกกระสุน
ไม่มีใครที่จ้องจะเอาชีวิตของใคร ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเศสหรือเวียดกง
มีเพียงสถานที่ซึ่งเป็นอนุสรณ์ที่เศร้าสร้อยและเตือนใจ



ผมไม่รู้ว่ามีกี่ชีวิตที่ต้องสูญเสีย ณ สถานที่แห่งนี้
ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องลำบากกันแค่ไหนทั้งฝ่ายที่รุกรานและป้องกัน
การรุกล้ำเพื่อต้องการเขตแดน การไล่ล่าอณานิคม
หลุมระเบิดขนาดใหญ่ ที่ละลายเนินหิน


ภาพรถถังที่หมดสภาพการใช้งาน
และผู้คนที่ต่างเดินทางมาดูทั้งชัยชนะของอีกฝ่าย
และความฝ่ายแพ้ของอีกฝ่าย ที่ทั้งคู่ต่างสูญเสีย







"เหมือนมางานวันเด็ก"  เราคุยกันเบาๆในพื้นที่ที่ในอดีตเต็มไปด้วความเจ็บปวดแห่งนี้
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเห็นถึงการห้ำหั่น การแสดงความเหนือกว่าของการใช้กำลัง
ในงานวันเด็กที่หลายๆพื้นที่ต่างอยากแสดงถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อบารมีของตัวเอง
อาจจะทั้งข่มขวัญผู้ที่คอยจ้องจะทำร้ายและข่มขู่ผู้ที่ด้อยกว่าไม่ให้เหิมเกริม

ราทุกคนต่างรู้ดีว่าอาวุธเหล่านี้ มีไว้เพื่อทำลาย
และไม่นานทุกอย่างก็จะกลายเป็นเพียงอดีตอันแสนเศร้าความทรงจำที่กัดกินใจ

พวกเราเดินเข้าช่องนั้นโผล่อีกทีช่องนี้เหมือนหนังอินเดีย
เด็กๆคงไม่คิดอะไรมาก เพียงเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นความสนุกแปลกใหม่และตื่นเต้น
เหมือนเห็นสีสันสารพัดในเปลวไฟเป็นความสวยงาม
จินตนาการของเด็กๆเป็นเรื่องสนุกเพราะไร้ขอบเขต
และทุกอย่างจะหดสั้นและถูกตีกรอบบีบลดลงมาเรื่อยๆเมื่อเราโตขึ้น

เปลวไฟที่เราเคยเอามือสัมผัสจนมือพองจะไม่ถูกแตะต้องอีกต่อไป



นี่แหละโฉมหน้าของชาวไทดำผู้ให้ข้อมูลกับเรา
เราอุดหนุนเธอด้วยเนื้อตากแห้งสูตรไทดำที่เธอยื่นให้เราชิม

11.11 am. เราเดินออกจาก A1 เพื่อหาพิพิธภัณฑ์ต่อ
บริเวณด้านข้างผมเห็นนักท่องเที่ยวชายหญิง 2 คน กำลังจะถ่านรูปคู่ ซึ่งผมก็อาสาเข้าไปเป็นช่างภาพให้
พวกเขาเป็นชาวสิงคโปร์ เขาพูดพร้อมกับกางแผนที่ของพิพิธภัณฑ์ที่ผมสอบถามพร้อมกับหนังสือที่เกี่ยวกับ A1 อีกเล่มในราคาที่ไม่แพง
เขาชี้ไปที่ถนนฝังตรงข้ามสำหรับที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์และรานขายหนังสือ
ที่ตอนนี้ปิดทั้งหมด และจะเปิดอีกครั้งในเวลาบ่ายสอง

เรายืนงงกันอยู่ที่ด้านหน้าของสุสานของเหล่าทหารซึ่งผู้คนที่นี่ให้ความเคารพในการเสียสละของพวกเขาเพื่อประเทศ
คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับจิตใจอันบอบช้ำของคนที่อยู่ด้านหลังของการสูญเสียเหล่านี้ 
หากพวกเขาทุกคนเลือกได้ คงไม่มีใครเลือกที่จะสูญเสียคนที่เรารักไปอย่างแน่นอน


เพื่อนชาวสิงคโปร์ บอกว่าเพิ่งมาจากซาปา คุณแปมก็เช่นเดียวกัน
ตอนนี้ซาปาหมอกหนามากมองไม่เห็นอะไรเลย
ผมได้แต่คาดหวังลึกๆว่าวันที่ผมไปฟ้าจะเปิดเราเราจะสามารถมองเห็นทุกสิ่ง
และความคิดของผมก็กลายเป็นคำพูดบอกกับพวกเขา ทั้งคุณปีเตอร์ คุณแปม ชาวสิงคโปร์สองคน
พวกเขาตอบกลับมาเพียงสั้นๆ "หวังว่าคุณจะโชคดีกว่าผม เพราะผมรอแบบนี้มาหลายวันแล้ว"
นั่นน่ะซิ! ผมเองก็หวังไว้แบบนั้นเหมือนกัน

ผมกับแปมเดินเข้าไปชทด้านในสุสานในขณะที่คุณปีเตอร์รออยู่ด้านหน้า
ข้างในสงบร่มรื่น สะอาด และถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ
ไม่รู้ว่าแต่ละหลุมเป็นญาติของใครบ้าง
รู้แต่ว่าคุณความดีและจิตวิญญาณของพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง






เวลาที่เหลืออีก 2 ชั่วโมงกว่าพิพธภัณฑ์จะเปิด
ทำให้เรามีเวลาที่จะเดินกลับมาที่สถานีรถโดยสารอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินความพยายาม
ในขณะที่คุณแปมจะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมพร้อมสอบถามเรื่องความแน่นอนของตั๋วเดินทางกลับฮานอยหัวค่ำนี้
และผมตัดสินใจที่จะจองตั๋วเดินทางเข้าซาปาต่อในวันรุ่งขึ้น

ที่สำคัญตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว
ข้าวเปล่าพร้อมอาหารอีก 3 อย่างรวมเนื้อของชาวไทดำอีกเป็น 4 อย่าง
เฉลี่ยแล้วมื่อนี้อยู่ที่คนละ 50,000 D ซึ่งก็คุ้มกว่าอาหารมื้อแรกของผมที่นี่อยู่ดี




คุณแปมเสนอให้เอาเงินบาทมาแลกดอลล่าร์ที่เธอมีอยู่ในอัตราที่เธอแลกมาจากเมืองไทย
แล้วค่อยเอาดอลล่าร์ไปแลกกับเงินดองที่ธนาคาร ซึ่งแผนนี้ค่อนข้างได้ผล
เราเข้าธนาคารที่ดูเหมือนจะให้อัตราแลกเปลี่ยนเราดีแต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ
ไม่มีการเข้าคิว คนมาทีหลังยังยื่นเอกสารข้ามหัวเราไปมาและเจ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจเท่าไหร่นัก

เราจึงเดินออกจากธนาคารแห่งนี้ไปเพื่อหาที่ใหม่ครั้งนี้ผมตัดสินใจแวะเข้าธนาคารอีกแห่งแบบอัตโนมัติ
สังเกตุเห็นหมายเลขนำโชคของเราตั้งแต่เริ่มทริป อาคารเลขที่ 488 เราได้ช่องติดต่อหมายเลข 8
การแลกเงินครั้งนี้เราได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกเพราะเมื่อเราหาค่ากลับจากดอลลาร์แล้วเราสามารถแลกได้ 1 B / 644 D  

เมื่อได้เงินเรียบร้อย เราก็เดินทางต่อไปที่พิพิธภัณฑ์
ตอนนี้ทุกร้านเปิดกันหมดแล้ว ผมตัดสินใจซื้อแผนที่ของที่นี่พร้อมหนังสือเก็บไว้
เพื่อจะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี่บ้าง ในปี 1953-1954
ซึ่งครบรอบ 60 ปี พอดี ในปี 2014 ในราคา 45,000 D พร้อมแผนที่อีก 30,000 D 

ผมชอบซื้อแผนที่ประจำท้องที่มากกว่าจะหาใน Internet หรือโหลด GPS
เพราะในนั้นมีรายละเอียดบางอย่างที่คนนอกพื้นที่อาจไม่เคยเห็น







เรื่องราวภายในพิพิธภัณฑ์เป็นเหมือนฉากจำลองเหตุการณ์จาก A1 ที่เราเพิ่งผ่านไปดูมา
หลายๆภาพทับซ้อนกันไปมาในความทรงจำ จากภาพจำลอง ภาพถ่าย ภาพจริง
จนเห็นเรื่องราวเคลื่อนไหวในจินตนาการได้ไม่ยากนัก



การมีแผนที่ทำให้เรารู้ว่าเราจะไปที่ไหนต่อได้ในเวลาที่เรามีอยู่
หลังจากผมถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ ที่กำลังยกโทรศัพท์ถ่ายภาพพวกเราอยู่ ก็เดินออกมาเปิดแผนที่กันดูว่ามาที่ไหนที่สมควรไปได้ในตอนนี้บ้าง
เราใช้เวลาเดินตามแผนที่ที่ได้มาถึงฐานบัญชาการของทางฝรั่งเศส ที่ในนั้นบอกไว้เหมือนกับเป็นหมู่บ้านอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่าหากไม่มีแผนที่เราคงมาไม่ถึงที่นี่ซึ่งเราเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนที่เจ้าหน้าที่จะปิดการขายตั๋วเข้าชมพอดี
กลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสและคนท้องถิ่นมาที่นี่ 
ภายในความคิดของพวกเขาคงแตกต่างกันสำหรับที่สำคัญแห่งนี้
ที่ซึ่งมีไว้สำหรับวางแผนการรบ และมีไว้สำหรับการเข้าจู่โจมเพื่อยึดครอง
เพื่อประกาศชัยชนะ





ระหว่างทางกลับเราเดินข้ามสะพานอีกแห่งที่สำคัญสำหรับครั้งอดีต
เพื่อการลำเรียงอาวุธสู่ฐานทัพที่อยู่ใกล้ๆกัน
ตลาดการค้าอาหาร พืชผักสดขนาดเล็กที่มีแม่ค้าเรียงรายขายของกันสองข้างทาง

ภาพบางภาพที่ผ่านตาทำให้ผมอดชื่มชมในความพยายามไม่ได้ จนกลายเป็นอีกแรงบันดาลใจสำหรับการอ่าน
ภาพคุณยายที่ไม่ยอมแพ้ต่อร่างกายตัวเองที่เสื่อมลงเรื่อยๆ กำลังละลายไปกับหนังสือที่เธออ่าน
ผมจะชื่นชมทุกครั้งที่เห็นใครสักคนตั้งใจอ่านหนังสือกันอยางใจจดจ่อ
เพราะนั่นเป็นเรื่องราวที่พวกเขาได้เรียบเรียงมาจากมุมมอง ประสบการณ์ ความคิด
เพื่อให้ผู้อ่านได้มุมที่แปลกไปจากเดิมหรือต่างไปจากสิ่งที่ตนเคยคิดเห็น


ผมเห็นภาพชายวัยกลางคนนั่งดูดควันจากบ้องไม้ไผ่ที่เห็นจนชินตาที่นี่
ผมเห็นผู้คนนั่งเล่นไพ่กันอย่างอิสระ บางแห่งตั้งโต๊ะเรียงรายเล่นกันข้างถนน
เสร็จแล้วพวกเขาก็ลุกไปทำงานกันต่อ เพราะพักกันมาเต็มที่ตามวัฒนธรรมของฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว
ทั้งลาวและเวียดนามใช้เวลาของฝรั่งเศสเหมือนกัน แม้กระทั่งภาษาเขียนของเวียดนามก็คล้ายๆกัน

ผมไม่เห็นธงอาเซียนที่รวมธงของประเทศต่างๆสักผืนตั้งแต่เดินทางอกจากประเทศไทยมา
พวกเขาคงไม่รู้ว่าอาเซียน คือ อะไร
ผมไม่เห็นภาพของคนที่ถือแท็ปเลตเพื่อเล่นเกมแองกี้เบิร์ดหรือนั่งถูโทรศัพท์หรืออะไรก็ตาม
ที่ดึงจินตนาการของพวกเขาเพียงเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียว



เมื่อหมดเส้นทางผมต้องแยกทางกับคุณปีเตอร์และคุณแปมซึ่งจะเดินกลับโรงแรมและแวะตลาดระหว่างทาง
สำหรับผมยังมีสถานที่อีกแห่งที่ต้องไปนั่นคือเนินที่มีอนุสาวรีย์เพื่อประกาศอิสระภาพและชัยชนะตั้งอยู่กลางเมือง

บันไดทางขึ้นกว่า 400 ขั้น ทำให้ผมเห็นเมืองทั้งเมืองได้โดยรอบ
สำหรับผมยังตัดสินความเป็นอยู่ของคนหรือใครที่นี่ ไม่ได้
เพราะเท่าที่ผมเดินมาทั้งวันนี้นั้นเป็นเพียงแค่บางส่วนของเมือง ผู้คนก็แค่บางส่วนเท่านั้นเอง




ข้างบนนี้บรรยากาศดีมากตอนผมยืนอยู่
อากาศครึ้มแต่ก็ยังเห็นทิวทัศน์ได้ระยะไกล
สายลมเย็นๆที่พัดผ่านมา หอบเอาคลื่นเสียงจากขลุ่ยอันโหยหวนที่กลุ่มชายวัยรุ่นกำลังเป่ากันอยู่บนนั้น
กลุ่มเมฆที่เคลื่อนตัวเหมือนมีพลังงานขนาดใหญ่คอยส่งเสริมความเสียสละของผู้คนในยุคนั้น
เพื่อคนรุ่นหลังๆได้ใช้ชีวิตกันอย่างสะดวกสบาย


มีผู้คนเดินออกกำลังกาย ถ่ายรูป ทั้งนักท่องเที่ยวทั้งยุโรปและเอเชียยืนเล่นอยู่บนนั้นอย่างหลวมๆพอไม่เหงา







ผมนั่งฟังเสียงขลุ่ยที่ล่องลอยไปตามสายลมพร้อมๆกับดวงอาทิตย์ที่เริ่มหมดแรง
แสงไฟต่างๆในเมืองเริ่มส่องประกายมากขึ้น
และผมก็ต้องตัดใจเดินออกจากบรรยากาศเหล่านี้กลับลงไปด้านล่าง
บางทีอาจทันส่งคุณแปมก่อนเดินทางเข้าฮานอยเพื่อกลับประเทศไทย
อาจจะไม่เจอหรือเจอเพื่อได้ขอบคุณเธออีกครั้ง



6.00 pm. ผมเดินมาถึงที่พักพร้อมกับคุณแปมและคุณปีเตอร์ที่เพิ่งกลับมาจากตลาดพอดี
เราทุกคนต่างหัวเราะแบบประหลาดใจเล็กน้อยที่ทุกอย่างลงตัวในจังหวะที่พอดี
ทำให้ผมมีเวลาที่จะหิ้วกระเป๋าไปส่งเธอขึ้นรถในสถานีที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก

7.15 Pm. คุณแปมขึ้นรถไปฮานอยแล้ว เป็นรถแบบ Sleeping Bus ซึ่งเป็นเตียงสองชั้นสามแถวเรียงกันอยู่
การโบกมือลาและกล่าวขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆที่เราได้รู้จักและพึ่งพาอาศัยกันตั้งแต่เช้าถึงเย็นคงเป็นการเริ่มต้นสำหรับมิตรภาพที่ดี



ผมกับคุณปีเตอร์เดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้งเพื่อเตรียมซื้ออาหารเช้าสำหรับการเดินทางไปซาปา ในเวลา 6.30 am.
2 คืน กับ 1 วันที่นี่ คงยังไม่พอสำหรับหลายๆสิ่ง

แต่สำหรับทริปการเดินทางที่ยังคงต้องเก็บให้ตลอดเส้นทางกับระยะเวลาที่มีอยู่ยังคงจำเป็น
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า เราอาจอยู่ซาปาซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผมหลายวันเพื่อรอหมอกจาง
หรือเราอาจไม่ได้เห็นอะไรเลยที่ซาปา สถานที่เรากำลังจะเดินทางไปต่อในวันพรุ่งนี้



ตอนที่ผ่านมาและต่อไป "แบ่งเขต ไม่แบ่งใจ; ไทย ลาว เวียดนาม" 
ตอนที่ 5 : เดียนเบียนฟู เวียดนาม <<<< Now! here
ตอนที่ 7 : ซาปา2 เวียดนาม
ตอนที่ 8 : ซาปา3 เวียดนาม
ตอนที่ 9 : ฮานอย 1 เวียดนาม
ตอนที่ 10: ฮานอย 2 เวียดนาม
ตอนที่ 11 : เหว้ เวียดนาม
ตอนที่ 12 : เหว้-สวรรณเขตสู่ไทย





Create Date : 09 มกราคม 2558
Last Update : 14 มกราคม 2558 12:05:40 น. 0 comments
Counter : 1337 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.