<<
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
23 มิถุนายน 2553

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (2)




สวัสดีค่ะ วันนี้พาไปชม

" พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช "

ที่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา กันค่ะ







พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ แห่งนี้ เป็นหนึ่งในพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ขององค์สมเด็จพระนเรศวรฯ ที่มีอยู่หลายแห่งในประเทศไทย
ตั้งอยู่ในบริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา







ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่กระทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา
ในบริเวณใกล้เคียงกับทุ่งภูเขาทองและพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย







พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ นี้ตั้งอยู่ด้านหน้าของเจดีย์ภูเขาทอง
แห่งทุ่งภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา
บริเวณฐานพระบรมราชานุสาวรีย์มีรูปนูนต่ำเป็นเรื่องราวพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
รวมทั้งมีไก่เป็นฝูงใหญ่ตั้งอยู่ด้วย







เชื่อกันว่าบริเวณนี้เดิมเป็นทุ่งโล่งที่มีการตั้งทัพข้าศึก และเกิดการทำการยุทธหัตถีในหลายครั้งหลายสมัย
องค์อนุสาวรีย์อยู่ในท่าที่สมเด็จพระนเรศวรทรงม้าศึก ประดิษฐานบนแท่นเป็นลานหินสีขาว







สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ พระองค์ดำ เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2098
พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตรี
ราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย
ดังนั้น พระองค์จึงมีพระชาติ ทั้งราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยทางพระราชบิดา และราชวงศ์อยุธยาทางพระราชมารดา
พระองค์ทรงมีพระพี่นาง พระนามว่า พระสุวรรณเทวีหรือพระสุพรรณกัลยา
และพระน้องยาเธอ พระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ







ภาพองค์พระนเรศวร ทรงชนไก่กับพระมหาอุปราชเมืองพม่า เมื่อครั้งที่พระองค์ประทับที่พม่าในวัยเยาว์






ภาพที่แสดงถึงองค์พระนเรศวรทรงฝึกซ้อมการต่อสู้ เมื่อครั้งอยู่ในเมืองพม่า







สมเด็จพระนเรศวรฯประทับอยู่ที่หงสาวดีได้ ๖ พรรษา จนกระทั่งเมื่อพระชนมพรรษาได้ ๑๕ พรรษา
วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ ไทยก็เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่ข้าศึก
พระเจ้าหงสาวดีให้ทำพิธีปราบดาภิเษกพระมหาธรรมราชาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา
เมื่อพระมหาธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงทูลขอพระนเรศวรฯ คืนจากพระเจ้าหงสาวดี เพื่อให้กลับมาช่วยราชการบ้านเมือง
สถาปนาให้เป็น "พระนเรศวร" ตำแหน่งสมเด็จพระโอรสผู้เป็นมหาอุปราชเสด็จไปครองเมือง พิษณุโลก
และถวายพระสุพรรณเทวีพระราชธิดาให้กับพระเจ้าหงสาวดีแทน






ปีพ.ศ.๒๑๑๒ พระยาจีนจันตุ เป็นขุนนางจีนคนหนึ่งในกัมพูชา พาพรรคพวกหนีมาสวามิภักดิ์ต่อไทย
สมเด็จพระ มหาธรรมราชาทรงรับเลี้ยงไว้ อยู่มาภายหลังพระยาจีนจันตุคงมีความผิดจึงลอบลงเรือสำเภาหนี จากพระนคร
สมเด็จพระนเรศวรฯ ซึ่งประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ทรงทราบจึงจัดเรือพายรีบตามไป ทันเรือสำเภาจีนจันตุที่ปากน้ำ
เสด็จออกทรงยิงพระแสงปืนสับนก ในขณะนั้นเองข้าศึกยิงสวน มาถูกรางพระแสงปืนแตกอยู่กับพระหัตถ์
พระองค์ก็ไม่หลบเลี่ยง ทรงพยายามจะยิงข้าศึกต่อไป
พระเอกาทศรถเกรงว่าสมเด็จพระเชษฐาจะเป็นอันตราย
จึงตรัสสั่งเร่งเรือลำที่ทรงเอง เข้าไปขวางเรือสมเด็จพระเชษฐา
พอเรือสำเภาพระยาจีนจันตุได้ลมจึงแล่นหนีออกทะเลไป





องค์สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสระภาพ ณ เมืองแครง ดังความในพระราชพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า

ทรงมีพระดำริเห็นว่า การเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยแล้ว
จึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครง
รวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน
แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่อง และพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน
ทรงแจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม ณ ที่นั้นทราบว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์
จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า

"ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี
เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา
ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี
มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป"








มีความในพระราชพงศาวดาร แสดงถึงความอัศจรรย์ตอนหนึ่งว่า
ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวร ประทับอยู่ที่ค่ายหลวง ตำบลมะขามหวาน ก่อนวันที่จะเสด็จยกกองทัพไปเมืองสุพรรณบุรี
ในตอนกลางคืน พระองค์ทรงพระสุบินว่า มีน้ำท่วมป่า หลากมาแต่ทางทิศตะวันตก
พระองค์เสด็จลุยน้ำไปพบจรเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กัน ทรงประหารจรเข้นั้นสิ้นชีวิตด้วยฝีพระหัตถ์
สายน้ำนั้นก็เหือดแห้งไป ทรงมีรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนั้น
พระยาโหราธิบดีกราบทูลพยากรณ์ว่า เสด็จไปคราวนี้จะได้รบพุ่งกับข้าศึก เป็นมหายุทธสงคราม
ถึงได้ทำยุทธหัตถีและจะมีชัยชนะข้าศึก







มีเรื่องของศุภนิมิตครั้งที่สองที่ได้กล่าวไว้ในที่บางแห่งว่า
เมื่อใกล้ฤกษ์ยกทัพ สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ
เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งตามพิชัยฤกษ์นั้น
พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง ส่องแสงเรืองอร่าม
ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้ แล้วลอยวนรอบกองทัพไทย
เป็นทักษิณาวัตรสามรอบ จากนั้นจึงลอยขึ้นไปทางทิศเหนือ
สมเด็จพระนเรศวร และพระอนุชาทรงปิติยินดีตื้นตันพระราชหฤทัยยิ่งนัก
ทรงนมัสการและอธิษฐานให้ พระบรมสารีริกธาตุนั้น ปกป้องคุ้มครองกองทัพไทย ให้พ้นอันตรายจากผองภัยทั้งมวล







วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรในภาพนี้ มีดังนี้
ทรงเสด็จออกปล้นค่ายพม่าซึ่งเป็นทัพหน้าของหงสาวดี ข้าศึกแตกพ่ายถอยหนี
พระองค์จึงไล่ตีมาจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้าหงสาวดี ทรงเสด็จลงจากม้าคาบพระแสงดาบ
แล้วนำทหารปีนบันไดขึ้นกำแพงข้าศึก แต่ถูกพม่าใช้หอกแทงตกลงมาข้างล่างหลายครั้ง
จึงทรงเสด็จกลับพระนคร พระแสงดาบนี้มีนามว่า " พระแสงดาบคาบค่าย "







สมเด็จพระนเรศวรทรงยกกองทัพข้ามแม่น้ำสะโตง จวนจะถึงหงสาวดี
ก็ทราบข่าวว่าพระเจ้าหงสาวดีรบชนะพระเจ้าอังวะ และกำลังยกทัพกลับกรุงหงสาวดี
สมเด็จพระนเรศวรทรงคิดพิจารณาแล้วว่า การจะตีหงสาวดีครั้งนี้คงไม่สำเร็จ
จึงให้ทหารเที่ยวไปกระจายข่าวบอกชาวไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนมา ให้เดินทางกลับเมืองไทยได้จำนวนหมื่นเศษ
สมเด็จพระนเรศวรทรงให้ชาวบ้านข้ามแม่น้ำสะโตงไปจนหมด
แล้วพระองค์ทรงอยู่คุมกองหลังข้ามแม่น้ำสะโตงเป็นชุดสุดท้าย(แสดงถึงความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมและกล้าหาญมาก)
ขณะนั้นพระมหาอุปราช(มังสามเกียด)ได้จัดทัพติดตามมา ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า แล้วมาทันกันที่แม่น้ำสะโตง
ซึ่งมีความกว้างประมาณ ๔๐๐ เมตร ทางพม่าก็ยิงปืนข้ามมาแต่ไม่ถูก
สมเด็จพระนเรศวรทรงประทับอยู่บนคอช้างริมแม่น้ำทรงประทับพระแสงปืนยาว ๙ คืบหรือ ๒ เมตร ๒๕ เซ็นติเมตร
(แล้วทรงอธิฐานถ้าการกู้ชาติสำเร็จขอให้ยิงถูกข้าศึก)
ทรงยิงไปถูกสุรกรรมาตายอยู่บนคอช้าง ทำให้พม่าเกรงกลัวและถอยทัพกลับไป
พระแสงปืนต้นนี้มีนามว่า “ พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง ”
หลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา







สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง ตรงที่ได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา
ณ ตำบลท่าคอย ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลดอนเจดีย์ อยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น
พระเจดีย์ทิ้งร้างมานานหลายร้อยปี เพิ่งมาพบเมื่อปี พ.ศ. 2456 วัดฐานเจดีย์ได้ด้านละ 10 วา ความสูงประมาณ 20 วา
ต่อมา ได้มีการบูรณะเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ ตามแบบอย่างเจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล
ซึ่งสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ แห่งชัยชนะครั้งนั้น
ตามคำกราบทูลแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว เป็นเจดีย์กลมแบบลังกา ดังที่ปรากฎอยู่ปัจจุบันนี้







ภาพพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร ที่มองมาจากบนเจดีย์ภูเขาทอง ที่อยู่ด้านหลัง

พระบรมราชานุสาวรีย์มีพื้นที่ทั้งหมด 1,075 ไร่ ประกอบด้วยสระเก็บน้ำ
พื้นที่จัดกิจกรรม มีภูมิทัศน์บริเวณรอบอนุสาวรีย์สวยงาม
สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน พื้นที่รับน้ำทำการเกษตร







เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่ฐานองค์ราชานุสาวรีย์ฯ นี้ ไม่มีภาพการกระทำยุทธหัตถี

แต่ป้าแอ๊ดจะนำภาพการกระทำยุทธหัตถีอีกรูปแบบหนึ่งมานำเสนอในบล็อกหน้านะคะ

วันนี้ลากันด้วยภาพนี้ค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้ไปถ่ายภาพจากสถานที่จริงๆ มาให้ชม











ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


Create Date : 23 มิถุนายน 2553
Last Update : 29 กรกฎาคม 2553 16:06:41 น. 29 comments
Counter : Pageviews.  

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:13:27:13 น.  

 
พื้นที่กว้างมากเลยนะคะ ดูร่มรื่นจริงๆ


โดย: พี่นู๋อ้อ (pinuaoo2006 ) วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:14:21:35 น.  

 
ใคร้เค้าจะหาว่าป้าแอ๊ดไม่ได้ไปจริงๆคะ

หุหุ...แต่เอารูปมายันก็ดี จะได้ดูรูปคนสวยชุดสีน้ำตาลเข้ม


สง่างามมากค่ะ อนุเสารีย์พระองค์ดำ

น่าสนใจที่ป้าแอ๊ดทิ้งท้ายไว้ค่ะว่า ไม่มีภาพยุทธหัตถี ทั้งๆที่น่าจะเป็นหัวใจเลยนะเนี่ย

งั้นบล็อกหน้าต้องติดตามว่า ป้าแอ๊ดจะไปเอายุทธหัตถีตรงไหนมานำเสนอ


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:14:33:03 น.  

 
สวัสดียามบ่ายค่ะ

สบายดีกันหรือป่าวคะ??

ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ,,


โดย: cd2lucky วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:14:41:00 น.  

 
ตามไปเที่ยวกับป้าแอ๊ดด้วยคนค่ะ...ดีจังเลย..รู้สึกว่าป้าแอ๊ดมีความสุขจังได้ไปเที่ยวนู้นเที่ยวนี่...เรื่อย ๆ สบาย ๆ ชีวิตไม่ต้องเร่งร้อนกับอะไร..ของน้อยอีกหลายปีกว่าจะได้พัก..คิดไว้ว่าถึงวันนั้นเมื่อไหร่ก็จะเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เราอยากไป...เมืองไทยมีที่น่าสนใจและสวยงามมากมาย ทั้งเรื่องราวของประวัติศาสตร์และธรรมชาติ...ถ้ามีโอกาสอยากไปให้ทั่วเหมือนกันค่ะ


โดย: chadapha วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:14:46:56 น.  

 
โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา...เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก

ขอให้มีความสุขกับการมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลก ตลอดไป..นะคะ




โดย: พรหมญาณี วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:15:23:23 น.  

 
อ่านประวัติศาสตร์ได้สนุกจริงค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:15:23:46 น.  

 
ผมไม่กล้าเดินข้ามฝั่งเลยครับป้าแอ็ด
สะพานดูยวบยาบมาก
แล้วน้ำหนักตัวของผมก็จะ 80 อยู่มารอมมาร่อครับ 5555


กลัวสะพานจะพังซะก่อนที่จะข้ามถึงอีกฝั่งครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:15:44:18 น.  

 
ตอนไปทัวร์ตอนรถจักรไอน้ำเค้าก็พาไป

ไปถ่ายพระพุทธชินราช อย่าลืมถ่ายพระเหลือมาฝากด้วยนะ



โดย: VET53 วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:16:33:16 น.  

 
สวัสดีค่ะป้าแอ๊ด

ขนมเบื้องญวนที่อร่อยสุดเท่าที่ทานมาอยู่ที่มุกดาหาร ถ้าได้ไปมุกดาหารละแนะนำเลยค่ะ

ชื่อร้าน คู่แฝดแหนมเนือง ไส้จะมีหมู ถั่วงอก เต้าหู้ ค่อนข้างสะใจดี เห็นว่ามีสาขาสอง แต่ที่เคยทานสาขาแรกมั้งคะเป็นร้านห้องแถวห้องเดียว ตรงข้ามบ้านพักตำรวจค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:16:56:28 น.  

 
บล็อกป้าแอ๊ด สาระครบเครื่องจริงๆ ได้เที่ยวแล้วยังได้ความรู้อีก วันนี้ได้รู้เกี่ยวกับพระนเรศวรเพิ่มขึ้นด้วย กษัตริย์ไทยเรา เก่งทุกพระองค์ ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย

พี่น้อยบอกว่าเย็บกางเกงตัวแรกได้แล้วเพราะเรียนจากบล็อกป้าแอ๊ด งั้นหนูยัดเยียดความเป็นลูกศิษย์ให้ป้าแอ๊ดมั่งดีกว่า รับมั้ยคะ????

รักษาสุขภาพนะคะ


โดย: somjaidean100 วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:17:57:23 น.  

 
......ข้อมูลเพียบเลย......


โดย: jetsada.999 วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:18:50:02 น.  

 
สวัสดีค่ะป้าแอ๊ด หนูมาไม่ทันบล๊อกอนุโมธนาบุญแล้วค่ะ ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินทาง
เลยไม่ค่อยได้เข้าบล๊อกค่ะป้าแอ๊ด

รูปสุดท้ายสวยที่สุดเลยค่ะ .... ข้อมูลแน่นมากๆเลยค่ะ บางเรื่องหนูก็ไม่เคยรู้มาก่อนนะคะเนี่ย
เช่นเรื่องของศุภนิมิตครั้งที่สอง ถือเป็นความรู้มากๆเลยค่ะ

พูดถึงเรื่องของหวาน หนูก็ต้องลดเหมือนกันค่ะ ถ้าละ หรือเลิกได้ก็คงดี
เพราะว่าคอลสเตอรอล เกินอยู่ค่ะตอนนี้ แต่แหมมันทำยากจริงๆ
กลับมาเยอรมันขนมหวานอร่อยมากๆ หักห้ามใจยากที่สุดเลยค่ะ


โดย: ปลาทอง9 วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:20:15:51 น.  

 
ห้ามกระพริบตาจริงๆเลยบ้านนี้ อัพเดตข้อมูลตลอดเวลา ขอบคุณค่ะที่ไปแจ้งข่าวถึงบ้านเลย ไม่มีพลาดเรื่องของป้าแอ๊ดอยู่แล้ว หนูเกิดปากน้าโพ โตอยุธยาแต่โตมากที่ปากน้ำโพอีกครั้ง ตอนที่หนูอยู่อนุสาวรีนี้ยังไม่ได้สร้าง เมื่อปีที่แล้วพาแม่ไปเที่ยวมาสวยมากมีคนถวายไก่เต็มไปหมด แต่ได้มาทราบรายละเอียดประวัติศาสตร์จากป้าแอ๊ดคนนี้นี่เอง ได้สาระและสวยงามทุกครั้งเลยค่ะ รอมตอนต่อไปค่ะ


โดย: ป้าเกรซ (BabyGreace ) วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:20:19:02 น.  

 
ตามป้าแอ๊ดมาเที่ยวด้วยคนค่ะ... อยากไปบ้างสักครั้ง


โดย: namfaseefoon วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:20:23:22 น.  

 
สวัสดียามดึกค่ะคุณป้าแอ๊ด
มาตามเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ด้วยคนค่ะ
ได้ความรู้เพียบเลย


โดย: คนที่ใช่ ในวันที่ผิด วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:0:42:33 น.  

 
ขอบคุณที่รับหนูเป็นศิษย์ค่ะ งั้นก็ไม่ต้องเรียกหนูว่าคุณนะคะ หนูกระดากค่ะ จะเรียกพีช ยายพีช หรือะไรก็ได้ค่ะ เรียกนังพีช หนูก็ขานนะคะ

รักษาสุขภาพะคะ เดี๋ยวว่างๆหนูจะมารื้อบ้านป้าแอ๊ดค่ะ


โดย: somjaidean100 วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:1:46:45 น.  

 
ประวัติศาสตร์ยิ่งค้นคว้ายิ่งน่าพิศวง

มีความสุขมากๆๆ น่ะค่ะป้าแอ๊ด


โดย: kim (นกน้อยจงแกร่ง ) วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:7:29:53 น.  

 
ดีครับ ได้รู้ประวัติศาสตร์ไทย เยี่ยมเลย รูปของป้าแอ้ด ถ่ายได้งดงามมาก ผมยอมแพ้เรื่องถ่ายรูป

บล็อกเรื่องผักเหมี่ยงที่บอกว่าจะนำลง ต้องขอเลื่อนออกไปอีกนิดนะครับ เนื่องจากรูปที่อยู่ในกล้อง ความจำเต็ม ผมเลยนั่งลบออกจนหมด เข้าใจว่าลูกชายเซฟให้ในคอมหมดแล้ว ปรากฎว่าไม่มีเลย เรื่องผักเหมียงที่ถ่ายไว้ประกอบเรื่องหายหมดเลย ต้องกลับไปสวนที่พังงาใหม่ แต่อีกไม่นานครับ ได้ชม


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:10:10:45 น.  

 
นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายแห่งคนดี

มีความสุขกับการคิดดี ทำดี มีความกตัญญูเป็นเครื่องส่งเสริม ตลอดไป..นะคะ




โดย: พรหมญาณี วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:11:43:59 น.  

 


บ้านเกิดเมืองนอนทางพ่อของภูเพยียค่ะ
รู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยเวลาใครเล่าหรือเขียนถึงจังหวัดนี้ค่ะ
แต่เราประเภทใกล้เกลือกินด่าง เพราะไม่เคยถ่ายรูปไว้เลยค่ะ
ป้าแอ๊ดถ่ายภาพได้สวยมาก ๆ
ชอบพิเศษก็ภาพภูมิทัศน์บริเวณรอบอนุสาวรีย์ค่ะ
เสน่ห์ของเมืองที่มีประวัติศาสตร์ คุณค่ามากจริง ๆ


โดย: ภูเพยีย วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:11:44:33 น.  

 
ได้ความรู้มากมายจากเอนทรี่นี้ ขอบคุณป้าแอ๊ดมากๆค่ะที่พาไปเที่ยวแล้วยังเล่าประวัติศาสตร์ให้อ่านด้วย


โดย: Love At First Click วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:14:45:56 น.  

 
ป้าแอ๊ดขา ขออนุโมทนาบุญย้อนหลังด้วยนะคะ

ควิลท์ฮาวายเอี้ยนใต้ต้นมะพร้าวพอไหวค่ะป้าแอ๊ด
แต่บนเรือสงสัย ไม่ไหวค่ะ มีหวังเมาคลื่นก่อนค่ะป้า 55


โดย: iampp วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:20:20:42 น.  

 
สวัสดีครับ คุณป้าแอ้ดขอรับ

ได้ความรู้เยอะเลยเชียวครับ

เกิดมา เคยไปแถวนั้นอยู่ครั้งนึง

ชอบบ้านแถวภาคนั้นมากๆครับ



โดย: อิ ส ร ะ ช น ตั ว โ ต เ ต็ ม วั ย . . ไม่ ใ ช่ ใ ค ร . . . มัน คื อ . . (เป็ดสวรรค์ ) วันที่: 24 มิถุนายน 2553 เวลา:23:28:31 น.  

 
มาเก็บรายละเอียดอีกครั้งค่ะป้าแอ๊ด

ภาพหัวบล็อกนี่ เป็นภาพประทับใจที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆเลยนะคะ

เด็กไทยทุกคน ไม่น่ามีใครไม่เคยผ่านตาภาพยุทธหัตถีภาพนี้


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 25 มิถุนายน 2553 เวลา:6:23:01 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับป้าแอ็ด








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 มิถุนายน 2553 เวลา:8:05:07 น.  

 
อิจฉาคนได้ไปไหนๆ ตอนนี้ไม่สบายกาย และยังพลอยทำให้ใจคอไม่ค่อยดี เลยต้องถนอมตัวสุดเหนี่ยว วันนี้ดีที่สุดในรอบสองเดือน เลยมาชมวิวภาพกว้างได้ที่นี่ค่ะ


โดย: แมลงจ่อย (Bug in the garden ) วันที่: 25 มิถุนายน 2553 เวลา:9:31:44 น.  

 
อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
ทั้งคนมีทั้งคนจน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า

ขอให้มีความสุขในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ตลอดไป..นะคะ




โดย: พรหมญาณี วันที่: 25 มิถุนายน 2553 เวลา:11:16:02 น.  

 
ภาพท่านทรงม้าแปลกตาดีค่ะ เพราะปกติ เห็นแต่คนปั้นให้ทรงช้าง


โดย: ju IP: 113.53.115.127 วันที่: 14 กรกฎาคม 2553 เวลา:12:27:03 น.  
addsiripun
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]




ลบบล็อกงานตัดเย็บทิ้งหมดแล้วนะคะ
[Add addsiripun's blog to your web]