bloggang.com mainmenu search
บันทึกผู้กล้าแห่งสมรภูมิอัฟกานิสถาน

โดย

พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ

Master of International Relations (with merit)

Victoria University of Wellington, New Zealand

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก ตัดตอนส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทำซ้ำเพื่อการพาณิชย์ เนื่องจากกำลังรวมเล่มเพื่อจัดทำเป็นพ๊อคเก๊ตบุ๊ค อนุญาตให้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น





สมรภูมิอัฟกานิสถานเป็นสมรภูมิการรบสมัยใหม่ที่ดูดกลืนทรัพยากรอันมีค่าของโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรนาโต้เป็นจำนวนมากอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี อาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นยอดที่มีราคาแพงมหาศาล รวมไปถึงเม็ดเงินจำนวนมากที่ทุ่มเทลงไปเพื่อพัฒนาผืนดินอันแร้นแค้นและเต็มไปด้วยหุบเขาอันสูงชันแห่งนี้

หากจะเปรียบเทียบอัฟกานิสถานกับเวียดนามในยุคสงครามเย็นก็จะพบว่ามีสาเหตุ ปัจจัย องค์ประกอบและผลลัพท์ที่คล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก ดังที่ผู้เขียนได้เคยวิเคราะห์เปรียบเทียบเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าสมรภูมิอัฟกานิสถานจะมีจุดจบลงเช่นไร สิ่งหนึ่งที่จะถูกจารึกไว้ตลอดนิรันดร์กาลก็คือ ความกล้าหาญ ความเสียสละของทหารจำนวนมากที่ต้องจบชีวิตลงในดินแดนที่ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขานับพันกิโลเมตร บทความที่นำเสนอนี้จึงเป็นการนำเสนอเพื่อยกย่องความกล้าหาญของกำลังพลที่ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor จากการรบในสมรภูมิแห่งนี้

ข้อสังเกตุข้อหนึ่งในสมรภูมิอิรักและอัฟกานิสถานก็คือ ผู้ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น Medal of Honor ซึ่งถือเป็นเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เสียชีวิตในการรบแทบทั้งสิ้น เช่น ในสมรภูมิอิรัก มีทหารอเมริกันที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น Medal of Honor จำนวน 4 นาย ทั้ง 4 นายเสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น




สิบโท เจสัน ดันแฮม



เริ่มตั้งแต่ สิบโทเจสัน ดันแฮม (Jason Dunham) อายุ 23 ปี ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ปืนเล็ก หมวดปืนเล็กที่ 4 กองร้อย เค กองพันที่ 3 กรมนาวิกโยธินที่ 7 ที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าตรวจค้นยานพาหนะจำนวน 7 คันของกลุ่มต่อต้านที่เพิ่งซุ่มโจมตีขบวนลำเลียงของสหรัฐฯ ในบริเวณเมือง "คาราบิล่า" (Karabilah) เมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.2004 และเกิดการต่อสู้ในระยะประชิด เมื่อสิบโทดันแฮมตรงเข้าล็อคคอและปลุกปล้ำผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งที่พยายามกระโดดหนีออกจากรถ ผู้ก่อการร้ายคนดังกล่าวได้โยนระเบิดมือออกมาใส่ทหารสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้ๆ โดยไม่รีรอดันแฮมตัดสินใจถอดหมวกเหล็กออกพร้อมกับกระโดดใช้หมวกเหล็กและร่างกายทับระเบิดนั้นด้วยความกล้าหาญ จนเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา




พลทหาร รอส แมคกินนิส



สำหรับคนที่สองที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นนี้ในอิรักคือพลทหาร รอส แมคกินนิส (Ross McGinnis) อายุเพียง 19 ปี ตำแหน่งพลปืนกล สังกัดหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อย ซี กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 26 ที่เสียชีวิตขณะเข้าโจมตีที่มั่นของกลุ่มต่อต้านในเมือง "อดามิยา" (Adhamiyah) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ.2006 โดยในขณะที่แมคกินนิสกำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยการระดมยิงปืนกลแบบเอ็ม 2 ขนาด .50 คาลิเบอร์บนหลังคารถฮัมวี่ (Humvee) ใส่ที่มั่นของฝ่ายตรงข้ามอยู่นั้น

ข้าศึกได้ตอบโต้ด้วยการโยนระเบิดมือเข้าใส่เขา ลูกระเบิดได้กลิ้งผ่านช่องว่างของป้อมพลปืนแล้วหล่นเข้าไปในรถฮัมวี่ที่มีเพื่อนทหาร 4 นายนั่งอยู่ แมคกินนิสตะโกนบอกเพื่อนในรถ ทั้ง 4 คนพยายามกระโจนออกจากรถ แต่ระเบิดใกล้ที่จะระเบิด แมคกินนิสจึงตัดสินใจมุดจากป้อมปืนกลับลงไปในรถแทนที่จะกระโดดออกจากป้อมปืนบนหลังคาซึ่งสะดวกกว่ามาก จากนั้นก็ใช้ร่างกายทับระเบิดดังกล่าว เพื่อรักษาชีวิตเพื่อนของเขาทั้ง 4 คน จนเสียชีวิตทันที




พลทหาร ไมเคิล เอ มอนซัว




ผู้ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor คนที่สามในสมรภูมิอิรักคือ พลทหาร ไมเคิล เอ มอนซัว (Michael A. Monsoor) อายุ 25 ปี สังกัดชุดปฏิบัติการพิเศษหรือหน่วยซีล (SEAL) ทีม 3 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเคยได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น “ซิลเวอร์ สตาร์” (Silver Star) ขณะทำการรบในยุทธการ “เคนทั้กกี้ จัมเพอร์” (Kentucky Jumper) ที่เมือง "รามาดี" (Ramadi) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2006 มาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง

โดย หน่วยซีลทีม 3 ของเขามักได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนล่วงหน้าของหมวดและได้ปะทะกับกลุ่มต่อต้านอย่างรุนแรงนับครังไม่ถ้วน จนสามารถสังหารกลุ่มต่อต้านในเป็นจำนวนถึง 84 คนในช่วงห้าเดือนแรกของการปฏิบัติการ และในวันที่ 9 พฤษภาคมของปีเดียวกัน มอนซัวก็แสดงความกล้าหาญด้วยการช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมที่บาดเจ็บออกจากพื้นที่การสู้รบ ท่ามกลางการระดมยิงอย่างหนักจากข้าศึก จนทำให้ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นซิลเวอร์ สตาร์ดังกล่าว และอีกไม่นานมอนซัวก็ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น "บรอนซ์ สตาร์" (Bronze Star) อีกเหรียญหนึ่ง

จนกระทั่งในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ.2006 หน่วยซีลทีม 3 ของเขาจำนวน 4 คนรวมทั้งมอนซัวก็ปะทะกับกลุ่มต่อต้านและถูกล้อมอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง ชาวเมืองต่างให้การช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านและระดมกำลังคนจากศาสนสถานที่อยู่ใกล้ๆ เข้าโจมตีทหารอเมริกันทั้งสี่คน ในระหว่างการต่อสู้ กลุ่มต่อต้านขว้างระเบิดมือขึ้นมาอย่างแรก จนกระแทกที่ไหล่ของมอนซัวก่อนที่หล่นลงกับพื้น มอนซัวตะโกนบอกเพื่อนๆ ว่า "ระเบิด" และกระโดดเข้าทับระเบิดพร้อมๆ กับในวินาทีเดียวกันกับที่ระเบิดทำงาน

ร่างของมอนซัวกระดอนขึ้นจากแรงระเบิด เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตอีก 30 นาทีต่อมา ในขณะที่เพื่อนของเขาอีก 2 คนที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดเช่นกันแต่สามารถรอดชีวิตมาได้เพราะมอนซัวได้ใช้ร่างของเขาบังสะเก็ดและแรงระเบิดเอาไว้จนเกือบหมด ความกล้าหาญครั้งนี้ทำให้มอนซัวได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น Medal of Honor ในที่สุด




จ่าสิบโท พอล เรย์ สมิธ



ทหารสหรัฐฯ ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor คนสุดท้ายในสมรภูมิอิรักคือ จ่าสิบโท พอล เรย์ สมิธ (Paul Ray Smith) อายุ 34 ปี สังกัดกองร้อย บี กองพันทหารช่างที่ 11 กองพลทหารราบที่ 3 ทำการรบในนครแบกแดด โดยใช้ปืนกลประจำรถสายพานลำเลียงพล เอ็ม 113 ยิงต่อสู้กับทหารอิรักจำนวนมากที่พยายามรุกเข้ามาในพื้นที่รวมพลของทหารอเมริกันที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณสนามบินนานาชาติแบกแดด เพื่อถ่วงเวลาในการลำเลียงทหารบาดเจ็บออกจากพื้นที่

เขายิงต่อสู้จนหมดกระสุนทั้งสามกล่อง ก่อนที่ทหารอิรักจะล่าถอยไป พร้อมๆ กับเสียงปืนของสมิธก็เงียบหายไปด้วย เพื่อนทหารจึงปีนขึ้นไปหาสมิธบนป้อมปืนของรถลำเลียงพล และพบว่าสมิธถูกยิงฟุบคาป้อมปืน เสื้อเกราะของเขามีรอยกระสุน เอ เค 47 ของทหารอิรักอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังถึง13 รู โดยที่เขายังคงทำการยิงต่อสู้ต่อไป จนกระทั่งกระสุนนัดสำคัญที่ปลิดชีวิตได้ทะลุท้ายทอยบริเวณที่ไม่มีเกราะป้องกัน กระสุนวิ่งเฉียงขึ้นไปทะลุสมองของเขา จนเสียชีวิตทันที วีรกรรมความกล้าหาญในครั้งนี้ทำให้การลำเลียงทหารอเมริกันที่บาดเจ็บออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

นั่่นคือทหารสหรัฐฯ ทั้งสี่นายที่ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor ในการรบในอิรักและทั้งสี่นายล้วนเสียชีวิตขณะทำการรบทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน ณ สมรภูมิอัฟกานิสถาน ซึ่งถือเป็นการรบที่ยาวนานกว่าอิรัก ก็มีทหารสหรัฐฯ ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นนี้ถึง 6 นาย เป็นกำลังพลที่เสียชีวิตขณะทำการรบ 3 นาย คือ




เรือโท ไมเคิล พี เมอร์ฟี่




เรือโท ไมเคิล พี เมอร์ฟี่ (Michael P. Murphy) อายุ 29 ปีเป็นทหารสหรัฐฯ คนแรกที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น Medal of Honor จากการสละชีวิตอย่างกล้าหาญในสมรภูมิอัฟกานิสถาน เมอร์ฟี่สังกัดชุดปฏิบัติพิเศษหรือหน่วยซีล (SEAL) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยเขาและเพื่อนร่วมทีม 4 นายได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการในยุทธการ "เรด วิงส์" (Red Wings) เพื่อสังหารหรือจับกุมตัว มูฮัมหมัด อิสมาอิล (Muhammad Ismail) ผู้นำระดับสูงของตาลีบันและ อาหหมัด ชาห์ (Ahmad Shah) ผู้นำกลุ่ม "เสือภูเขา" (Mountain Tiger) ของพวกตาลีบันเช่นกัน แต่เมื่อทีมของเมอร์ฟี่แทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ คนเลี้ยงแกะชาวอัฟกานิสถานได้พบพวกเขา ทั้งหมดจึงลงมติว่าจะทำอย่างไรกับคนเลี้ยงแกะนั้นดี เมอร์ฟี่และเพื่อนอีกหนึ่งคนลงมติให้ปล่อยไป ซีลอีกคนหนึ่งให้สังหารและอีกคนหนึ่งไม่ออกเสียง คนเลี้ยงแกะจึงได้รับการปล่อยตัวไป

อีกไม่นานพวกตาลีบันจำนวนเกือบ 200 คนได้เข้าล้อมหน่วยซีลทั้งสี่นาย เกิดการต่อสู้กันอย่างหนัก เมอร์ฟี่ออกจากที่ซ่อนเพื่อหาจุดที่วิทยุของเขาสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างชัดเจน ในการร้องขอการสนับสนุนทางอากาศ เขาให้ข้อมูลที่ตั้งและขอกำลังสนับสนุน ก่อนที่จะกลับมายังที่กำบังและยิงต่อสู้กับพวกตาลีบันต่อไป เฮลิคอปเตอร์แบบ เอ็มเอช 47 ชินุค (MH 47 Chinook) ที่เมอร์ฟี่ร้องขอได้นำกำลังเสริมเข้ามาเพิ่มเติม แต่ก็ถูกยิงด้วยจรวด อาร์ พี จี จนเครื่องตกลงสู่พื้น ส่งผลให้หน่วยซีลและชุดปฏิบัติงานของกองทัพบกเสียชีวิตรวม 16 นาย

ในขณะเดียวกันเมอร์ฟี่ซึ่งได้รับบาดเจ็บขณะที่ออกจากที่กำบังเพื่อไปทำจุดในการติดต่อสื่อสารและทีมของเขารวม 3 คนก็เสียชีวิตจากการปะทะดังกล่าว มีเพียงผู้รอดชีวิตคนเดียวคือ จ่าเอก มาร์คัส ลัทท์เรลล์ (Marcus Ruttrell) ศพของเมอร์ฟี่และเพื่อนร่วมทีมถูกค้นพบในอีก 6 วันต่อมาโดยชุดค้นหาและกู้ภัย
การปฏิบัติภารกิจในยุทธการ "เรดวิงส์" ครั้งนี้แม้จะได้รับการบันทึกว่า เป็นความล้มเหลวครั้งหนึ่งในการปฏิบัติภารกิจของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน แต่ความกล้าหาญของกำลังพลทั้งหมดก็ได้รับการจารึกไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะความกล้าหาญของเมอร์ฟี่ ที่ทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor ในที่สุด




จ่าสิบเอก โรเบิร์ต เจมส์ มิลเลอร์




นักรบกล้าคนต่อมาคือ จ่าสิบเอก โรเบิร์ต เจมส์ มิลเลอร์ (Robert James Miller) สังกัดชุดรบพิเศษ อัลฟ่า 3312 (Alpha 3312) ชุดเฉพาะกิจที่ 33 (Special Operations Task Force 33) กองร้อย เอ กองพันที่ 3 หน่วยสงครามพิเศษที่ 3 เข้าปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถานมาแล้ว 1 ครั้งคือระหว่างปี ค.ศ.2006-2007 และครั้งที่สองคือในปี ค.ศ.2008

มิลเลอร์เสียชีวิตขณะนำกำลังพล 7 นายในหน่วยของเขาพร้อมกับทหารอัฟกานิสถานอีก 15 นายออกลาดตระเวณในพื้นที่หุบเขา โกวอร์เดช (Gowardesh Valley) เมืองคูนาร์ (Kunar) ใกล้กับชายแดนที่ติดกับประเทศปากีสถานในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ.2008 และเกิดการปะทะกับฝ่ายตาลีบันจำนวน 15-20 คนที่ดักซุ่มโจมตี

มิลเลอร์ในฐานะผู้บังคับชุดได้สั่งการให้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มิลลิเมตรระดมยิงใส่ข้าศึก จนแตกกระจัดกระจาย

ในขณะที่ชุดรบพิเศษอัลฟ่า 3312 ของมิลเลอร์กำลังรุกไล่พวกตาลีบันเข้าไปในพื้นที่หุบเขาอยู่นั้น พวกเขาก็ตกอยู่ท่ามกลางการซุ่มโจมตีจากกองกำลังตาลีบันจำนวนมากกว่า 100 คนที่ระดมยิงใส่ทหารอเมริกันที่มีมิลเลอร์นำอยู่แนวหน้าสุด กระสุนปืน เอ เค 47 และจรวดอาร์ พี จี จำนวนมากถูกระดมยิงใส่มิลเลอร์ ซึ่งอยู่ล้ำหน้าทหารคนอื่นๆ ของเขาไปและอยู่ห่างจากพวกตาลีบันไม่ถึง 20 เมตร

แทนที่มิลเลอร์จะล่าถอย เขากลับวิ่งเข้าหาข้าศึกอย่างกล้าหาญพร้อมกับสาดกระสุนปืนกลแบบ M 249 ขนาด 5.56 มิลลิเมตรใส่พวกตาลีบันที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามหลืบเขา พร้อมกับตะโกนสั่งให้กำลังพลล่าถอยออกจากพื้นที่สังหาร

กระสุนปืนของข้าศึกทั้งปืนเล็กยาวและปืนกลจำนวนหนึ่งเจาะทะลุเสื้อเกราะของเขาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่มิลเลอร์ก็ยังคงทำการยิงเข้าใส่ข้าศึกอย่างต่อเนื่องเพื่อคุ้มกันการล่าถอยของเพื่อนทหารและผู้ใต้บังคับบัญชา เขาสามารถสังหารนักรบตาลีบันได้เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 10 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ในขณะที่มิลเลอร์เองซึ่งตกเป็นเป้าของกระสุนจำนวนมากได้เสียชีวิตลงในที่สุดเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว แต่ความกล้าหาญของเขาทำให้ทหารสหรัฐฯ ทั้ง 7 นายและทหารอัฟกานิสถานอีก 15 นายรอดชีวิตจากการซุ่มโจมตีของพวกตาลีบันมาได้




จ่าสิบเอก จาเรด ซี มอนติ




สำหรับผู้ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor อีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิอัฟกานิสถานคือ จ่าสิบเอก จาเรด ซี มอนติ (Jared C. Monti) อายุ 31 ปี ตำแหน่งรองหัวหน้าชุดการข่าว กรมทหารม้าที่ 71 กองพลน้อยสนามที่ 3 กองพลภูเขาที่ 10 เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.2006 เมื่อสหรัฐฯ วางแผนการรุกเข้ากวาดล้างกลุ่มตาลีบันในพื้นที่หุบเขา โกวอร์เดช โดยชุดของมอนติ ได้รับมอบหมายให้ตั้งฐานปฏิบัติการขนาดเล็กบนสันเขาเพื่อจัดชุดซุ่มยิง (sniper) สนับสนุนการปฏิบัติของหน่วย แต่แผนการปฏิบัติการถูกเลื่อนออกไป ในขณะเดียวกันฐานของมอนติก็ต้องการการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติม เฮลิคอปเตอร์ได้ลำเลียงยุทโธปกรณ์และเสบียงมาส่งที่ฐาน ทำให้ฝ่ายตาลีบันสามารถสังเกตุเห็นจุดที่ตั้งของชุดซุ่มยิงได้

ในเย็นวันนั้นเองกลุ่มตาลีบันไม่น้อยกว่า 60 คนก็เปิดฉากโจมตีฐานปฏิบัติการของมอนติอย่างรุนแรง ทำให้จ่าสิบเอก แพทริก ไลเบิร์ต (Patrick Lybert) หัวหน้าชุดของมอนติเสียชีวิตทันที และพลทหารไบรอัน แบรดเบอรี่ (Brian Bradbury) ได้รับบาดเจ็บสาหัสและนอนอยู่ในที่โล่ง มอนติพยายามออกจากที่กำบังไปนำร่างของแบรดเบอรี่ออกมาจากพื้นที่โล่งแจ้งถึงสามครั้ง

โดยครั้งแรกเขาคลานออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็ถูกระดมยิงอย่างหนักจากพวกตาลีบัน จนต้องคลานกลับมาที่เดิม เขาพยายามเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ด้วยการยิงคุ้มกันอย่างหนาแน่นจากทหารสหรัฐฯ ทำให้มอนติสามารถเข้าไปได้เกือบถึงร่างของผู้บาดเจ็บ แต่ก็ถูกตอบโต้จากข้าศึกจนต้องล่าถอยกลับมา

ครั้งสุดท้ายมอนติพยายามคลานกลับไปช่วยแบรดเบอรี่อีกครั้ง คราวนี้เขาถูกจรวด อาร์ พี จี เข้าอย่างจังที่บริเวณร่างกายท่อนล่างจนขาทั้งสองข้างแหลกละเอียด แต่ยังมีสติคลานกลับมาพร้อมกับบอกเพื่อนๆ ของเขาว่า เขากำลังจะไปพบพระเจ้าและฝากบอกพ่อแม่ของเขาด้วยว่า เขารักพ่อและแม่ของเขามาก ในขณะเดียวกันปืนใหญ่ของสหรัฐฯ ก็เปิดฉากยิงถล่มพวกตาลีบันที่ซ่อนตัวอยู่ตามสันเขาอย่างรุนแรง จนเสียชีวิตเป็นจำนวนถึง 22 คน ส่วนพวกที่เหลือแตกกระเจิงหลบหนีไป

มอนติถูกนำส่งโรงพยาบาลโดยทางเฮลิคอปเตอร์และเสียชีวิตในเวลาหนึ่งเดือนต่อมา ส่วนพลทหารแบรดเบอรี่ก็เสียชีวิตเช่นกัน เนื่องจากลวดสลิงที่ใช้นำร่างที่บาดเจ็บของเขาขึ้นสู่เฮลิคอปเตอร์ที่กำลังลอยอยู่เหนือหุบเขา เกิดขาดลงทำให้เขาตกลงมาพร้อมพลเสนารักษ์ที่กำลังนำตัวเขาขึ้นไป จนทั้งคู่เสียชีวิตทันที ความกล้าหาญของมอนติได้รับการยกย่องว่าเป็นความกล้าหาญที่สูงส่ง จนได้รับเหรียญกล้าหาญดังกล่าว โดยประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ได้ทำพิธีมอบเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor ให้กับบิดาและมารดาของเขาเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ.2009

นอกจากนี้กำลังพลที่เสียชีวิตทั้ง 3 นายดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกำลังพลที่ได้รับเหรียญดังกล่าวขณะยังมีชีวิตอยู่ 3 นาย ประกอบด้วย จ่าสิบเอก ซานวาโทเร ออกัสติน กุนทา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor คนแรกที่ได้รับเหรียญขณะยังมีชีวิตอยู่ภายหลังจากสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง โดยเฉพาะในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ยังมี สิบโท ดาโกต้า เมเยอร์และจ่าสิบเอก ลีรอย เพททรี




จ่าสิบเอก ซานวาโทเร ออกัสติน กุนทา




จ่าสิบเอก ซานวาโทเร ออกัสติน กุนทา (Salvatore Augustine Giunta) อายุ 26 ปี มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับชุดยิง สังกัดกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 503 กองพลน้อยพลร่มที่ 173 ปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน 2 ครั้งคือระหว่างปี ค.ศ.2005-2006 และ 2007-2008 ในพลบค่ำของวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ.2007 กุนทาในฐานะผู้บังคับชุดยิงและกำลังพลอีก 7 นายกำลังเดินทางกลับจากภารกิจ ตามด้วยกองบังคับการของหน่วยที่มีกำลังพลอีก 13 นาย

พวกเขาถูกซุ่มโจมตีโดยพวกตาลีบันจำนวนประมาณ 20คน ใช้อาวุธปืน เอ เค 47 เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง อาร์ พี จี และปืนกลหนักแบบ พี เอช เอ็ม 3 กระบอกบริเวณหุบเขา "โคเรนกัล" (Korengal Valley) ซึ่งทหารอเมริกันขนานนามว่า "หุบเขาแห่งความตาย" (the Valley of Death)

ที่ซ่อนของพวกตาลีบันอยู่ใกล้กับทหารอเมริกันมากคือประมาณ 10 เมตรเท่านั้น ทำให้เฮลิคอปเตอร์แบบ "อาปาเช่" ไม่สามารถโจมตีข้าศึกจากทางอากาศได้ พวกตาลีบันระดมยิงใส่หมู่ปืนเล็กของกุนทาอย่างหนัก จนเขาเขียนในบันทึกว่า

“... มีกระสุนวิ่งผ่านอากาศมายังพวกเรามากกว่าจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้าเสียอีก ทันทีที่กระสุนนัดแรกวิ่งมาหาพวกเราทุกคน กระสุนอีกนับล้านนัดก็วิ่งตามมา พวกตาลีบันอยู่ทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็น .. ด้านหน้า .. ด้านข้าง .. ด้านหลัง .. ด้านบน .. และด้านล่าง .. กระสุนเหล่านั้นกระทบพื้นดินก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่มันจะวิ่งมาที่ตัวเรา .. พวกเขาอยู่ใกล้กับเรามาก .. ใกล้อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ...”

จ่าสิบตรี โจชัว เบรนแนน (Joshua Brennan) ผู้บังคับหน่วยของกุนทาถูกยิงก่อนถึง 8 นัด เพื่อนของเขาที่เดินตามผู้บังคับหน่วยก็ถูกยิงถึง 4 นัด พวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในขณะเดียวกันทหารอเมริกันที่เหลือทุกคนก็ถูกยิงกดอยู่จนไม่สามารถขยับตัวได้ เนื่องจากกระสุนของข้าศึกนานาชนิดรวมทั้งจรวด อาร์ พี จี มีหนาแน่นมาก กุนทาซึ่งสะพายเครื่องยิงจรวดเอนกประสงค์แบบ เอส เอ็ม เอ ดับเบิลยู (SMAW – Shoulder-launched Multipurpose Assault Weapon) ถูกยิงที่เกราะด้านหน้าลำตัว แต่กระสุนไม่ทะลุ กระสุนนัดต่อมากระทบที่เครื่องยิงจรวดของเขาที่สะพายอยู่ที่หลัง ทำให้เขารู้ว่าข้าศึกอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กุนทารู้ดีว่าหากเขาหลบกระสุนอยู่เช่นนี้ โอกาสรอดของเขาและคนอื่นๆ แทบไม่มีเลย

ดังนั้นหลังจากที่ถูกซุ่มโจมตีได้ไม่ถึง 15 วินาที กุนทาจึงตัดสินใจสั่งการให้ทหารในหน่วยของเขาอีกสามนายระดมขว้างระเบิดใส่พวกตาลีบันที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 15 เมตร พร้อมๆ กับระดมยิงด้วยปืนกลแบบ เอ็ม 249 (M 249) และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มิลลิเมตรแบบ เอ็ม 203 (M 203) และลุกขึ้นวิ่งไปยังคนเจ็บเพื่อให้การปฐมพยาบาล การตอบโต้ด้วยระเบิดมือและการระดมยิงอย่างรุนแรงของทหารอเมริกันทำให้พวกตาลีบันชะงัก ซึ่งนับเป็นโอกาสทองของกุนทาและทหารอเมริกันที่เปิดฉากไล่ยิงพวกตาลีบันที่หลบซ่อนตัวอยู่จนต้องล่าถอย

กุนทาวิ่งจากผู้บาดเจ็บคนแรกเพื่อค้นหาเบรนแนน ผู้บังคับหน่วยของเขาที่บาดเจ็บพร้อมๆ กับสาดกระสุนและขว้างระเบิดใส่ข้าศึก จนกระทั่งพบว่าพวกตาลีบัน 3 คนที่กำลังล่าถอยไปนั้นได้ลากตัวเบรนแนนไปด้วย โดยคนหนึ่งลากที่แขน อีกคนหนึ่งลากที่ขา กุนทาจึงระดมยิงอาวุธประจำกายแบบ เอ็ม 4 ใส่พวกตาลีบัน คนแรกถูกยิงล้มลงเสียชีวิตทันที ภายหลังทราบว่าคือ โมฮัมหมัด ทาลี (Mohammad Tali) หนึ่งในผู้นำตาลีบันที่เป็นที่ต้องการของสหรัฐฯ ส่วนอีกสองคนหลบหนีไปได้

เบรนแนนยังคงรู้สึกตัวแม้จะบาดเจ็บ กุนทาอธิบายไว้ในบันทึกของเขาว่า "... เขายังรู้สึกตัวและร้องขอมอร์ฟีนเพื่อระงับความเจ็บปวด ผมบอกเขาว่า นายต้องไม่เป็นอะไร และจะต้องกลับไป .. กลับไปเพื่อเล่าเรื่องราววีรบุรุษอันกล้าหาญของนายให้โลกรับรู้ ... เบรนแนนพยักหน้าแล้วตอบว่า ... ตกลง ... ฉันจะกลับไปกับนาย ...”

การรบสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 3 นาที ขณะเดียวกันกำลังหนุนจากส่วนหลังได้เดินทางมาถึงและเข้าเคลียร์พื้นที่ พวกตาลีบันแตกกระจัดกระจายล่าถอยไป เพื่อนคนหนึ่งของกุนทาที่ถูกยิงบาดเจ็บกล่าวว่า "... กุนทา ... นายคงไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าที่นายทำไปนี่มันบ้าจริงๆ (pretty crazy) พวกนั้นมีมากกว่าเรา นายหยุดการโจมตีของพวกมัน นายช่วยคนของเราจากการถูกจับเป็นเชลย ... ฉันเห็นห่ากระสุนที่ระดมยิงมาที่นาย ... มันมากมายเสียจนฉันไม่รู้ว่านายรอดมาได้อย่างไร ...”

น่าเสียดายที่ในวันต่อมา เบรนแนนเสียชีวิตลงระหว่างการผ่าตัดในโรงพยาบาลสนาม และอีกสองวันต่อมากุนทาก็ถูกเสนอชื่อให้ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor เขาเข้ารับการประดับเหรียญจากประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ.2010 ณ ทำเนียบขาว




สิบโท ดาโกต้า เมเยอร์




ผู้ได้รับเหรียญ Medal of Honor ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่อีกคนหนึ่งคือ สิบโท ดาโกต้า เมเยอร์ (Dakota Meyer) อายุ 21 ปี สังกัด ชุดครูฝึกทหารอัฟกานิสถานที่ 2-8 นาวิกโยธินสหรัฐฯ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.2009 เมื่อเมเยอร์ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวณร่วมกับทหารอัฟกานิสถานในพื้นที่หุบเขากันจ์กัล (Ganjgal Valley) ที่ซึ่งเขาและหน่วยนาวิกโยธินของเขาถูกพวกตาลีบันจำนวนกว่า 50 คนซุ่มโจมตี ชุดลาดตระเวณล่วงหน้าของหน่วยซึ่งนำโดย ร้อยโท ไมเคิล จอห์นสัน (Michael Johnson) ผู้บังคับหมวด ตกอยู่ท่ามกลางการระดมยิงจากข้าศึกในทุกทิศทาง เมเยอร์เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากระยะไกล เขาร้องขอผู้บังคับหน่วยของเขาถึง 5 ครั้งในการเข้าไปช่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ติดอยู่ในพื้นที่สังหาร แต่ได้รับการปฏิเสธทุกครั้ง

จนกระทั่งเมเยอร์และจ่าสิบเอก ฮวน รอดดริเกส ชาเวซ (Juan Rodriguez Chavez) ตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งและกระโดดขึ้นรถฮัมวี่ มุ่งตรงเข้าไปในพื้นที่ที่ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ และทหารอัฟกันกำลังตกอยู่ในวงล้อม โดยเมเยอร์ทำหน้าที่พลปืนกลบนป้อมหลังคารถ ทั้งคู่ขับรถฝ่ากระสุนของพวกตาลีบันที่ระดมยิงใส่รถฮัมวี่อย่างกับห่าฝนเป็นจำนวนถึง 5 เที่ยว ก่อนที่จะจอดรถเพื่อลงไปค้นหาทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการซุ่มโจมตีและลำเลียงออกมา เขาสามารถนำศพทหาร 4 ศพออกมาได้รวมทั้งร่างของร้อยโทไมเคิล จอห์นสัน ที่เมเยอร์ได้ยินเสียงผ่านทางวิทยุสื่อสารในการร้องขอการสนับสนุนทางอากาศ

มันเป็นการปฏิบัติการท่ามกลางห่ากระสุนของพวกตาลีบัน รวมทั้งสามารถช่วยทหารอเมริกันที่บาดเจ็บทั้ง 13 นายและทหารอัฟกานิสถานอีก 23 นายออกมาได้ แม้ว่าเมเยอร์จะถูกสะเก็ดระเบิดที่แขนจนได้รับบาดเจ็บ แต่ยังคงระดมยิงปืนกลใส่พวกตาลีบันและวิ่งลงจากรถเพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างต่อเนื่องทั้ง 5 เที่ยว จนสามารถสังหารข้าศึกได้เป็นจำนวน 8 คนและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง กระทั่งเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช 60 แบล็คฮอว์คมาถึงและเปิดฉากโจมตีพวกตาลีบันจากทางอากาศ จนกำลังพลทั้งหมดสามารถถอนตัวออกจากพื้นที่สังหารได้อย่างปลอดภัย ความกล้าหาญในครั้งนี้ทำให้เมเยอร์ได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor และจ่าสิบเอก ฮวน รอดดริเกส ชาเวซ ได้รับเหรียญกล้าหาญ Navy Cross





จ่าสิบเอก ลีรอย เอ เพททรี



ผู้กล้าหาญที่ได้รับเหรียญ Medal of Honorที่รอดชีวิตจากการสู้รบคนสุดท้ายคือ จ่าสิบเอก ลีรอย เอ เพททรี (Leroy A. Petry) อายุ 32 ปี ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ปืนเล็ก สังกัดกองร้อย ดี กองพันที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 75 ได้แสดงความกล้าหาญในการรบเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.2008 โดยกองพันที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 75 ได้รับมอบหมายให้ตรวจค้นและจับกุมแกนนำของกลุ่มตาลีบันในอาคารเป้าหมายซึ่งอยู่ในพื้นที่เมือง "ภากท์ยา" (Paktya) เมื่อกำลังรบพิเศษของสหรัฐฯ จำนวน 70 นายเข้าสู่ที่หมายโดยเฮลิคอปเตอร์ พวกเขาก็พบกับกลุ่มตาลีบันจำนวนกว่า 40 คนทำการต่อต้านอย่างเหนียวแน่น

เพททรีและพลทหาร ลูคัส โรบินสัน (Lucas Robinson) พยายามกวาดล้างพวกตาลีบัน 3 คนที่บริเวณสนามหญ้าของอาคาร ทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กันรุนแรง เพททรีและโรบินสันซึ่งหลบเข้าไปโรงเลี้ยงไก่เล็กๆ ข้างอาคารต่างถูกยิงด้วยกันทั้งคู่ เพททรีถูกยิงด้วยกระสุนนัดเดียวแต่ทะลุขาทั้งสองข้างของเขา สิบเอก เดเนียล ฮิกกินส์ (Daniel Higgins) พลเสนารักษ์ได้เข้ามาสมทบเพื่อดูแลอาการบาดเจ็บของคนทั้งสอง ทันใดนั้นข้าศึกก็โยนระเบิดมือเข้ามา มันตกห่างจากคนทั้งสามประมาณ 10 เมตร แรงระเบิดทำให้พวกเขาทั้งหมดได้รับบาดเจ็บและโรบินสันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส

การรบดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับมีหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ เข้ามาช่วยเพททรีอีก 2 นาย ในขณะที่พวกตาลีบันก็เสริมกำลังเข้ามาเช่นกันแม้จะถูกยิงร่วงลงไปคนแล้วคนเล่า และแล้วข้าศึกก็โยนระเบิดเข้ามาอีกลูกหนึ่ง ระเบิดตกห่างจากทหารสหรัฐฯ ทั้งห้าคนเพียงไม่กี่ฟุต โดยไม่ต้องคิดเป็นครั้งที่สองเพททรีกลิ้งตัวไปหยิบระเบิดมือลูกนั้นจากพื้น ก่อนที่จะขว้างมันออกไปในทิศทางที่ถูกขว้างมา แต่ในทันทีที่เขาปล่อยระเบิดออกจากมือ ระเบิดก็ทำงาน เพททรีเขียนบรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

"... ผมกลิ้งไปถึงระเบิดมือที่ตกอยู่ มันอยู่ทางขวามือ ใกล้จนไม่คิดว่ามันกำลังจะระเบิดขึ้นมา ... ผมหยิบมัน ... แล้วขว้างไปสุดแรงเท่าที่จะทำได้ ... นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดได้เพียงอย่างเดียวในขณะนั้น ... และในทันทีที่ผมคลายมือออกเพื่อให้ระเบิดหลุดลอยไป ... มันก็ระเบิดเสียงดังสนั่นตรงนั้นนั่นเอง ... พอสิ้นเสียงระเบิด ผมก็กลิ้งตัวกลับมาที่เดิมพร้อมๆ กับมือและแขนที่แทบไม่หลงเหลือสภาพเดิม ...”

ระเบิดทำให้เพททรีสูญเสียแขนขวาตั้งแต่ข้อศอกลงไป สะเก็ดระเบิดจำนวนมากฝังอยู่เต็มตามลำตัวของเขา แต่ด้วยความมีสติ เพททรีหยิบชุดห้ามเลือดขึ้นมาพันรอบแขนของเขา ในขณะที่ทหารสหรัฐฯ คนอื่นๆ ระดมยิงพวกตาลีบันจนเสียชีวิตทั้งหมด ความกล้าหาญของเพททรีในครั้งนี้ทำให้ทหารสหรัฐฯ อย่างน้อยสี่นายรอดพ้นจากความตายหรือบาดเจ็บสาหัส และทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor จากประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.2011 ที่ผ่านมา

เรื่องราวที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของผู้กล้าหาญแห่งกองทัพสหรัฐฯ ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้น Medal of Honor ซึ่งเป็นเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ... จะเห็นได้ว่า "บันทึกของความกล้าหาญ" ฉบับนี้ถูกเขียนลงด้วย "ความเด็ดเดี่ยวและห้าวหาญ" ... ย่อหน้าแต่ละย่อหน้าของบันทึกเต็มไปด้วย "ความเสียสละและมุ่งมั่น" ... บรรทัดแต่ละบรรทัดล้วนประกอบไปด้วย "หยดเลือดและชีวิต" ... เราจึงขอร่วมสดุดีวีรกรรมของผู้กล้าทุกคนใน "บันทึกผู้กล้าแห่งสมรภูมิอัฟกานิสถาน" ฉบับนี้ด้วยความยกย่องและชื่นชมอย่างจริงใจ

Create Date :02 ตุลาคม 2554 Last Update :2 ตุลาคม 2554 15:09:19 น. Counter : Pageviews. Comments :15