bloggang.com mainmenu search



วันที่ 23 ก่อนกลับโคราชได้ไปแวะเที่ยวชมศิลปะ ... ก็ต้องหาชมได้ที่วัด





วัดธรรมาธิปไตย


เดิมชื่อ วัดท่าทราย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน

ต่อมาน้ำได้กัดเซาะตลิ่งพังเข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงที่ตั้งวัด

จึงย้ายหนีน้ำขึ้นมาห่างจากที่เดิมประมาณสองกิโลเมตร

ที่ตั้งใหม่มีต้นไม้ร่มรื่นมากมาย โดยเฉพาะมีต้นมะขามขนาดใหญ่

จึงชื่อวัดใหม่ว่า วัดต้นมะขาม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2345

ต่อมาเจ้าอาวาสวัดต้นมะขาม พ.ศ. 2482

ได้ทำการขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดธรรมาธิปไตย


เพื่อจะมาดูบานประตูวิหารวัดพระฝาง

ซึ่งอยู่ที่ธรรมสภาในวัด







อาคารธรรมสภา

เป็นอาคารปูน 2 ชั้นหลังแรกในจังหวัดอุตรดิตถ์

สร้างในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม​เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2491

ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก​สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี​พระบรมราชินีในรัชกาลที่​7 ​

ทรงปิดทองลูกนิมิตเอก วันที่​3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492


สร้างด้วยแนวคิด ธรรมสภา (ในสมัยพุทธกาล) แห่งแรกของประเทศไทย

เพื่อใช้ประโยชน์ได้ 7 ประการอยู่ในที่เดียวกัน

คือ

อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน หอสวดมนต์ หอไตร และธรรมสมาคม







บานประตูอยู่ชั้นบน








หลวงพ่อเชียงแสน พระประธานในอุโบสถธรรมสภา

ปางมารวิชัย เนื้อโลหะสัมฤทธิ์บริสุทธิ์

สร้างในสมัยสุโขทัย สกุลช่างสุโขทัยยุคกลาง มีอายุกว่า 700 ปี

นำมาจากวัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

ซึ่งถูกทำลายจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2485

พระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัยองค์สำคัญ 2 องค์ของจังหวัดอุตรดิตถ์

ที่ได้นำขึ้นมาจากวัดราชบุรณะในคราวเดียวกัน อีกองค์หนึ่ง

ประดิษฐานอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา มีนามว่า หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์







ทั้งสองบานประตูตั้งอยู่ด้านข้างทั้งสองข้าง

บานประตูคู่นี้แกะสลักในสมัยอยุธยา

แต่ละบานขนาด กว้าง 1.2 เมตร สูง 5.3 เมตร และหนาถึง 16 เซนติเมตร

ทำจากไม้ปรุแกะสลักเป็นลายกนกก้านขด

ลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ บานละ 7 พุ่ม

ระหว่างพุ่มทรงข้าวบิณฑ์มีกนกใบเทศขนาบ

สองข้างขวามือด้านบนมีอกเลาประตูอยู่ตรงกลาง

แกะสลักเป็นลายเทพพนม ตอนบนอกเลา 4 องค์ตอนล่างอกเลา 4 องค์







ทึ่งในฝีมือการแกะประตูทั้งบานมาก







จากนั้นไปยัง







วัดดอนสัก

ตั้งอยู่บนที่ดอน มีต้นสักมาก จึงเรียกดอนสัก

และได้นำไม้สักมาสร้างวิหาร

คนที่วัดเล่าว่า พระท่านไม่อยากให้ตัดต้นไม้ วัดจึงดูครึ้มร่ม







โบสถ์

















ที่อยากมาชมคือ บานประตูวิหาร







สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย

ฐานโค้งแบบเรือ







สถาปัตยกรรมเชียงแสนปนสุโขทัย


***


ต้องเล่าก่อนว่า

ในปี พ.ศ. 1506 อาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสน

มีเมืองนาคพันธ์สิงหนวัติชัยบุรีศรีช้างแสนเป็นราชธานี

ที่ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ได้เกิดสงครามรบพุ่งกันอยู่เนืองๆ และมีโรคระบาดเกิดขึ้นมากมาย

ราษฎรจึงแยกย้ายละทิ้งถิ่นฐานเดิมไปหาแหล่งทำมาหากินที่ใหม่จำนวนมาก

ในจำนวนนี้มีราษฎรประมาณ 70 ครัวเรือน

ยกให้หนานคำลือ กับหนานแสนคำ ที่ฝันว่า

"ว่าดวงวิญญาณของ เจ้าปู่พญาแก้ววงเมือง กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งนครโยนก

มาบอกว่ามีแหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์

มีน้ำตกและธารน้ำไหลตลอดทุกฤดูกาล สภาพดินฟ้าอากาศไม่หนาวไม่ร้อน"

ให้เป็นหัวหน้าครอบครัว

และอัญเชิญดวงวิญญาณของปู่พญาแก้ววงเมือง

เดินทางล่องใต้เพื่อแสวงหาถิ่นฐานทำกินแห่งใหม่

จนบรรลุถึงหุบเขาลับแล

ก็มีพบที่เหมาะ จึงตั้งบ้านเรือน โดยใช้ชื่อว่า "บ้านเชียงแสน"

ช้าง ม้า วัว ควาย ที่นำมาด้วยก็จัดให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ห่างไกลเป็นระยะๆ

ต่อมาบริเวณที่ควายอยู่ก็ให้ตั้งชื่อว่า "บ้านคอกควาย"

และที่ช้างอาศัยอยู่ก็ให้ตั้งชื่อว่า "บ้านคอกช้าง" ในปัจจุบัน


ดังนั้นจะเห็นว่าคนลับแลจะพูดภาษาเหนือ หรือ อู้กำเมือง ( คำเมือง )

แต่คนอำเภอเมืองอุตรดิตถ์พูดไทยภาคกลาง หรือ อู้กำไทย




***






ตัวเสาประตูเป็นลายกนกใบเทศสลับลายกนกก้ามปู

บานประตูเป็นไม้แกะสลักทั้งบาน รูปลายกนกก้านขด

มีรูปสัตว์หิมพานต์แทรกอยู่ในลวดลายกนกต่าง ๆ

บานซ้ายและขวานั้นไม่เหมือนกัน

แต่เมื่อปิดบานแล้วลวดลายมีความลงตัวเข้ากันได้สนิท







ลายแกะหน้าบัน และ ลำยอง มีที่ล็อกอยู่กับ เรียกไม่ถูกว่าขื่อ หรือ แป







คันทวย

หลังคากระเบื้องดินเผา







หลังวิหารมีประตูสองข้าง







เมื่อก่อนไม่ได้ล็อกประตู ทำให้ถูกขโมยไป ใครเห็นที่ไหนจะได้จำได้







ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และ ?







บันไดมกรคายนาค







ดูจากเล็บของ มกร ที่อยู่ใต้ปาก








หอกลอง หอระฆัง







ต้นมะม่วงในวัด








เก็บหอมแดง หอมขาว ( กระเทียม ) หน้าวัด







gps พาเราไปหลงที่วัดท้องลับแล

เป็นวัดที่แค่ วนไปกลับรถก็รู้สึกว่าสวยมาก












รายการต่อไปที่จะไปคือ วัดเจดีย์คีรีวิหาร

แต่จำผิดจำถูกว่าจะไปวัดวัดฟ้าฮ่าม



***


เล่าต่อ


เมื่อตั้งบ้านเรือนเรียบร้อยแล้ว

ชาวบ้านแต่งตั้งให้หนานคำลือเป็น "เจ้าแคว้น"

และแต่งตั้งให้หนานคำแสนเป็น "เจ้าหลัก"

อยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขเป็นเวลายาวนาน 7 ปีเศษ

หนานคำลือเป็นหัวหน้านำชาวบ้านบางส่วน

ไปส่งข่าวยังโยนกนคร

พระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์องค์ที่ 21 แห่งโยนกนคร

ทรงดีพระทัยยิ่งนักจึงส่งพระสงฆ์ให้คอยอบรมสั่งสอนบุตรหลาน

และประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ให้เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร อภิเษก บุตรสาวเจ้าแคว้นและเจ้าหลัก

ชื่อสุมาลี และสุมาลา เป็นชายา

... ทั้งสองเป็นผู้ที่ได้ช่วยกันคิดค้นสร้างหูกทอผ้า และการทอผ้าซิ่นตีนจก ...

พ.ศ.1513 เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารก็ได้ขึ้นครองเมืองลับแลอยู่เป็นเวลายาวนาน

ทำนุบำรุงบ้านเมืองจนเจริญก้าวหน้า ราษฎรอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข

เมื่อเสด็จสวรรคต

ราษฎรจึงพร้อมใจกันนำอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ ณ ม่อนอารักษ์

เพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชนทั่วไป

และเกิดประเพณีแห่น้ำขึ้นโรง

คือประเพณีรดน้ำดำหัวบรรพบุรุษที่ล่วงลับด้วยน้ำอบน้ำหอม

ในวันที่ 14 เมษายน ของทุกปี







ที่ ๆ เป็นวังเป็นบริเวณที่เป็นวัดป่าแก้วเรไร ปัจจุบันคือ วัดเจดีย์คีรีวิหาร







แผนผังวัด

ส่วนที่อยู่ในจุดเหลือง เป็นเนินเขาเล็ก ๆ







ใน พ.ศ.1519 พระเจ้าฟ้าฮ่าม ได้เสด็จไปยังเมืองโยนกนคร

เพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากดอยตุง ( จังหวัดเชียงราย )

อัญเชิญมาบรรจุไว้ที่สถูปเจดีย์วัดป่าแก้วเรไร เป็นวัดแรกของเมืองลับแล

มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ถึงวันศีลวันธรรม ... ภาษาเหนือเรียกวันพระว่าวันศีล

จะมีดวงไฟสุกสว่างลอยขึ้นเหนือเจดีย์อยู่เป็นประจำ

กาลเวลาล่วงเลยมานานวัดป่าแก้วได้ทรุดโทรมลงจนกลายเป็นวัดร้าง

พระเจดีย์ก็ชำรุดหักพังลงไป

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ให้ พระครูธรรมฐิติวงศ์คีรีเขตรเจ้าคณะแขวงเมืองพิชัย

ไปบูรณะและไปจำพรรษาที่วัดเจดีย์คีรีวิหาร

ซึ่งเป็นนามที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวชิโรรส

ทรงตั้งชื่อไว้เป็นชื่อวัดมาจนปัจจุบัน






ตึกธรรมธิติวงศ์ ... สำนักงานเจ้าคณะอำเภอลับแล







โบสถ์เก่า







ด้านหน้า ... เข้าไม่ได้







หางหงส์







จึงได้นำภาพในโบสถ์มาจาก ไทยทัวร์ดอทคอม ขอบคุณค่ะ







ออกจากลับแลไปยังทุ่งยั้ง


วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง












ตามตำนานว่า

สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งเมืองสุโขทัย

ได้เชิญพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มาบรรจุไว้ในถ้ำใต้ดินโดยขุดลงไปเป็นถ้ำแล้วก่อพระธาตุไว้

ลักษณะเดิมของพระบรมธาตุเมืองทุ่งยั้งคงเป็นรูปเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์

ต่อมามีการบูรณะเป็นทรงลังกาในปัจจุบัน

คือ

มีฐานเขียงซ้อนกันสามชั้น

มุมฐานเขียงล่างสุดมีเจดีย์ทรงระฆัง

ตรงกลางเรือนธาตุของเจดีย์ทั้งสี่ด้านมีพระพุทธรูปประทับยืน







พระอุโบสถขนาดสามห้อง







พระวิหารหลวง

ก่ออิฐถือปูน เป็นศิลปะแบบ เชียงแสนล้านนา

เพราะเมืองทุ่งยั้งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา

ลักษณะพระวิหารมีทรงหลังคาซ้อนสามชั้น ลาดต่ำ







หลวงพ่อประธานเฒ่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน







และด้านในพระวิหารหลวง มีภาพวาดตำนานเรื่องพระสังข์ทอง

แต่เลือนมาก







จากตรงนี้ตั้งใจจะไปชมภาพเขียนสีฝุ่นที่วัดกลาง ในพระอุโบสถ

แต่โบสถ์ปิด จึงชมรอบ ๆ โบสถ์ ก็สวยได้ใจจริง ๆ






















ปิดท้ายด้วยรถไฟกำลังผ่านหน้าวัดกลาง


















Create Date :26 มีนาคม 2555 Last Update :9 สิงหาคม 2555 10:07:47 น. Counter : Pageviews. Comments :38